เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 : มาหาถึงบ้าน!

บทที่ 35 : มาหาถึงบ้าน!

บทที่ 35 : มาหาถึงบ้าน!


บทที่ 35 : มาหาถึงบ้าน!

โดยปกติแล้ว การสร้างพลังปราณและเลือดได้หนึ่งเส้นถือว่าเป็นการเริ่มต้น

การสร้างพลังปราณและเลือดได้เส้นที่สอง ถือว่าเชี่ยวชาญ

และสำหรับผู้ฝึกยุทธทั่วไป พลังปราณและเลือดจะมีขนาดเล็กเท่าเส้นเชือก…แต่พลังปราณและเลือดที่เฉินซานซือฝึกฝนนั้น เทียบเท่ากับเส้นเชือกหลายเส้นพันกัน

มันมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วไปสองถึงสามเท่า

แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับวิธีการหายใจเเบบเฮ่าหราน

แต่กระดานสถานะความเชี่ยวชาญก็มีส่วนเช่นกัน

ตัวเขาเองก็มีความอึดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอบวกกับพลังปราณและเลือดที่แข็งแกร่งขึ้นแบบนี้ ตอนนี้จึงเหมาะกับการต่อสู้ในสนามรบอย่างแท้จริง

สนามรบไม่ใช่ที่สำหรับการประลองเเบบตัวต่อตัว ฆ่าคู่ต่อสู้หนึ่งคนแล้วจบ

แต่มันต้องเผชิญหน้ากับศัตรูนับพันนับหมื่น เป็นการต่อสู้ที่เน้นความอึดเป็นหลัก

เเละนี่คือเหตุผลที่กองทัพต้องจัดกระบวนทัพ

ผู้ฝึกยุทธระดับพลังปราณและเลือดขั้นสูงสุด หรือระดับนายร้อย หากถูกทหารราบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีล้อมไว้ในสนามรบ แม้จะสามารถสังหารศัตรูได้ประมาณยี่สิบคน แต่สุดท้ายก็มักจะพลังปราณและเลือดหมดลง เกิดอาการอ่อนล้า และถูกสังหารในที่สุด

ไม่ใช่เพราะผู้ฝึกยุทธอ่อนแอ แต่เป็นเพราะกระบวนทัพแข็งแกร่งมาก

ช่วงที่ฝึกซ้อม เฉินซานซือก็ได้เรียนรู้กระบวนทัพไปด้วย

ยกตัวอย่างกระบวนทัพขนาดเล็กหนึ่งร้อยคน

ก่อนการต่อสู้ระยะประชิดด้วยอาวุธ จะมีพลธนูยิงธนูใส่ศัตรูก่อน จากนั้นพลหอกจะเข้าโจมตี ต่อด้วยพลโล่และดาบเข้าปิดล้อม และสุดท้ายจึงเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัว

อย่าลืมว่า ฝ่ายศัตรูก็มีนายทหารเช่นกัน ไม่ใช่มีแต่นายทหารฝ่ายเราคนเดียว

ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสูงแค่ไหน หากพลังมีจำกัด…สุดท้ายก็ต้องตาย

เว้นแต่ว่า พลังปราณและเลือดจะมากมายมหาศาลจริงๆ

แต่นี่เป็นเรื่องของอนาคตสำหรับเฉินซานซือ ในขณะนี้คงยังไม่มีโอกาสได้ออกรบหรอก

……

“เจ้าฝึกพลังปราณและเลือดจนเชี่ยวชาญแล้วรึ?” ซูปินยืนนิ่งตะลึงอยู่นาน

แค่ไม่กี่วันเองนะ?

แบบนี้ อีกไม่นานอีกฝ่ายก็คงจะแซงหน้าเขาแล้ว

“ต้องขอบคุณพี่ซูปินที่ช่วยฝึกซ้อม ข้าถึงได้พัฒนาเร็วขนาดนี้”

หลังจากฝ่าฟันระดับมาได้ เฉินซานซือรู้สึกโล่งใจ แต่ในใจก็ยังไม่ผ่อนคลายเท่าไหร่นัก

ช่วงนี้สำนักยุทธเทียนหยวนส่งคนมาเชิญเขาหลายครั้ง แต่เขาปฏิเสธไปทั้งหมด

เขารู้ว่าแบบนี้ไม่ยั่งยืน เขาต้องหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว

คุณชายเหลียงจ่านแห่งสำนักยุทธเทียนหยวนเป็นผู้ฝึกยุทธระดับฝึกกระดูก ส่วนเจ้าสำนักก็เป็นระดับฝึกกระดูกขั้นสูงสุด

ส่วนระดับฝึกพลังปราณและเลือดของเขายังเป็นแค่ระดับล่างสุด เทียบกันไม่ได้เลย

ถ้าหากเขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธระดับฝึกอวัยวะภายในได้เหมือนเซียงถิงชุนได้ ก็คงไม่มีใครในอำเภอผอหยางกล้ามาหาเรื่องเขาเเบบนี้อีก

“ได้เวลาไปทำงานเเล้ว!”

ใกล้ถึงเวลาลาดตระเวน เฉินซานซือจึงเก็บหอกใบหญ้า แล้วเรียกลูกน้องมารวมตัวกัน

ไม่ใช่แค่เขาที่พัฒนาขึ้น ลูกน้องของเขาก็มีความก้าวหน้าเช่นกัน

จูถงฝึกฝนจนสร้างพลังปราณและเลือดได้แล้ว อีกไม่นานก็คงถึงคิวหวังลี่ ส่วนทหารราบอีกห้าคนก็เรียนรู้ท่าหอกและเริ่มฝึกกระบวนทัพ

มีเพียงซูเหวินไฉคนเดียวที่ยังไม่มีความสามารถอะไร

สองวันที่แล้วไปให้อาหารม้ายังโดนม้าเตะ จนต้องห้ามไม่ให้เขาเข้าใกล้คอกม้าอีก ไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนเหยียบตายเอา

“ไปลาดตระเวนกัน”

ตั้งแต่เกิดเรื่องลัทธิเทพวิญญาณ ทั้งในและนอกเมืองก็มีคนตายทุกวัน

มีข่าวลือว่า ลัทธิเทพวิญญาณชอบฆ่าคน

ดังนั้น การตรวจค้นช่วงนี้จึงเข้มงวดเป็นพิเศษ

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่อนุญาตให้ศิษย์สำนักยุทธเข้าร่วม

เห็นได้ชัดว่า ผู้พันเซียงต้องการได้สมบัติเซียนมาก่อนสำนักยุทธ จากนั้นเขาจะใช้สมบัติเซียนมาควบคุมสำนักยุทธทั้งหมดในอำเภอผอหยาง

เฉินซานซือจึงตั้งใจลาดตระเวนเป็นพิเศษ หวังว่าจะเจอร่องรอยของสาวกลัทธิเทพวิญญาณ

แต่น่าเสียดาย สุดท้ายก็ยังไม่พบอะไร

เเละถึงจะเจอจริงๆ ด้วยระดับพลังปราณและเลือดในตอนนี้ ก็คงยากที่จะแย่งชิงมาได้ ดังนั้นการฝึกฝนจึงสำคัญที่สุด

หลังจากที่พลังปราณและเลือดเพิ่มขึ้นเป็นสองสาย การดื่มยาบำรุงเลือดทุกสามวันคงไม่เพียงพออีกต่อไป

เฉินซานซือจึงถือโอกาสแวะซื้อยาสมุนไพรระหว่างลาดตระเวน

จูถงเองก็ไปด้วย

ที่บ้านเขาทำอาชีพฆ่าหมู จึงมีเงินเก็บอยู่บ้าง

เเละเพื่อเร่งการฝึกฝน เขาจึงยอมควักเงินซื้อยา

ในบรรดาสี่สำนักยุทธใหญ่ สำนักหยุนเหอและสำนักยุทธตระกูลจ้าวมีธุรกิจยาสมุนไพรมากที่สุด…ครอบคลุมตลาดสองในสามของเมืองผอหยาง

โดยเฉพาะสำนักยุทธหยุนเหอ มียาสมุนไพรคุณภาพดีที่สุด

เมื่อมาถึงถนนกุ้ยเซียง เฉินซานซือเห็นร้านขายยาหยุนเหอสองร้าน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ มีร้านขายยา "หยุนเหอ" แข่งขันกันเอง

แบบบนี้มันให้ความรู้สึกเหมือนเห็นเลย์รสดั้งเดิมแข่งกับเลย์รสบาร์บีคิว

แต่จริงๆ แล้วเป็นของแท้ทั้งคู่

เเละช่วงนี้ที่ออกลาดตระเวนในเมือง เขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับสำนักยุทธมาพอสมควร

หลังจากที่นายอำเภอเสียชีวิต มือสังหารคนเถื่อนก็ฆ่าเจ้าสำนักยุทธหยุนเหอ ทำให้สำนักยุทธแตกแยก

ว่ากันว่า คุณชายรองของสำนักยุทธหยุนเหอมีความสามารถธรรมดา อายุเกือบสามสิบแล้วยังไปไม่ถึงระดับฝึกกระดูก ส่วนลุงของเขานั้นเป็นถึงระดับฝึกกระดูกขั้นต้น หลังจากเจ้าสำนักเสียชีวิต ลุงของเขาก็แย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่ไป

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังไล่หลานชายออกจากสำนัก…เหลือไว้ให้เพียงศิษย์รับใช้ชั้นต่ำและร้านขายยาหนึ่งร้าน แม้แต่ป้ายชื่อก็ยังใช้ไม่ได้ จึงต้องตั้งชื่อร้านว่า "เหอหยุน" แทน

เพื่อแข่งขัน ร้านขายยาเหอหยุนจึงลดราคา ยาบำรุงเลือดที่ราคาสิบตำลึงเงิน ลดเหลือแปดตำลึงเงิน

ยาที่สูงกว่ายาบำรุงเลือด เช่น ยาเก้าหมุนบำรุงพลัง ยาแช่ตัวสำหรับระดับฝึกกระดูก ล้วนลดราคาประมาณ 20-30%…แต่ก็ยังแพงหูฉี่อยู่ดี

ยาเก้าหมุนบำรุงพลัง ชุดหนึ่งราคาตั้งยี่สิบห้าตำลึงเงิน…เฉินซานซือไม่มีปัญญาซื้อแน่นอน

เขาได้เงินยี่สิบตำลึงเงินจากการขายหมีดำ และอีกสิบตำลึงเงินจากการฆ่าฉินเฟิง แต่ค่าใช้จ่ายประจำวันก็สูงอยู่เเล้ว เขาต้องซื้อเนื้อสัตว์ต่างๆมาเสริมพลัง จึงไม่เหลือเงินมากนัก

สุดท้าย เฉินซานซือจึงซื้อยาบำรุงเลือดมาสองชุด เป็นเงินสิบหกตำลึงเงิน

“เงินเก็บหมดอีกแล้ว” เฉินซานซือรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังตกเลือด

เเละยาแค่สองชุด ก็คงใช้ได้แค่ประมาณหนึ่งสัปดาห์

ดูท่า เขาคงต้องพึ่งพาทักษะการล่าสัตว์หาเงินก้อนใหญ่แล้ว

ดีที่ตอนนี้เขาเป็นถึงสิบโท สามารถเข้าไปในเขตชั้นสองของเทือกเขาได้ตามต้องการ การล่าสัตว์ที่มีค่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ถึงจะเสียเวลาฝึกยุทธไปบ้าง เเต่ก็คงต้องทำใจ

นอกจากนี้ เขาได้ยินมาว่าเสือตัวหนึ่งขายได้เป็นร้อยตำลึงเงิน!

ยิ่งสัตว์อสูร…ยิ่งแพงกว่ามาก

อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรนั้นหายาก แต่เรื่องเล่าเกี่ยวกับเสือโคร่งบนเทือกเขาชั้นสองนั้นมีให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง

ต้องลองไปสืบดูก่อน หากล่าเสือโคร่งได้สักตัว เงินที่ได้ก็คงเพียงพอสำหรับการฝึกฝนระยะหนึ่ง

….

หลังจากกลับถึงค่ายทหาร เฉินซานซือก็เห็นนายร้อยหวังที่หายหน้าไปหลายวัน ซึ่งอ้างว่าไปเยี่ยมญาติที่เมืองหลวง

เเละเมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าเขาฝึกฝนหอกจนถึงระดับเชี่ยวชาญแล้ว เขาก็ดีใจมาก

“ดี ดีมาก เจ้าหนุ่ม ทำได้ดีมาก!”

“เจ้านี่…เก่งเหมือนข้าตอนหนุ่มๆไม่มีผิด!”

ทันใดนั้น หวังจื๋อก็ล้วงเอาสร้อยทองในอกเสื้อออกมา

“นี่ ให้เจ้า เป็นรางวัลสำหรับความขยันหมั่นเพียร”

“สร้อยทอง?”

เฉินซานซือรู้จักของสิ่งนี้ โดยปกติแล้วผู้ใหญ่ในบ้านจะมอบให้กับเด็กๆ

หวังจื๋อยอมมอบให้คนอื่นเเบบนี้ แสดงว่าไม่ใช่ของตัวเอง อาจจะไปหลอกเอาของคนอื่นมาอีกก็ได้

“ขอบคุณนายร้อยหวัง แต่ข้าไม่รับไว้จะดีกว่า” เขาปฏิเสธอย่างสุภาพ

“เเล้วเเต่เจ้า!” หวังจื๋อหยิบสร้อยกลับมาใส่คอตัวเอง

“พรุ่งนี้เจ้าจะขอลาไปเข้าป่าใช่ไหม? ไปเถอะ ไปได้เลย”

“ขอบคุณนายร้อยหวัง” เฉินซานซือกล่าวลา แล้วเดินออกไป

เเต่พอใกล้จะถึงบ้าน มันก็มีร่างสองร่างปรากฏตัวขึ้นเเละกีดขวางทางของเขาไว้

คนหนึ่งแก่ อีกคนหนุ่ม…ดูเหมือนจะเป็นนายกับบ่าว

“ท่านสิบโทเฉิน ข้าเชิญท่านมาหลายครั้งเเต่ก็ไม่สำเร็จ จึงบังอาจมาหาถึงที่…ต้องขออภัยด้วย” เหลียงจ่านเก็บพัดแล้วโค้งคำนับ

“ที่ข้ามา ก็เพื่อขอเชิญท่านไปที่ร้านชุนหม่านโหลว พบปะสังสรรค์กัน สตรีและสุราเลิศรสมีพร้อม”

“ข้ามีธุระ คงไม่ขอรบกวนคุณชายเหลียง” เฉินซานซือตอบอย่างเย็นชา

“ข้ามิได้มีเจตนาร้าย” เหลียงจ่านเดินเข้ามาใกล้ แล้วพูดเสียงเบา

“วางใจเถอะ เรื่องพี่น้องตระกูลฉิน ทางสำนักยุทธเทียนหยวนจะไม่ติดใจเอาความใดๆ”

“พี่น้องตระกูลฉิน…นั่นมันเรื่องอะไรกัน?”

“ข้าไม่เข้าใจ” เฉินซานซือทำหน้างง

อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ติดใจเรื่องฉินเฟิงจริงๆ

แต่มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาต้องการล้วงถามว่าคืนนั้นเขาออกนอกเมืองไปหรือไม่ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะได้สัมผัสกับสมบัติเซียนหรือเปล่า

“สิบโทเฉินนี่ เก่งเรื่องแกล้งไม่รู้เรื่องจริงๆ”

เหลียงจ่านยิ้มแห้งๆแล้วส่งสายตาให้บ่าวแก่ที่อยู่ด้านหลัง

“แต่ยังไงก็ขอให้ท่านให้เกียรติไปร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันสักมื้อ”

“เชิญ!” บ่าวแก่ยื่นมือที่เหี่ยวแห้งเหมือนกิ่งไม้ออกมา หวังจะคว้าตัวเขา

เฉินซานซือขมวดคิ้ว พร้อมกำด้ามหอกแน่น

…………………………

จบบทที่ บทที่ 35 : มาหาถึงบ้าน!

คัดลอกลิงก์แล้ว