- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 31 : เซียงถิงชุน
บทที่ 31 : เซียงถิงชุน
บทที่ 31 : เซียงถิงชุน
บทที่ 31 : เซียงถิงชุน
ขี่ม้านี่ก็นับเป็นทักษะด้วยเหรอ?
"ฮี้—"
เฉินซานซือยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงร้องของม้าขาวก็ดังขึ้นกึกก้อง ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานออกจากคอกม้าอย่างรวดเร็ว
เฉินซานซือแทบควบคุมมันไม่อยู่! ม้าขาววิ่งไปสะบัดไป พยายามจะสลัดเขาลงจากหลังให้ได้
"เวรเอ๊ย!"
เฉินซานซือเกือบปลิวตกจากหลังม้า เขาคว้าบังเหียนไว้แน่น ขณะเดียวกันก็ใช้ขาหนีบข้างลำตัวม้าไว้สุดกำลัง
เห็นคนอื่นขี่ม้าดูเหมือนง่าย แต่พอได้มาลองขี่เองถึงรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยจริงๆ
ยิ่งเป็นม้าพยศที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนแบบนี้ด้วยแล้ว ถ้าพลาดตกจากหลังม้าขึ้นมา มีหวังได้ตายโหงกันพอดี!
"ฮี้—"
ม้าขาวยังคงวิ่งพล่านไปทั่ว
เฉินซานซือที่นั่งอยู่บนหลังม้ารู้สึกเหมือนลมกรรโชกหู วิวข้างทางผ่านไปอย่างรวดเร็ว บวกกับอาการดิ้นพล่านของม้าขาว มันเหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัยยังไงยังงั้นเลย
"เจ้านี่มัน..."
ในที่สุดเฉินซานซือก็โอบรอบคอม้าเอาไว้แน่น หวังจะใช้กำลังปราบมัน
คนกับม้าต่อสู้​กันอยู่พักใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร
จนกระทั่งทั้งคู่หมดแรง จึงได้หยุดพัก
…
[ทักษะ: ขี่ม้า (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: (35/100)]
[ผลของทักษะ: ยังไม่มี]
…
"หรือว่า...เเกจะเป็นม้าตัวเมีย?" เฉินซานซือโน้มตัวลงไปดูอย่างพินิจ
เขารู้เรื่องม้าไม่มากนัก รู้แค่ว่าม้าตัวเมียมักจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ตัวที่อยู่ตรงหน้าเขานี่สิ...มันตัวใหญ่และแข็งแรงเเบบผิดปกติเลย
"ฮ่าๆๆๆๆๆ!"
ทันใดนั้น​ มันก็มีเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลัง
เฉินซานซือหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเซียงถิงชุน
ณ ขณะนี้​ เซียงถิงชุนไม่ได้สวมชุดเกราะ เขาอยู่ในชุดลำลองธรรมดา ใบหน้าดูอ่อนโยนกว่าตอนสวมชุดเกราะ แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม
ตำแหน่งผู้พันคือข้าราชการระดับ 5
ระดับ 5 ในเมืองผอหยาง ถือว่าสูงส่งมาก
นี่ไม่ใช่แค่ตำแหน่งเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงระดับพลังยุทธ์และอำนาจด้วย
"ท่านผู้พัน" เฉินซานซือกำมือคำนับ
"เป็นไงล่ะ ม้าตัวนี้ปราบยากใช่ไหมล่ะ?" เซียงถิงชุนพูดพลางหัวเราะ​
"ก็ต้องยากอยู่แล้วล่ะ ถ้ามันไม่ดุขนาดนี้…ใครเขาจะอยากยกให้ข้า แล้วข้าก็คงไม่ยกให้เจ้าหรอก ว่าแต่...เจ้าจะปราบมันได้หรือเปล่านั่นก็อีกเรื่อง"
ที่จริงแล้ว ผู้พันไม่ได้มาหาเขาโดยเฉพาะ
เฉินซานซือสังเกตเห็นคนเลี้ยงม้ากำลังจูงม้าสีขาวอีกตัวหนึ่งออกมา คงเป็นม้าที่ผู้พันจะใช้เดินทาง พอดีมาเจอกันที่นี่ก็เท่านั้น
"เอาล่ะ ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ ถ้ามีอะไรก็มาหาข้าได้" พูดจบ เซียงถิงชุนก็ขึ้นขี่ม้าของตัวเองอย่างคล่องแคล่ว
ม้าของเซียงถิงชุนดูเชื่องมาก
'เขาจะไปไหนกันนะ?' เฉินซานซือคิดในใจ
'เมื่อคืน พวกเขาหาลูกกุญแจเจอไหม? จับคนพวกนั้นได้หมดหรือเปล่า? แล้ว...หลัวตงเฉวียนไปด้วยหรือเปล่านะ?'
ก่อนที่เซียงถิงชุนจะออกจากคอกม้า มันก็มีม้าดำอีกตัวหนึ่งปรากฏขึ้น…เเล้วขี่มาเคียงข้างม้าขาว
คนที่ขี่ม้าดำ...คือหลัวตงเฉวียน!
'เรื่องสมบัติเซียนนี่...เขาก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างนั้นเหรอ?'
คนพวกนี้...กำลังปิดบังราชสำนัก!
ตอนนี้​ เขายิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าในกล่องนั้นมีอะไรกันแน่
…
"หลัวตงเฉวียน เรื่องการคัดเลือกขุนพลน่ะ เจ้าอย่าพูดถึงมันอีกเลย" เซียงถิงชุนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ตอนนี้ราชสำนักกำลังขาดแคลนคน ถ้ายังทะเลาะกันเองอยู่แบบนี้ จะไปทำการใหญ่ได้ยังไง"
"ท่านผู้พัน..." หลัวตงเฉวียนมีสีหน้าเสียดาย
"ต้นปีหน้า เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้เข้าร่วมกองกำลังพิเศษนะครับ"
"แล้วมันยังไงล่ะ?" เซียงถิงชุนดึงบังเหียนม้า
"เจ้าต้องเข้าใจนะว่า ตอนนี้ท่านแม่ทัพใหญ่มีอำนาจมากเกินไป อีกอย่าง…ท่านก็อายุมากแล้ว ฝ่าบาทจึงอยากให้ท่านวางมือมานานแล้ว"
"ไปเข้าร่วมกองกำลังพิเศษตอนนี้...อาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้"
"ช่วงนี้ฝ่าบาทกำลังมองหาคนใหม่ๆ อยู่ ตั้งใจจะปรับเปลี่ยนกองทัพใหม่…กองกำลังพิเศษน่ะ อาจจะถูกยุบ แล้วกระจายกำลังพลไปประจำการยังทิศต่างๆก็ได้"
"ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ ถ้าใครทำผลงานได้ดี ก็อาจจะได้รับความไว้วางใจจากแม่ทัพใหญ่คนใหม่ แล้วไต่เต้าขึ้นไปได้"
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ หลัวตงเฉวียนก็ตั้งใจฟังอย่างมาก
"งั้น...ที่ท่านผู้พันร่วมมือกับสำนักยุทธ์เพื่อตามหาสมบัติลับ ก็เพราะแบบนี้สินะขอรับ?”
“แต่มันจะมีของวิเศษที่ช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ได้เร็วขนาดนั้นจริงๆเหรอขอรับ?”
"ดูจากท่าทางของพวกตาแก่นั่นแล้ว คงไม่โกหกหรอกมั้ง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกคนเถื่อนไปได้ของแบบนั้นมาจากไหน"
"เเต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว พวกคนเถื่อนถึงได้บุกเข้ามารุกรานบ่อยขึ้น" เซียงถิงชุนเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
"อย่างไร​ก็ตาม​ เจ้าต้องจำไว้นะ จุดประสงค์หลักของเราไม่ใช่สมบัติลับหรอก พวกโง่นั่นคิดว่าถ้ามีของแบบนั้นจริง พวกมันจะเก็บไว้ได้นานเหรอ? ที่สำคัญที่สุดคือ...เราต้องใช้โอกาสนี้ รีดไถเงินจากสำนักยุทธ์และพวกเศรษฐี ให้พวกมันออกทุนให้เราเตรียมตัวสำหรับการศึกในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า"
"ท่านผู้พัน ท่านคิดจะยกทัพออกไปนอกกำแพงเมืองจริงๆเหรอครับ? จะไปจัดการกับพวกหยูเหวิน?" หลัวตงเฉวียนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"พวกคนเถื่อนที่อาศัยอยู่แถวแม่น้ำซีเหอ มีกำลังพลอย่างน้อยสองพันห้าร้อยคนนะขอรับ ฝั่งเรามีกำลังพลแค่เก้าร้อยกว่าคนเอง แถมเรายังต้องรายงานเรื่องนี้กับกระทรวงกลาโหม และต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะยกทัพได้"
"เพราะแบบนั้นแหละ ข้าถึงต้องการม้า ธนู อาวุธ อาหาร ยา...ซึ่งก็คือ...เงิน!"
ทั้งคู่ขี่ม้ามาถึงทุ่งนา
เซียงถิงชุนยกแส้ขึ้นชี้ออกไปยังผืนนาอันกว้างใหญ่
"เห็นไหม? ที่ดินพวกนี้ควรจะเป็นของราชสำนัก แต่กลับกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของสำนักยุทธ์และพวกเศรษฐีไปกว่าเจ็ดถึงแปดส่วน!"
"ตอนนี้บ้านเมืองกำลังมีศึกสงคราม ต้องใช้เงินมากมาย​ แต่พวกมันกลับไม่ยอมควักเงินออกมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว!"
"มีเเค่เรื่องสมบัติลับนี่แหละ ที่จะเป็นเครื่องมือเอาไว้ใช้ขู่พวกมันได้"
"เเละถ้าเรามีเงิน มีกำลังพล แล้วสร้างผลงานได้...อนาคตของเราก็จะมีทางเลือกที่ดีกว่า จะไปยึดติดกับกองกำลังพิเศษทำไม?"
"หลัวตงเฉวียน เจ้าติดตามข้ามานานเท่าไหร่แล้ว?"
หลัวตงเฉวียนโค้งศีรษะเล็กน้อย "ฤดูหนาวนี้ ก็ครบยี่สิบเอ็ดปีพอดีขอรับ"
เซียงถิงชุนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ในเมืองผอหยางนี้ ข้าไว้ใจเจ้ามากที่สุด ข้าถึงได้บอกเรื่องนี้กับเจ้าคนเดียว หวังว่าเจ้าจะช่วยข้าอย่างเต็มที่ ถ้าสำเร็จเมื่อไหร่...ข้าไปถึงจุดไหน เจ้าก็จะไปถึงจุดนั้นด้วย"
"ท่านผู้พันวางใจได้" หลัวตงเฉวียนประสานมือคารวะ
"ข้าพร้อมพลีชีพเพื่อท่านผู้พันเสมอ!"
"ไปกันเถอะ ไปคุยกับพวกตาแก่นั่นกัน"
จากนั้น​ทั้งสองก็ขี่ม้าเข้าเมืองมุ่งตรงไปยังสำนักยุทธ์เทียนหยวน
…..
เเละ ณ เวลานี้ เหลียงจ่านก็มารอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูอยู่​เเล้ว
"ท่านพ่อและพวกผู้อาวุโสเตรียมอาหารและสุราไว้รอท่านผู้พันและท่านหลัวมานานแล้ว เชิญด้านในเลยขอรับ!"
หลังจากต้อนรับแขกเสร็จ เหลียงจ่านไม่ได้รีบเข้าไปข้างใน เขารอให้ศิษย์คนหนึ่งของสำนักยุทธ์มาถึงแล้วถามว่า
"เจอคนๆ นั้นหรือยัง?"
"เรียนคุณชาย ยังไม่พบขอรับ" ศิษย์คนนั้นตอบ
"พวกเรากลับไปตรวจสอบที่บ้านของศิษย์พี่ทุกคนในเมืองแล้วก็ไม่เจอ กลับไปที่บ้านเกิดที่หมู่บ้านเยียนเปียนก็ไม่เจอ สอบถามใครก็ไม่มีใครเห็นศิษย์พี่ฉินเฟิงเลยขอรับ"
"หายตัวไปงั้นเหรอ?" เหลียงจ่านเคาะพัดใส่ฝ่ามือ
"คงโดนไอ้เฉินในกองทัพฆ่าตายไปแล้วล่ะมั้ง"
"แล้ว...พวกเราจะทำยังไงดีขอรับคุณชาย?" ศิษย์คนนั้นสนิทกับฉินเฟิง เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจค่อยสบายใจ
"จะทำยังไงได้? พวกเรามีหลักฐานอะไรล่ะ? ตายก็ตายสิ จะให้ข้าส่งดาบให้เจ้าไปบุกกองทัพเพื่อแก้แค้นหรือไง?" เหลียงจ่านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ศิษย์คนนั้นเงียบไป
เหลียงจ่านแค่นหัวเราะในลำคอ ฉินเฟิงก็เป็นคนดีคนหนึ่ง เข้าสำนักยุทธ์มาหลายปี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ และมีน้ำใจ
ตอนนั้นฉินเฟิงบังเอิญได้ยินบทสนทนาลับระหว่างเขากับพ่อ ด้วยความที่ไอ้หนุ่มนั่นเชื่อใจได้ มันไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เขาจึงไว้ชีวิตมัน แถมยังรับมันเป็นศิษย์เเท้จริงอีกด้วย
เเต่สุดท้ายมันก็คิดสั้น หนีไปหาเรื่องตายซะเอง
เขาก็เตือนแล้ว ช่วยแล้ว…เเต่ก็นะ
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของฉินเฟิงสำหรับเขามันก็แค่เงินไม่กี่ตำลึงเท่านั้น
สำนักยุทธ์เทียนหยวนไม่ใช่ว่าจะไม่มีศิษย์เเท้จริงคนอื่น เขาไม่โง่พอที่จะเสี่ยงไปแก้แค้นให้มันหรอก
'เฉินซานซือนี่ยังน่าสนใจกว่า...'
'ฉินเฟิงก็ฝึกยุทธ์จนถึงระดับพลังปราณเเละเลือดแล้วนะ มันฆ่าได้ง่ายๆแบบนั้นเลยเหรอ?'
'คนแบบนี้...พอข้าจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว ต้องหาโอกาสไปทำความรู้จักให้ได้'
'เมื่อคืน...เป็นคืนที่พวกคนเถื่อนหนีออกจากเมืองพอดี...ช่างบังเอิญดีจริงๆมา
เหลียงจ่านหรี่ตาลง ขณะคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
………………………