เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 : การปกป้อง​จากหวังจื๋อ

บทที่ 25 : การปกป้อง​จากหวังจื๋อ

บทที่ 25 : การปกป้อง​จากหวังจื๋อ


บทที่ 25 : การปกป้อง​จากหวังจื๋อ

หลังจากฝึกพลังปราณและเลือดขั้นต้นสำเร็จ…เฉินซานซือก็ผ่อนลมหายใจออกมา

การฝึกพลังปราณและเลือดขั้นต้น หมายถึงการฝึกฝน "พลังปราณและเลือด" พิเศษขึ้นมาในร่างกาย

ผู้ฝึกยุทธสามารถควบคุมพลังปราณและเลือดนี้เพื่อเสริมสร้างพลังโจมตีได้

ยิ่งพลังปราณและเลือดแข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาสภาวะการต่อสู้ระดับสูงสุดได้นานขึ้นเท่านั้น

ดังที่นายร้อยหวังเคยกล่าวไว้ หลังจากบรรลุระดับการฝึกพลังปราณและเลือดแล้ว ถึงจะเข้าใจถึงความสำคัญของคุณภาพของพลังปราณและเลือด

เเละนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ในอนาคต ความแตกต่างระหว่างวิธีการหายใจทั่วไปและวิธีการหายใจเฮ่าหรานจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

……

“เฉิน​ซาน​ซือ​ แทงมาที่ข้า!” เสียงตวาดของหวังจื๋อดังขึ้น

“ข้าสั่งให้เจ้าใช้หอกแทงข้า!”

เฉินซานซือไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่มีความเกรงใจใดๆ

เขาคว้าหอกปลายบัวเหล็กขึ้นมา ควบคุมพลังปราณและเลือดให้ไหลเวียนไปที่แขนขวา แล้วแทงหอกเข้าใส่ใบหน้าของนายร้อยหวัง

“เคร้ง!”

หวังจื๋อใช้ฝักดาบปัดป้อง เเละที่เขาทำเเบบนี้ก็เพื่อยืนยันพลังนั้น

“เจ้า…เจ้าฝึกพลังปราณและเลือดสำเร็จแล้วจริงๆ”

นี่มันเร็วขนาดไหนกัน?

คิดดูแล้ว แค่หกวันเท่านั้นเอง!

การฝึกพลังปราณและเลือดได้สำเร็จภายในหนึ่งเดือน ถือว่ามีศักยภาพไร้ขีดจำกัดแล้ว…เเต่หกวันนี่มันหมายความว่ายังไง?!

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เขาฝึกด้วยวิธีการหายใจเฮ่าหราน!

จริงอยู่ที่วิธีการหายใจเฮ่าหรานนั้นทรงพลังกว่า แต่มันก็หมายความว่าการฝึกพลังปราณและเลือดด้วยวิธีนี้จะยากกว่าด้วย

ถึงอย่างนั้น…เขาก็ใช้เวลาแค่หกวัน!

นี่มันพรสวรรค์ระดับไหนกันเนี่ย?!

หลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่ง หวังจื๋อก็พยายามควบคุมสีหน้าแล้วพูดว่า

“เจ้าหนูนี่ก็พอใช้ได้”

“พอใช้ได้บ้านแกสิ!”

นายร้อยหลิวและนายร้อยเซียที่ได้ยินเสียงก็รีบรุดมาดู

หกวันฝึกพลังปราณและเลือดได้สำเร็จ ถึงแม้จะอยู่ในกองทหารแปดทัพก็ถือเป็นอัจฉริยะชั้นยอดแล้วนะ?

นี่พวกเขาพลาดอะไรไปรึเปล่า?

หากเด็กหนุ่มคนนี้ได้เข้าร่วมกองทหารแปดทัพในอนาคต แล้วได้รับความไว้วางใจ เขาอาจจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เเละกลายเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่ขุนนางชั้นหนึ่งก็ได้

ถึงตอนนั้น ต่อให้แค่ได้รับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ เพราะเคยรู้จักกัน พวกเขาก็อาจจะได้ดิบได้ดีไปด้วย

ถึงแม้จะเป็นแค่ความเป็นไปได้ แต่การปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปแบบนี้…มันก็น่าเจ็บใจอยู่ดี

“นายร้อยเซีย!” นายร้อยหลิวลูบด้ามดาบ

“วันหลังพวกเรามาลอบฆ่าไอ้อ้วนดีไหม?”

“ไม่ต้องรอถึงวันหลังหรอก” นายร้อยเซียคว้าขวานขึ้นมาจากชั้นวาง

“วันนี้แหละ!”

…..

ณ เวลานี้​บรรยากาศในลานฝึกครึกครื้นขึ้นมาทันที

เมื่อทุกคนรู้ว่าเฉินซานซือฝึกพลังปราณและเลือดได้สำเร็จแล้ว ในขณะที่บางคนยังฝึกท่ายืนอยู่…พวกเขาต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน

หลัวตงเฉวียนที่ได้ยินเสียงก็เดินเข้ามา พร้อมใบหน้าซีดเผือด

หลานชายที่ไร้ประโยชน์ของเขา อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกเจ็ดวันถึงจะฝึกพลังปราณและเลือดได้สำเร็จ เเละนั่นช้ากว่าเฉินซานซือถึงสองเท่า

“ไปให้พ้น! ข้าไม่มีอารมณ์มาเล่นกับพวกเจ้า!”

หวังจื๋อไม่สนใจนายร้อยสองคน เขารีบพาเฉินซานซือเข้าไปในเต็นท์ทันที​

เมื่อเข้ามา เขาก็รินเหล้าให้ตัวเองดื่มก่อนแล้วจึงพูดว่า

“วันนี้ผู้พันเข้าเมืองไปแล้ว พอเขากลับมาข้าจะรายงานเรื่องนี้ทันที ตำแหน่งทหารชั้นยอดต้องเป็นของเจ้าแน่”

“ขอบคุณนายร้อยหวัง”

เฉินซานซือเริ่มไม่กล้าดูถูกนายร้อยอ้วนที่ดูเหมือนจะเห็นแก่เงินคนนี้

ถึงจะดูไม่โดดเด่น แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ไม่ธรรมดา

เมื่อครู่ตอนที่เขาแทงหอกออกไปเต็มแรง อีกฝ่ายกลับปัดได้อย่างง่ายดายด้วยฝักดาบ

ความต่างชั้นกันขนาดนี้…เป็นเครื่องเตือนใจว่าอย่าประมาทขุนนางทหารคนไหน

“ตอนนี้เจ้าถือว่าเป็นยอดฝีมืออย่างเป็นทางการแล้ว”

“ต่อไปเจ้าจะเน้นฝึกอาวุธอะไรล่ะ?” หวังจื๋อถามขึ้น

เฉินซานซือยังไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน

เมื่อ​เห็น​เช่นนี้​ หวังจื๋อจึงอธิบายระบบในค่ายทหารให้ฟัง

“ตอนฝึกทหารใหม่ ทุกคนจะได้ใช้หอกสั้นเหมือนกัน

“พอสอบเสร็จ ทหารชั้นยอด​จะสามารถเลือกอาวุธที่ตัวเองชอบหรือถนัดได้ แต่ทหารธรรมดาจะได้รับมอบหมายอาวุธตามความต้องการของกองทัพ

“แต่อย่านึกว่าท่าหอกพื้นฐานสำหรับทหารนั้นด้อยกว่านะ

“ท่าหอกชุดนี้คิดค้นโดยขุนพลคนแรกของจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง ถ้าอยู่ในยุทธภพ สำนักทั่วไปคงถือเป็นวิทยายุทธล้ำค่าประจำตระกูลเลยล่ะ”

“ส่วนที่ใช้มันมาฝึกทหารใหม่ก็เพราะว่ามันยาก และสามารถทดสอบขีดจำกัดความสามารถของผู้คนได้”

“พอทดสอบเสร็จ ก็เปลี่ยนไปฝึกอย่างอื่นได้แล้ว”

เมื่อ​ได้ยิน​ถึงตรงนี้​ เฉินซานซือก็ถามด้วยความสงสัย

“การเปลี่ยนอาวุธจะไม่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในการฝึกยุทธเหรอขอรับ?”

“มันแค่ขั้นเริ่มต้น ยังไม่ได้ฝึกฝนอย่างลึกซึ้ง การเปลี่ยนอาวุธจึงง่ายมาก”

หวังจื๋อกล่าวต่อ “มีคำกล่าวที่ว่า ‘หนึ่งเดือนกระบอง หนึ่งปีดาบ หอกชั่วชีวิต’

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหอกนั้นเรียนรู้ยากที่สุด รองลงมาก็คือดาบ”

“เเต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ถ้ามาฝึกดาบกับข้า ความเร็วในการฝึกฝนจะเร็วขึ้นมาก ว่าไง…สนใจไหมล่ะ?”

เฉินซานซือเข้าใจหลักการที่ว่าอาวุธยาวกว่า ย่อมได้เปรียบมากกว่า

ในอนาคต ถ้าต้องออกรบ ในทางทฤษฎีแล้วอาวุธยาวจะมีศักยภาพสูงกว่ามาก

ยิ่งไปกว่านั้น ถึงท่าหอกจะยาก แต่เขาก็ไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้

อีก​อย่าง​ชีวิต​เขาไม่เคยแสวงหาความสำเร็จที่รวดเร็ว การพัฒนาความแข็งแกร่งทีละขั้นตอนจะมั่นคงเเละยั่งยืน​กว่า

“ข้าขอฝึกหอกต่อขอรับ”

เฉินซานซือตัดสินใจอย่างรวดเร็ว​

“ก็มีความทะเยอทะยานดีนี่” หวังจื๋อไม่ได้คะยั้นคะยอ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย

“แต่ว่าเฉินซานซือ ตอนนี้ข้ากับนายร้อยหลิวแย่งตัวเจ้ากันอยู่ เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังจะก้าวหน้ารุ่งเรืองแล้วใช่ไหม?”

“เปล่าเลยขอรับ”

เฉินซานซือรู้ว่าคุณค่าที่เขาแสดงออกมานั้นอาจจะไม่เลว…แต่เขาไม่ได้โง่ถึงขนาดคิดว่าตัวเอง “อยู่ยงคงกระพัน​” แล้ว

ความเป็นไปได้ ก่อนที่จะกลายเป็นความจริง…ก็เป็นแค่ความเป็นไปได้เท่านั้น

เเละเขาเชื่อว่า “อัจฉริยะ” มีอยู่ทั่วไป

แต่คนที่อยู่รอดจนถึงที่สุด คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด อาจไม่ใช่ “อัจฉริยะ” เหล่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะชั้นยอด

ส่วนใหญ่…มาจากความพยายามของตัวเอง

เเละที่หวังจื๋อพูดแบบนี้ ก็แสดงว่าให้เห็นว่ามองเขาเป็นพวกเดียวกันแล้ว

เฉินซานซือจึงรีบประสานมือคำนับ

“ขอบคุณนายร้อยหวังที่ชี้แนะ”

“ดีแล้วที่เจ้าเข้าใจ แต่เจ้าก็ไม่ต้องระวังตัวมากเกินไปหรอก” หวังจื๋อรินเหล้าใส่ถ้วยสองใบ แล้วยื่นให้เฉินซานซือใบหนึ่ง

“ถึงข้าจะเป็นแค่นายร้อยระดับหก แต่ในเขตปกครองพั่วหยาง ข้าก็ยังปกป้องลูกน้องของตัวเองได้อยู่”

“ข้าน้อยจะจำไว้”

เฉินซานซือยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด

นายร้อยหวังก็ดื่มจนหมดเช่นกัน จากนั้น​เขาก็วางถ้วยลง ตบพุงแล้วเดินออกไป

“ไปล่ะ คืนนี้ยังต้องไปปฏิบัติภารกิจกับผู้พัน สู้รบกองโจรอีก!”

……

“วู้ววววว…”

ทันใดนั้น​ เสียงแตรรวมพลก็ดังขึ้นในค่ายทหาร

นายร้อยหวังและนายร้อยหลิวรวมพลคนของตัวเอง แล้วออกเดินทางเข้าเมือง

“เข้าเมืองอีกแล้ว ยังคงตามล่ามือสังหารอยู่สินะ?”

เฉินซานซือพึมพำ​เเล้วเริ่มครุ่นคิด

“ช่วงวุ่นวายแบบนี้ ลงมือลำบากจริงๆ…”

แต่ถึงกระนั้น​ เขาก็ไม่สามารถยืดเวลาออกไปได้อีกแล้ว

ฉินเฟิงได้เป็นศิษย์แท้จริงแล้ว ยิ่งช้าก็จะยิ่งลำบาก

เเละเมื่อลองเปลี่ยนความคิดดู

ในเมื่อมันวุ่นวายแบบนี้ การตายของคนสักคนสองคน มันก็น่าจะเป็นเรื่องปกตินะ…

“คุณชายหวังขา ท่านร้ายจริงๆ”

“ใหญ่จังเลยค่ะคุณชาย~ ฮ่าๆๆๆ”

ณ หอนางโลมชุนหม่าน

ภายในห้องส่วนตัว

หวังจื๋อนั่งกอดหญิงสาว ดูมีความสุขเหลือเกิน

ฝั่งตรงข้ามเขา มีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่

คนหนึ่งแต่งกายหรูหราถือพัด ดูเป็นคุณชายผู้สูงส่ง…เขาคือเหลียงจ่าน รองเจ้าสำนักยุทธเทียนหยวน

ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมยาวดูภูมิฐาน…และนั่นคือฉินเฟิง

ข้างกายเขาไม่มีผู้หญิง ตอนนี้นั่งตัวเกร็งอยู่เล็กน้อย

“เชิญครับนายร้อยหวัง ข้าน้อยขอคารวะท่านสักหนึ่งจอก” เหลียงจ่านชูจอกขึ้นเชิญชวน

“ได้ๆๆ” นายร้อยหวังดื่มอย่างรวดเร็ว

สักพักเหลียงจ่านก็วางจอกลง เเล้วถามด้วยรอยยิ้ม

“นายร้อยหวัง…เรื่องนายพรานบ้านนอกคนนั้น ท่านคิดยังไงบ้าง?”

“คุณชายเหลียงพูดถึงใครหรือ?” หวังจื๋อทำหน้าเหรอหรา

“…”

เหลียงจ่านเงียบไปครู่หนึ่ง หยิบเงินยี่สิบตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะพร้อมรอยยิ้ม

“นายร้อยหวัง ความจำสั้นจังเลยนะ!”

หวังจื๋อเหลือบมองแล้วสะบัดมือ เงินก็หายวับไปในพริบตา

“ดูความจำเเย่ๆของข้าสิ!” เขาตบหัวตัวเอง

“นึกออกแล้ว หมายถึงคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซูเจีย แซ่เฉียนใช่ไหม? เดี๋ยวข้าจะจัดการมันให้ วางใจได้เลย”

“ท่านหวัง ท่านจำผิดแล้ว” ฉินเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวจนต้องลุกขึ้นยืน

“คนที่ข้าพูดถึงคือเฉินซานซือจากหมู่บ้านเหยียนเปียนต่างหาก”

…………………………

จบบทที่ บทที่ 25 : การปกป้อง​จากหวังจื๋อ

คัดลอกลิงก์แล้ว