- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 22 : น้ำดีหมีและดีเสือดาว
บทที่ 22 : น้ำดีหมีและดีเสือดาว
บทที่ 22 : น้ำดีหมีและดีเสือดาว
บทที่ 22 : น้ำดีหมีและดีเสือดาว
“สำนักยุทธเทียนหยวนงั้นเหรอ?”
หลังจากเดินออกจากเต็นท์ เฉินซานซือก็ครุ่นคิดถึงบทสนทนาเมื่อครู่
ในเมื่อเป็นสำนักยุทธเทียนหยวนที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบาก ก็แสดงว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของฉินเฟิง
อีกฝ่ายถึงกับขอให้รองเจ้าสำนักของสำนักยุทธเทียนหยวนมาช่วยได้ แสดงว่าคงสนิทกันมากทีเดียว
หรือว่าฉินเฟิงจะได้รับการสืบทอดวิทยายุทธ ที่แท้จริงแล้วรึเปล่านะ?
อีกอย่างนายร้อยถามเขาว่ามีความแค้นกับ ตระกูลเหลียงหรือไม่ เหมือนเตรียมจะหาทางช่วยเขาเลย?
การเปลี่ยนท่าทีของหวังจื๋อนั้นรวดเร็วจนคาดไม่ถึง แต่ถ้าคิดดูดีๆมันก็สมเหตุสมผล
คงเป็นเพราะเขามีค่าสำหรับหวังจื๋อเเล้ว
แต่เฉินซานซือกลับไม่ได้คิดมากอะไร ไม่ได้รู้สึกว่าอยากหวังพึ่งพาหวังจื๋อเลย
ถ้าไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนสนิทก็คงไม่มีความจริงใจมากมายนักหรอก
ด้วยเหตุนี้เฉินซานซือจึงไม่ได้หวังพึ่งหวังจื๋อให้ ช่วยแก้ปัญหานี้ทั้งหมด การพัฒนาฝีมือของตัวเองต่างหากที่สำคัญที่สุด
เมื่อกลับมาที่ลานฝึก
เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาสร้างความวุ่นวาย ไว้มาก ตอนนี้ทุกคนจึงมองเขาด้วยความตกตะลึง
“เจ้าหิน เจ้าทำได้ยังไง?” จูถงรู้สึกนับถือเฉินซานซือมาก
“เมื่อกี้ ข้าเห็นว่าหลังจากน้าชายของซ่งเอี๋ยนได้ยินเรื่องนี้ หน้าเขาถึงกับซีดไปเลยล่ะ!”
“……”
คำพูดของจูถงทำให้เฉินซานซือรู้สึกพูดไม่ออก
เขาไปสร้างความแค้นกับอีกคนอีกแล้วหรือ
แต่ก็ช่างเถอะ เขาจะไม่ยอมเป็นคนขี้ขลาดเพียงเพราะกลัวจะทำให้คนอื่นไม่พอใจ
“ข้าจะกลับบ้านก่อน”
เฉินซานซือไม่ได้สนทนาต่อ เขาเก็บข้าวของแล้ว ออกจากค่ายทหารไป
กินข้าวที่ร้านอาหารทุกวันไม่คุ้มนัก ซื้อเนื้อมาทำเองจะดีกว่า
หลังจากเขาจากไปไม่ถึงสองสามชั่วโมง เรื่องที่ เขาฝึกท่าหอกได้สำเร็จภายในคืนเดียวโดยไม่มีวิธีการหายใจก็แพร่สะพัดไปทั่วค่ายทหารผอหยาง
ทหารใหม่หลายคนที่ตั้งใจจะแข่งขันเพื่อเป็น “ทหารชั้นยอด” ต่างก็ท้อแท้และล้มเลิกไป
ส่วนใหญ่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นทหารราบแทน
จนกระทั่งสองวันต่อมา จึงเริ่มมีคนฝึกท่าหอก
ในบรรดาคนกลุ่มนี้ คนที่เร็วที่สุดก็คือซ่งเอี๋ยน
วันที่สาม ในที่สุดเขาก็ฝึกท่าหอกได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของวิธีการหายใจ แต่เขาก็ยังรู้สึกท้อแท้มากอยู่มาก
“น้ารอง ข้าสู้เฉินซานซือไม่ได้”
ในบ้านหลังใหญ่ ซ่งเอี๋ยนก้มหน้าเเล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ถึงจะสู้ไม่ได้ เจ้าก็ต้องสู้!” หลัวตงเฉวียนกล่าวด้วยความโกรธ
“ตราบใดที่เขายังไม่ได้ฝึกพลังปราณและเลือด เจ้าก็ยังมีโอกาส”
ทันใดนั้น คนรับใช้สองคนยกถาดมาวางที่ลานบ้าน
บนถาดมีเนื้อต้มและเครื่องในที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น และที่เด่นที่สุดก็คืออวัยวะสีเหลืองเข้ม รูปร่าง ยาวและบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“นี่คือดีเสือดาว” หลัวตงเฉวียนกล่าว
“น้ำดีหมีและดีเสือดาว นับว่าเป็นยาบำรุงชั้นยอด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเจ้าต้องกินวันละหนึ่งชิ้น”
“มันไม่เพียงแต่จะบำรุงร่างกาย แต่ยังช่วยเร่งการฝึกพลังปราณและเลือดของเจ้าด้วย ดีเสือดาวนี้ ราคาเม็ดละสิบตำลึงเงิน ด้วยฐานะของเจ้าเด็กนั่นคงซื้อไม่ได้หรอก”
“น้ารอง เเต่เขาเป็นนายพรานนะ” ซ่งเอี๋ยนกล่าว
“และได้ยินมาว่าเป็นนายพรานที่เก่งมากด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวตงเฉวียนก็อดหัวเราะไม่ได้
“นายพราน? เจ้าคิดว่าทำไมนายพรานที่อยู่นอกเมืองผอหยางถึงจนขนาดหาเงินมาจ่ายภาษีไม่ได้?
“ของมีค่าจริงๆของภูเขาหู่โถวน่ะ อยู่ในป่าลึก ทางเหนือของเทือกเขาซานฉง เเละพวกสัตว์ร้าย เหล่านั้นแทบจะไม่ออกมาข้างนอกเลย…พวกนายพรานก็ไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกด้วย”
“ทำไมล่ะ?”
“ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะพวกเขาจนไง!” หลัวตงเฉวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“คนจน แค่มีชีวิตรอดก็พอแล้ว เรื่องหาเงินน่ะ ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา มันก็ง่ายๆแค่นี้แหละ
“ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมเจ้า เพราะมีเพียงการ ไต่เต้าให้สูงพอถึงจะรังแกคนอื่นได้ ไม่ใช่ถูกคนอื่นรังแก!”
“น้ารอง ทำไมเราต้องรังแกคนอื่นด้วยล่ะ?” ซ่งเอี๋ยนรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“ไอ้โง่!” หลัวตงเฉวียนโกรธจัด
“กินดีเสือดาวของเจ้าไปเถอะ! ส่วนไอ้อ้วนนั่นมันชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแถมยังโลภมาก ไม่มีทางที่มันจะยอมเสียเงินเพื่อช่วยเจ้าเด็กสกุลเฉินนั่นหรอก”
……
อีกด้านหนึ่ง
“ฮู่——”
หลังจากฝึกท่าหอกควบคู่กับวิธีการหายใจจนครบชุด เฉินซานซือก็เหงื่อท่วมตัว เขาจึงรีบราดน้ำเย็นลงบนตัวทันที
[วิทยายุทธ: ท่าหอกพื้นฐานสำหรับทหาร (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: (38/100)]
[ผลของวิชา: ยังไม่มี]
…..
“การฝึกพลังปราณและเลือดนี่ไม่ง่ายอย่างที่จูถงพูด เลย”
เขานั่งลงบนก้อนหิน พักอยู่พักใหญ่กว่าจะหายเหนื่อย
เฉินซานซือฝึกทั้งกลางวันและกลางคืนมาสองวันแล้ว ความคืบหน้าก็มีแค่นี้ยังห่างไกลจากการเข้าสู่ระดับเริ่มฝึกอีกมาก
“พี่ซานซือ มากินข้าวได้แล้ว” กู้ซินหลันตะโกน
“มาแล้ว”
เฉินซานซือเดินไปที่โต๊ะ คว้าเนื้อวัวมากัดอย่างเอร็ดอร่อย
“เหนื่อยมากใช่ไหมพี่ ช่วงนี้”
“ก็พอไหว”
“ว่าแต่ เงินเราใกล้จะหมดแล้วใช่ไหม?”เฉินซานซือเอ่ยถาม
“เหลืออยู่ตำลึงกว่าๆ…น่าจะพอใช้ได้อีกสองสามวัน”
“การฝึกยุทธนี่เปลืองเงินจริงๆ…”
เฉินซานซือรู้สึกพูดไม่ออก
แค่ไม่กี่วัน เงินเก็บที่บ้านก็ถูกเขาใช้จนหมดแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายของเขาก็ยังมีอาการขาดพลังปราณและเลือด
ดูเหมือนว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปจะให้ผลไม่มาก ต้องกินเนื้อสัตว์ป่าแล้วล่ะ
“บ่ายนี้ ข้าจะขึ้นเขา”
“พี่จะไปล่าหมีกับอาจ้าวงั้นเหรอ?” กู้ซินหลันถามด้วยความกังวล
“พี่ต้องระวังตัวนะ”
“อืม ไม่ต้องห่วง”
เฉินซานซือวางตะเกียบลง และในตอนนั้นเอง มันก็มีคนมาเคาะประตูพอดี
พวกเขาคือจ้าวเฉียวและคนอื่นๆ
จ้าวเฉียวถือตะกร้าปลา อู๋ต๋าถือไหน้ำผึ้งและยังมีนายพรานหนุ่มหน้าตาซื่อๆอีกคนที่จูงสุนัขพันธุ์ เซี่ยสีเทา-ดำ
หลังจากแนะนำตัวแล้ว ก็ได้รู้ว่าเขาชื่อจวงอี้
จากนั้นทั้งสี่คนเดินทางก็ได้เดินทางไปที่เทือกเขาซานฉงด้วยกัน
“ทางใต้ของเทือกเขาซานฉงน่ะ มีสัตว์ให้ล่า เยอะก็จริงแต่ไม่ค่อยมีอะไรที่มีค่านัก” จ้าวเฉียวกล่าว
“รวมถึงหมีตัวนั้น จริงๆแล้วมันอยู่ทางเหนือ ปกติ จะไม่มีใครมายุ่งกับมันหรอก แต่มันดันติดนิสัยกินคนแถมยังฉลาดมาก”
“มันไม่กล้าสู้กับคนฝึกยุทธ ทุกๆปีในช่วงนี้มัน ก็จะแอบมาทางใต้ของเทือกเขาซานฉงหรือ ภูเขาลูกแรกเพื่อโจมตีนายพรานที่ขึ้นมาล่าสัตว์”
“ฮึ่มมม…เเม้เเต่สัตว์ร้ายยังชอบรังแกชาวบ้าน!” จวงอี้กล่าวอย่าง ไม่พอใจ
“ถึงแล้ว” อู๋ต๋าชี้ไปข้างหน้า
“ซานหวี่และนายพรานคนอื่นๆโดนมันเล่นงาน แถวๆนี้”
พวกเขาหยุดอยู่ที่ทุ่งหญ้าโล่งๆ เเล้ววางเหยื่อที่ เตรียมมา ไว้บนพื้น จากนั้นก็หลบอยู่ในป่าไม่ไกล หวังว่ากลิ่นเหยื่อจะลอยไปตามลมแล้ว ดึงดูดหมีให้ออกมา
แต่รออยู่นานก็ไม่มีวี่แวว
“ให้ข้าจัดการเอง”
ก่อนหน้านี้เฉินซานซือ ไม่อยากขัดหน้าพวกเขา แต่ในเมื่อวิธีนี้ไม่ได้ผลก็อย่าเสียเวลาอีกเลย
…
[ทักษะการแกะรอย (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 350/500]
[ผลของทักษะ: สายตาที่น่าอัศจรรย์​, ฝีเท้าเบาราวกับนกนางแอ่น​]
ไหนๆก็ไม่ได้ขึ้นเขามาล่าสัตว์นานแล้ว ถือโอกาสนี้ พัฒนาฝีมือสักหน่อยดีกว่า
สายตาของเขานั้นเฉียบคมมาก ไม่นานก็พบเปลือกผลไม้ที่เน่าเปื่อยอยู่บนพื้นหญ้าใกล้ๆ จากนั้นก็พบมูลรูปทรงกระบอกที่มีแมลงเกาะอยู่ใต้พุ่มไม้
สำหรับเฉินซานซือแล้ว แค่กะระยะคร่าวๆได้ก็ไม่มีทางที่จะหาร่องรอย ไม่เจอ
เเละหลังจากเขาพบร่องรอยแล้ว สุนัขล่าสัตว์ก็ตามมาและเห่าอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนมันจะนับถือเขามาก
ถูกสุนัขนับถือเนี่ยนะ…รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้
“โหพี่เฉิน พี่สุดยอดไปเลย!”
“พี่นี่ เก่งกว่าหมาอีก!” จวงอี้พูดอย่างซื่อๆ
“นี่เจ้าพูด แบบนี้ได้ยังไง?” อู๋ต๋าตีที่หลังหัวจวงอี้ทันที
“ความสามารถของพี่เฉินน่ะยิ่งใหญ่มาก…เจ้าควรจะเรียนรู้ไว้ ไม่ใช่มาพูดเเบบนี้!”
เฉินซานซือทำท่าให้ทุกคนเงียบ แล้วเดินต่อไป
เดินไปอีกประมาณสี่ลี้ พวกเขาก็มาถึงหุบเขา ฃแห่งหนึ่งซึ่งมีลำธารเล็กๆไหลผ่าน
เฉินซานซือมองเห็นร่องรอยของสัตว์ขนาดกลางและขนาดใหญ่มากมายในป่าฝั่งตรงข้ามลำธารตั้งแต่ ระยะไกล
“นั่น ป่าทางเหนือ!” อู๋ต๋าพูดด้วยความตื่นเต้น
“ในนั้นไม่เพียงแต่มีสัตว์ใหญ่เยอะ แต่ยังมีโอกาส ได้ เจอสัตว์เเปลกๆด้วย เจอแค่ตัวเดียวก็รวยแล้ว”
“น่าเสียดายที่พวกเราต้อง ‘หลบคนของสำนัก’ ไม่กล้าเข้าไปง่ายๆหรอก ถ้าไปสร้างความไม่พอใจให้กับศิษย์สำนักยุทธล่ะก็…พวกเราซวยแน่ๆ!”
เฉินซานซือเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เเต่ก็อดถามไม่ได้
“สร้างความไม่พอใจยังไงหรือ? มันมีเกณฑ์อะไรไหม?”
“ไม่มีเกณฑ์หรอก” จวงอี้ตอบ
“ใครที่พวกเขาไม่ชอบ ก็ซวยไป”
“แต่พี่เฉินไม่เหมือนกันนะ” อู๋ต๋ากล่าว
“ถ้ต่อไปพี่เฉินได้เป็นขุนนางก็ไม่ต้องกลัวพวกเขา แล้ว!”
การตกอยู่เบื้องหลัง แม้แต่ก้าวเดียวก็ถือว่าล้าหลัง
ถ้าไม่ได้เป็นนายทหารก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะล่าสัตว์ใหญ่
เฉินซานซือไม่เสียเวลา เดินไปทางทิศตะวันตกต่อ นำทุกคนเข้าไปในป่าทึบ
เมื่อเข้ามาในเขตนี้แล้ว ร่องรอยของหมีก็ชัดเจนขึ้นมาก
มีรอยเล็บอยู่บนต้นไม้ รอยเท้าอยู่บนพื้นและก้อนหินที่ถูกพลิก
เฉินซานซือระวังตัว ไม่เข้าใกล้ไปมากกว่านึ้และคอยมองหาหมี
“ตรงนั้น มีโพรงต้นไม้”
อู๋ต๋าชี้ไปที่โพรงของต้นไม้โบราณข้างหน้า
“แต่ดูเหมือนจะว่างเปล่านะ”
พูดจบเขาก็ทำท่าจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
“ระวัง!”
เฉินซานซือรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติจึงรีบห้ามทันที
“ข้างหลังเจ้า!”
เกือบจะพร้อมกับที่เฉินซานซือพูด ร่างใหญ่ก็โผล่ ออกมาจากพุ่มไม้ พุ่งเข้าหาอู๋ต๋าจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ไอ้สัตว์ร้ายนี่ รอจังหวะอยู่นานแล้ว!
หลังจากเข้ามาในป่าทึบ เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย จึงไม่กล้าเข้าใกล้มากเกินไป
เเต่อู๋ต๋าและคนอื่นๆเห็นว่าโพรงต้นไม้ว่างเปล่า พวกเขาคิดว่าหมีออกไปหาอาหารจึงลดความระมัดระวัง
ไม่คิดว่าหมีที่ติดนิสัยกินคน จะฉลาดมากขนาดนี้…ไม่แปลกใจเลยที่เหยื่อไม่ได้ผล!
“ตึง——”
หมีตัวนี้ตัวใหญ่กว่าหมีทั่วไปมาก ดูแล้วยาวประมาณสองเมตรครึ่งหนักประมาณเจ็ดถึงแปดร้อยจิน เรียกได้ว่าแค่โดนมันสัมผัสก็คงบาดเจ็บและถ้าโดนชนก็คงตายทันที!
อู๋ต๋ายังไม่ทันจะหยิบลูกธนู…ธนูของเขาก็ถูกตบจนหักเป็นสองท่อนเสียก่อน
แต่ในชั่วพริบตาที่เขาจะถูกหมีตบ ลูกธนูเขี้ยวหมาป่าก็พุ่งเข้าไปที่ตาซ้ายของหมีอย่างแม่นยำ
“โฮกกกก——”
เสียงคำรามดังก้อง
ตอนนี้จ้าวเฉียวและจวงอี้ตั้งสติได้แล้ว พวกเขาจึงรีบ ยิงธนูเพื่อช่วยเหลือ
แต่ธนูสี่เเรงของพวกเขานั้นเบาเกินไป เเละเพราะความตื่นตระหนก ทำให้พวกเขาไม่ได้ง้างธนูจนเต็มที่ ลูกธนูจึงแค่เจาะผิวหนังและฝังอยู่บนชั้นไขมันของหมีเท่านั้น ไม่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้เลย
กลับกัน มันยิ่งทำให้หมีคุ้มคลั่งและพุ่งเข้าหาพวกเขาเเทน
จ้าวเฉียวและจวงอี้อยู่ใกล้เกินไป พวกเขาไม่ทันจะได้ยิงธนูนัดที่สอง ก็ทำได้เเค่วิ่งหนีเเล้ว
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน มาไล่ข้าสิ!”
เฉินซานซือพูดพลาง ยิงธนูออกไปอีกดอก
เเต่เนื่องจากหมีหันหลังให้เขา เขาจึงไม่สามารถยิงโดนจุดสำคัญได้ ได้เเต่ยิงไปที่หลังหนาๆของมัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธนูของเขาเป็นธนูสองศิลา… ลูกธนูจึงฝังเข้าไปเกือบครึ่ง
“โฮกกกก!!!”
หมีเปลี่ยนเป้าหมายทันที
มันคำรามอย่างบ้าคลั่ง เเล้วพุ่งเข้าหาคนที่ทำให้มันเจ็บปวดที่สุดด้วยความเร็วสูงมาก
เเละถึงแม้ว่ามันจะดูอุ้ยอ้าย แต่มันกลับวิ่งเร็วมาก
อู๋ต๋าเเละคนอื่นๆรีบตะโกนทันที
“ซานซือ…รีบหนีเร็ว!”
แต่ไม่นาน พวกเขาก็โล่งใจ
เพราะเฉินซานซือเร็วและว่องไวเหมือนลิง เขาอาศัยป่าทึบเพื่อหลบการโจมตีของหมีได้อย่างง่ายดาย
เเถมลูกธนูเขี้ยวหมาป่ายังคงกรีดลงบนเนื้อของมัน เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมาตลอดเวลาความเร็วของมันก็ค่อยๆช้าลง
หลังจากเฉินซานซือถอยออกมาได้ในระยะที่ เหมาะสมแล้ว เขาก็ง้างธนูอีกครั้ง
“ซิ้วๆๆ——”
ลูกธนูพุ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง
ธนูหนักสองศิลา ง้างยิงได้ต่อเนื่องแบบนี้ต้องใช้พลังมากแค่ไหน?
จ้าวเฉียวและคนอื่นๆมองดูอย่างตะลึง แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ…ใช้ธนูเบาของพวกเขาช่วยยิงอีกเเรง
ไม่นาน…หมีตัวนีก็โดนลูกธนูหลายดอกโจมตีจนการเคลื่อนไหวช้าลงมาก
เเละเมื่อเฉินซานซือมั่นใจว่าเขาสามารถจัดการกับมันได้โดยไม่บาดเจ็บ เขาจึงไม่ได้ยิงไปที่จุดสำคัญ…จงใจล่อมันออกมาจากป่าทึบและตอนที่มันอ่อนแอ เขาก็หยิบหอกปลายบัวเหล็กขึ้นมาสู้ กับมัน
เป้าหมายที่ดีขนาดนี้ จะไม่ให้เขาใช้เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาทักษะหอกได้ยังไง?
…………………………