- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 32 : กล่องหยกปริศนา
บทที่ 32 : กล่องหยกปริศนา
บทที่ 32 : กล่องหยกปริศนา
บทที่ 32 : กล่องหยกปริศนา
ณ ค่ายทหาร
เฉินซานซือกำลังทำความรู้จักกับลูกน้องของเขา
พรุ่งนี้พวกเขาจะเริ่ม "ทำงาน" อย่างเป็นทางการแล้ว
ส่วนงานที่ต้องทำนั้น
หวังจื๋อหายหัวไปไหนไม่รู้ นายร้อยหลิวจึงต้องเข้ามาช่วยอธิบายงานให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด
ลูกน้องเก้าสิบกว่าคนของนายร้อยหวัง มีหน้าที่หลักคือ "ฝึกทหารเจ็ดส่วน ป้องกันสามส่วน"
ช่วงเช้า พวกเขาต้องฝึกซ้อมรบในค่ายทหาร แม้แต่ทหารที่กำลังจะเลื่อนขั้นก็ต้องเข้าร่วมด้วย ส่วนช่วงบ่าย พวกเขาจะต้องไปเฝ้าระวังที่กำแพงเมือง หรืออาจจะถูกส่งไปลาดตระเวนในเมืองก็ได้
ส่วนพวกพลทหาร จะฝึกซ้อมครึ่งวัน ทำงานครึ่งวัน…มีแต่นายทหารเท่านั้นที่ค่อนข้างมีอิสระเเละสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนได้
"เมื่อควันไฟลุกโชติช่วง เสียงแตรก็จะดังขึ้น" นายร้อยหลิวชี้นิ้วไปทางท้องฟ้าด้านเหนือ
"ถ้าเห็นควันสีดำลอยขึ้นมา แสดงว่าพวกคนเถื่อนบุกเข้ามา ทุกคนต้องรีบรวมพลทันที”
“แต่แถวนี้...หลายปีแล้วนะที่ไม่ได้เห็นควันไฟแบบนั้น”
"ว่าแต่เฉินซานซือ...เจ้ายังไม่มีที่พักสินะ?"
เฉินซานซือพยักหน้ารับ
"ตอนที่ข้าสมัครเข้ากองทัพ คนที่ดูแลบอกว่าไม่มีบ้านเหลือแล้วขอรับ"
"บ้านของทหารธรรมดาไม่มีหรอก แต่บ้านของนายทหารน่ะ ยังว่างอยู่สองสามหลัง ตามข้ามาสิ"
หลังจาก​นั้น​ นายร้อยหลิวก็เดินนำไป
บ้านส่วนใหญ่ในค่ายทหารก็จะโทรมๆเหมือนบ้านที่หมู่บ้านเยียนเปียน, เเละเป็นบ้านดินเป็นส่วนใหญ่
แต่พอเดินไปทางตะวันตกประมาณสองลี้ ก็มาถึงเขตที่พักของนายทหาร บ้านเรือนแถวนี้ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา เป็นบ้านเดี่ยวสร้างด้วยอิฐและไม้เนื้อดี มีทั้งหลังเล็กหลังใหญ่ ขึ้นอยู่กับยศฐาบรรดาศักดิ์
"นี่มันบ้านของนายร้อยนี่ขอรับ" เฉินซานซือหยุดอยู่หน้าบ้านสองชั้น
"ข้าเป็นแค่สิบโท อยู่บ้านแบบนี้ไม่เหมาะสมหรอกมั้งขอรับ?"
"เหมาะสมสิ ทำไมจะไม่เหมาะสม? อีกหน่อยเจ้าก็ได้เป็นนายร้อยแล้ว"
"อีกอย่าง ทิ้งว่างๆไว้ก็เปลือง ปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่มีใครอยู่ ท่านผู้พันก็คงไม่ว่าอะไรหรอก ถึงรู้เข้าก็คงทำเป็นมองไม่เห็น"
"งั้นก็ได้ขอรับ" เฉินซานซือรู้ว่านี่เป็นน้ำใจที่นายร้อยหลิวมีให้ เขาจึงไม่คิดปฏิเสธ
​การเดินทางไปมาระหว่างค่ายทหารกับหมู่บ้านเยียนเปียนทุกวันมันลำบาก แถมยังเสียเวลาฝึกฝนอีกด้วย
นอกจากนี้​ บ้านที่หมู่บ้านมันคับแคบและทรุดโทรม ถ้าได้ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหญ่ๆ ก็จะทำให้กู้ซินหลันของเขาสบายขึ้น
หลังจาก​นั้น​ เฉินซานซือก็ยืมรถม้าขนเสบียงจากค่ายทหาร แล้วกลับไปขนของที่หมู่บ้านเยียนเปียน
"ซานซือ เจ้าได้เป็นขุนนางจริงๆด้วยเหรอเนี่ย?!"
"แน่อยู่แล้ว ไม่งั้นจะขี่ม้ามาขนของย้ายบ้านแบบนี้ได้ไง"
"ต่อไปได้ดีแล้ว คงไม่สนใจพวกเราอีกแล้วสินะ!"
"ไอ้ไล เเกนี่พูดดีๆบ้างก็ได้นะ"
"..."
ตอนที่เฉินซานซือขับรถม้าเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็ออกมาดูด้วยความยินดี
แต่พอนานเข้า รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆจางหายไป
การได้เป็นขุนนาง, นั่นหมายความว่า...เฉิน​ซาน​ซือ​ไม่ใช่คนระดับเดียวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
"ลุงๆป้าๆพูดเป็นเล่นน่า ข้าแค่เป็นสิบโทตัวเล็กๆ ยังไม่ได้มียศฐาบรรดาศักดิ์อะไรเลย จะเป็นขุนนางได้ยังไง"
เฉินซานซือก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายชาวบ้านยังไงดีเหมือนกัน
ส่วนของในบ้านของเขาก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ผ้าห่มสองสามผืน หม้อไห จานชาม เครื่องครัวนิดหน่อย…เอารถม้ามามันยังดูโล่งๆด้วยซ้ำ
"บ้านหลังนี้...ดีจังเลยนะ"
พอมาถึงบ้านใหม่ กู้ซินหลันก็ดีใจ รีบจัดแจงเก็บกวาดข้าวของทันที​
เฉินซานซือก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ กินเนื้อหมีตุ๋นที่เหลืออยู่สองจินจนหมด แล้วก็ออกมาฝึกวิชาหอกในสวน
หลังจากที่ฝึกฝนจนบรรลุระดับฝึกฝนพลังปราณและเลือดแล้ว…สรรพคุณของเนื้อหมีก็ลดลงไปมาก ไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน
เพราะมันก็เป็นแค่เนื้อสัตว์ธรรมดาๆเท่านั้น
…
[วิทยายุทธ: ท่าหอกพื้นฐานสำหรับทหาร (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: (72/500)]
[ผลของวิชา: หอกอันรวดเร็ว ความอดทนอันน่าทึ่ง]
ฝึกฝนทั้งบ่าย ได้ความคืบหน้าเพิ่มมาแค่ยี่สิบแต้ม
'ดูท่า...คงต้องซื้อหัวใจหมีหรือยาบำรุงอื่นๆมาเสริมแล้วล่ะ'
'แล้วก็...ยาต้มด้วย!'
ในฐานะสิบโท เฉินซานซือสามารถรับยาบำรุงเลือดได้ทุกๆสามวัน เเต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลมากแค่ไหน
เมื่อเขามองขึ้นไปบนฟ้า เขาก็เห็นว่าตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว
เวลาแบบนี้ ร้านขายยาจะยังคงเปิดอยู่หรือเปล่านะ?
เเต่ไหนๆก็ว่างแล้ว เขาจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
เเละมันก็เป็นหนังสือ "ประวัติศาสตร์ต้าเซิ่ง" เล่มเดิมนั่นแหละ
ตอนก่อนหน้า​นี้ที่อ่านถึงเรื่องราวของปู่ทวดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มันก็มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือฮ่องเต้ชอบประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ เคยคิดค้นอุปกรณ์แปลกๆมากมาย หนึ่งในนั้นคือกล่องไม้ที่ใช้ส่งข้อความลับ มีชื่อว่ากล่องหยกปริศนา​
กล่องนี้มีกลไกซับซ้อน ต้องใช้ลูกกุญแจหยกอันเฉพาะถึงจะเปิดได้…ถ้าเปิดผิดวิธี กล่องจะลุกไหม้จากข้างใน ทำลายข้อความที่อยู่ข้างในทันที
แต่วิธีทำกล่องนี้ได้สูญหายไปหลังจากที่ฮ่องเต้สวรรคต
'นี่มัน...กล่องที่อยู่ในมือข้าไม่ใช่เหรอ?!'
เฉินซานซือรู้สึกโล่งอกที่ไม่ได้ใช้กำลังพังมันเข้าไป ไม่งั้นคงพลาดของล้ำค่าไปแล้วแน่ๆ
[ทักษะ: การอ่าน (ระดับเชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: (51/800)]
[ผลของทักษะ: ความเข้าใจ​เปิดโล่ง, กระปรี้กระเปร่า, จำได้ทุกอย่างที่เห็น]
…..
วันรุ่งขึ้น
เฉินซานซือไม่ต้องเดินทางไกลอีกต่อไป หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เขาก็เดินเล่นไปที่ค่ายทหาร ฝึกยิงธนูสักพัก แล้วก็ฝึกหอกต่อ
เเละพอถึงเวลา เขาก็ไปหาซูปิน
บังเอิญที่ซูปินก็อยู่ใต้บังคับบัญชาของหวังจื๋อเหมือนกัน แต่เขาเดินหาทั่วแล้วก็ไม่เจอ…จึงต้องไปถามนายทหารคนอื่นๆ
"ซูปินเหรอ? เมื่อวานตอนบ่าย ข้าเห็นนายร้อยหวังตบหน้ามันไปทีนึง แล้วก็ไม่เห็นมันอีกเลย"
"นายร้อยหวัง?"
เฉินซานซือชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเพิ่งนึกออก, ตอนประลองเมื่อวาน นายร้อยหวังคงตั้งใจให้ซูปินออมมือให้เขานั่นเอง
'ไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเลย...'
เฉินซานซือรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ถ้าออมมือจริงๆ มันก็ไม่ได้ประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย
เขาถามที่อยู่ของซูปิน แล้วก็ออกตามหา
...
"ปินเอ๋อ เจ้าโง่จริงๆ!"
วันนี้ พ่อของซูปินเข้าเมืองมาเยี่ยมลูกสะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ แต่พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นรอยฝ่ามือแดงๆบนหน้าลูกชาย
ปกติซูปินจะไปฝึกซ้อมที่ค่ายทหารแต่เช้า แต่วันนี้เที่ยงแล้วก็ยังไม่ไปไหน
เขาจึงรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ
หลังจากเค้นถามอยู่นาน ในที่สุดก็รู้ความจริง
"ไอ้ซานซือมันก็เป็นคนบ้านเดียวกัน ถ้ามันได้ดี ต่อไปก็จะเป็นผลดีกับเจ้าด้วย!"
"ทำไมเจ้าถึงทำแบบนั้นลงไป? สมควรโดนตีจริงๆ!"
ซูปินก้มหน้า ไม่พูดอะไร
จริงๆแล้ว ตั้งแต่ที่เขาถูกเลือกให้ขึ้นประลอง เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว
ถ้าเขาออมมือ ท่านผู้พันจะดูไม่ออกเหรอ?
ถ้าไม่ออมมือ ก็จะไปขัดใจนายร้อยหวัง
ทางออกที่ดีที่สุด คือการที่เขาทำผลงานได้ดี จนท่านผู้พันเห็นความสามารถของเขา
แต่ผลสุดท้าย...เขากลับเจอจุดจบที่แย่ที่สุด
หลังจากลงจากเวที หวังจื๋อก็หาเรื่องตบหน้าเขา แถมยังเรียกเงินอีกยี่สิบตำลึง ถ้าเขาไม่จ่าย เขาจะเจอแบบนี้ทุกครั้งที่เจอหน้า
เงินเดือนของเขาก็เอาไปใช้ฝึกวิชาหมดแล้ว แถมยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก จะไปหาเงินยี่สิบตำลึงมาจากไหน?
"ไปหาซานซือเดี๋ยวนี้" พ่อของซูปินเร่ง
"รีบไปขอโทษ เเล้วขอให้ช่วยเคลียร์เรื่องนี้ให้"
"พ่อ...มันไม่มีประโยชน์หรอก"
ซูปินไม่กล้าไปเจอหน้าเฉินซานซือ
ตอนประลอง เขาก็เล่นงานอีกฝ่ายหนักหน่วง เรียกว่าไม่ได้ออมมือเลย
ดาบมันไม่มีตา เกือบจะถึงขั้นนองเลือดด้วยซ้ำ
แค่เฉินซานซือไม่มาเอาเรื่องเขาก็บุญแล้ว จะไปหวังให้เขาช่วยได้ยังไง?
"ก๊อกๆๆ"
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ได้ขัดจังหวะบทสนทนาของพ่อลูก
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงที่อบอุ่นและเป็นมิตร
"พี่ซู อยู่บ้านไหมขอรับ?”
“นี่ข้า…เฉินซานซือเอง”
…………………………..