เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 : ลัทธิเทพวิญญาณ

บทที่ 33 : ลัทธิเทพวิญญาณ

บทที่ 33 : ลัทธิเทพวิญญาณ


บทที่ 33 : ลัทธิเทพวิญญาณ

หลังจากเฉินซานซือไถ่ถามทางแล้ว เขาก็พบว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้กับบ้านของซูปินมาก…เดินเพียงห้านาทีก็ถึง

เขาเคาะประตูบ้านแล้วก็แนะนำตัว ในเวลาไม่นานหญิงสาวคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา

เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าหญิงสาวมีท้องโตเล็กน้อย

"เอ่อ...ที่นี่บ้านของสิบโทซูปินใช่ไหมขอรับ?"

"ใช่เจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบรับ ก่อนจะรีบไปเรียกซูปินออกมา

จากนั้น ซูปินที่หน้ามีรอยฝ่ามือแดงๆก็เดินออกมาพร้อมท่าทางเคอะเขิน

"สิบ...สิบโทเฉิน"

ยังจำได้ไม่นานมานี้ เขาเคยขอให้เฉินซานซือเรียกเขาตามชื่อตำแหน่ง

แต่ตอนนี้ พวกเขามีตำแหน่งเดียวกันแล้ว

"ข้าไม่ได้ถือตัวอะไรหรอกขอรับ เรียกข้าว่าซานซือ หรือหินน้อยก็ได้" เฉินซานซือพูดพร้อมรอยยิ้มพลางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้

"นี่ขอรับ ข้าคืนให้"

"นี่มัน..."

ซูปินมองดูกระดาษที่เป็นใบรับของจากคลังอาวุธ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเคยยืมธนูและลูกธนูจากเฉินซานซือไปจริงๆ

"ยังยืนเอ๋ออยู่อีก รีบขอโทษซานซือเดี๋ยวนี้เลย!" พ่อของซูปินวิ่งออกมาแล้วเตะเข้าที่ก้นลูกชาย

ซูปินหน้าแดงก่ำ

ปกติในค่ายทหารเขาไม่เคยเอาใจใคร เขาพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถล้วนๆ

"ไอ้ปิน! รีบหน่อยสิ" พ่อของซูปินร้อนใจ

"ถ้าไม่มีซานซือช่วย แล้วไปทำให้ท่านนายร้อยหวังโกรธ ต่อไปครอบครัวเราจะเอาอะไรกิน!"

"ข้า..." ซูปินรู้สึกหน้าร้อนผ่าว แต่พอหันไปมองท้องของภรรยา เขาก็ยอมจำนน

"สิบโทเฉิน ข้า..."

"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกสิบโท" เฉินซานซือพูดขัดจังหวะขึ้นมาก่อนที่ซูปินจะพูดจบ

"ในค่ายทหารก็เรียกตามตำแหน่งไปเถอะครับ ที่บ้านไม่เห็นต้องแบ่งแยกชัดเจนขนาดนั้น ถ้าไม่รังเกียจข้าก็ยังอยากจะเรียกพี่ว่าพี่ซูปินอยู่นะ"

"อะไรนะ?" ซูปินคิดว่าตัวเองหูฝาด

"เจ้าไม่โกรธข้าเหรอ?"

"โกรธเรื่องอะไรล่ะขอรับ?" เฉินซานซือพูดอย่างเปิดเผย

ตอนนั้นถ้าไม่ได้ยืมธนูหนักมา เขาคงไม่ได้รับความสนใจจากนายร้อยคนอื่นๆ และคงไม่สามารถฝึกฝนจนสำเร็จระดับพลังปราณและเลือดได้เร็วขนาดนี้

จริงอยู่ที่ตอนนั้นซูปินทำท่าทีไม่ค่อยดีนัก

แต่ยังไงซะเขาก็ช่วยเหลือตน

ความจริง อีกฝ่ายจะไม่ให้ยืมก็ได้

“ท่านนายร้อยหวังคนนั้นค่อนข้าง...” เฉินซานซือไม่สามารถพูดชมนิสัยของหวังจื๋อได้จริงๆ

“เอาเป็นว่าข้าจะไปคุยให้เอง ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ”

“นั่นแหละ ข้าก็รู้ว่าไอ้หินใจดี” พ่อของซูปินพูด

“ยัง…ยังไม่รีบขอบคุณเขาอีก!”

ซูปินมองไปที่เฉินซานซือ

ในโลกนี้ แค่ไม่เอาคืนก็บุญแล้ว

ยังมีคนไม่ถือสา แถมยังเรียกเขาว่าพี่อีกเหรอ?

ยิ่งกว่านั้น สำหรับอีกฝ่ายแล้ว เรื่องนี้มันเล็กน้อยมาก

ไม่รู้ทำไม พอซูปินมองเฉินซานซืออีกครั้ง เขาก็รู้สึกถึงรัศมีบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก

มันทำให้รู้สึกนับถือได้อย่างง่ายดาย

คำว่านับถืออาจจะยังไม่ถูกต้องนัก แต่เขาคิดคำที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ออก

คิดอยู่นาน ในที่สุดซูปินก็ยกมือคารวะ

“นับจากนี้ไป ถ้ามีอะไรให้ข้ารับใช้ บอกมาได้เลย!”

"พูดเกินไปแล้ว แต่ข้ามีเรื่องอยากจะขอให้พี่ช่วยจริงๆ"

"ข้าอยากให้พี่ซูปินช่วยฝึกฝนหอกกับข้าหน่อย เวลาที่พี่ว่าง"

ครั้งที่แล้วที่ประลองกัน เขาได้รับประโยชน์มากมาย

"ได้เลย บอกมาได้ตลอด" ซูปินตอบตกลงทันที

"แต่ใบนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้จริงๆ" ซูปินยื่นใบรับของคืนให้

"ข้ามีดาบก็พอแล้ว ถ้าเจ้ายังยืนยันจะให้ข้า แสดงว่าเจ้ายังโกรธข้าอยู่"

"งั้นข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี" เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธอีก

"ไอ้หินน้อยอย่าเพิ่งไป อยุ่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ!" พ่อของซูปินรั้งเอาไว้

ตอนเที่ยงเฉินซานซือและกู้ซินหลันจึงอยู่กินข้าวด้วยกันกับครอบครัวซูปิน

กู้ซินหลันกับภรรยาของซูปินที่ชื่อถงซื่อรู้จักกันอยู่เเล้ว…อีกอย่างทั้งคู่ชอบเย็บปักถักร้อยเหมือนกัน มีเรื่องคุยกันถูกคอ และยังนัดกันว่าจะไปมาหาสู่กันอีก

……

"ปู๊น—"

เสียงแตรจากค่ายทหารดังขึ้นขณะที่พวกเขากำลังกินข้าว

"พ่อ ข้าต้องไปแล้ว" ซูปินรีบสวมชุดเกราะคว้าเเล้วดาบ

"ซานซือ เร็วเข้า!"

"เกิดอะไรขึ้นขอรับ?" เฉินซานซือมองขึ้นไปบนฟ้า ไม่เห็นควันไฟ แสดงว่าไม่ได้มีข้าศึกบุกเข้ามา

เเละเมื่อพวกเขามาถึงค่ายทหาร พวกเขาก็เห็นท่านผู้พันกำลังทำหน้าโกรธเคืองอยู่

เซียงถิงชุนออกคำสั่งต่อหน้าทุกคน ว่านับจากนี้ไป ทหารครึ่งหนึ่งของกองพันจะต้องออกตรวจค้นเมืองผอหยางทุกวัน…เพื่อตามหาสาวกของลัทธิเทพวิญญาณ

แม้แต่สำนักยุทธ์ก็ไม่เว้น ต้องตรวจค้นอย่างเข้มงวด เเละใครที่พบว่าเกี่ยวข้องกับลัทธิเทพวิญญาณจะถูกตั้งข้อหาขายชาติ

ลัทธิเทพวิญญาณคืออะไร?

ทำไมต้องตรวจค้นสำนักยุทธ์ด้วย ก่อนหน้านี้ยังร่วมมือกันปราบคนเถื่อนอยู่เลย?

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" นายร้อยเซียตอบอย่างงุนงง

"รู้แค่ว่าเมื่อวานท่านผู้พันไปที่สำนักยุทธเทียนหยวนกับหลัวตงเฉวียน พอกลับมาก็โกรธมาก บอกว่าพวกมันเป็นปลวกของราชสำนัก ต้องสั่งสอนให้หลาบจำ"

“ท่านผู้พันคงจะเตรียมตัวรีดไถพวกเศรษฐีในเมืองแล้วล่ะ”

“เเต่เขาไม่กลัวพวกเบื้องบนหรือไง?” นายร้อยหลิวลูบคาง

เรื่องที่ราชสำนักเงินขาดมือ แม้แต่ทหารระดับล่างก็รู้กัน

เมื่อก่อน ค่ายทหารยังเคยค้างเงินเดือนอยู่บ่อยๆ

เเต่กลับกัน สำนักยุทธ์และพวกเศรษฐีกลับร่ำรวยมหาศาล

เงินที่นายร้อยอย่างพวกเขาได้ ก็เหมือนเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันของพวกเศรษฐี พูดให้ดูดีหน่อยก็เรียกว่าสินบน พูดตรงๆก็คือเงินสงเคราะห์คนยากจน

ถ้ารีดไถเงินจากสำนักยุทธ์ได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

แต่ปัญหาคือ

ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ราชสำนักคงไม่ลำบากขนาดนี้หรอก

สำนักยุทธและพวกเศรษฐี หลายคนก็เป็นข้าราชการที่เกษียณแล้ว บางคนก็เป็นธุรกิจของขุนนางระดับสูง แล้วเเบบนี้ใครจะกล้าไปยุ่ง?

มองเผินๆ ค่ายทหารพันคนของพวกเขาก็เหมือนผู้มีอำนาจสูงสุด…แต่ความจริงแล้ว สำนักยุทธ์ไหนบ้างที่ไม่รู้จักคนในอำเภอหรือในเมือง?

ตอนนี้ พวกเขาจึงไม่เข้าใจการกระทำของเซียงถิงชุนเท่าไหร่

“เว้นแต่...เซียงถิงชุนจะจับได้คาหนังคาเขา” เฉินซานซือคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา

เเละเขาคิดถูก

คนพวกนี้กำลังปกปิดราชสำนักเรื่องตามหาสมบัติเซียน

เซียงถิงชุนคงจะใช้เรื่องนี้มาข่มขู่สำนักยุทธ์ แต่ดูเหมือนการเจรจาจะล้มเหลว

…..

"ออกเดินทาง!"

นายร้อยห้าคนได้นำทหารสี่ร้อยกว่านาย ออกจากค่ายทหารอย่างยิ่งใหญ่

เฉินซานซือและลูกน้องของเขาก็อยู่ด้วย

ส่วนหวังจื๋อไม่ได้มา เเต่มีนายกองสองคนมานำทหารแทน

คนหนึ่งแซ่เมียว อีกคนแซ่ฟาง

“ท่านนายกองฟาง”

“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องมือสังหารคนเถื่อนเหรอขอรับ ทำไมตอนนี้กลายเป็นลัทธิเทพวิญญาณไปได้?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

นายกองฟางส่ายหัวแล้วตอบว่า

“เบื้องบนบอกว่า คนที่สวมหน้ากากเข้ามาช่วยมือสังหารในคืนนั้น เป็นคนของลัทธิเทพวิญญาณ ดูเหมือนจะเป็นพวกนอกรีตที่เก่งกาจมาก…ส่วรที่เหลือข้าก็ไม่รู้แล้ว”

"เรื่องนี้ข้ารู้! ข้ารู้!" ซูเหวินไฉยกมือขึ้นแล้ววิ่งเข้ามา

“เจ้ารู้เหรอ?”

“เล่าให้ฟังหน่อยสิ”

“อืม!” ซูเหวินไฉกระแอมไอเล็กน้อย แล้วพูดอย่างจริงจัง

“ลัทธิเทพวิญญาณเนี่ย มีต้นกำเนิดมาจากคนเถื่อน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองร้อยปี แต่เสื่อมอำนาจไปนานแล้ว”

"จนกระทั่งสิบปีมานี้ พวกมันก็กลับมาอีกครั้ง แถมยังสนับสนุนเผ่ายูเหวินจนสามารถรวมเผ่าคนเถื่อนบนทุ่งหญ้าได้สำเร็จ จากเผ่าเล็กๆกลายเป็นหนึ่งในสี่เผ่าใหญ่ คนเถื่อนที่รุกรานชายแดนต้าเซิ่งช่วงนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเผ่ายูเหวิน ส่วนอีกสามเผ่านั้นกำลังรอดูสถานการณ์อยู่”

"เจ้านี่…รู้เยอะเหมือนกันนะ" จูถงพูดอย่างไม่ค่อยจะเชื่อ

"ไม่ใช่แต่งเรื่องขึ้นมาเองใช่ไหม?"

“เหอะ…เมื่อก่อนข้าเคยเดินทางไปทั่วสารทิศ คิดว่าข้าเที่ยวเล่นไปวันๆหรือไง?” ซูเหวินไฉพูดอย่างภาคภูมิใจ

"ก็คงงั้นมั้ง ถึงได้ไม่กลับบ้านตอนที่พ่อป่วยตายไปแล้ว" จูถงพูดตรงๆ

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ซูเหวินไฉก็หน้าเสีย เเล้วไม่พูดอะไรอีก

“ลัทธิเทพวิญญาณ เผ่ายูเหวิน ชายแดน สมบัติเซียน...” เฉินซานซือเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้มันใหญ่โตกว่าที่เขาคิด

เเละหลังจากเข้าเมืองแล้ว ทหารห้าร้อยนายก็เริ่มตรวจค้นบ้านเรือน

แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตรวจค้นสำนักยุทธขนาดใหญ่ทั้งสี่แห่งและสำนักยุทธระดับแนวหน้า

ช่วงเเรกจะเป็นสำนักยุทธขนาดเล็กและสำนักยุทธที่ไม่มีชื่อเสียง

เอาง่ายๆคือเซียงถิงชุนกำลังสั่งสอนพวกมัน

การตรวจค้นดำเนินไปจนถึงพลบค่ำ พวกเขาจึงได้กลับค่ายทหาร

ระหว่างนั้นไม่ได้เกิดการปะทะกัน แต่นี่เป็นแค่การเริ่มต้น

หลังจากเสียเวลาไปทั้งบ่าย เฉินซานซือก็รีบกลับไปที่ค่ายทหารแล้วตรงไปที่คลังอาวุธเพื่อแลกใบรับของเป็นยาบำรุงเลือด

………………………

จบบทที่ บทที่ 33 : ลัทธิเทพวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว