- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 19 : สถานการของโลก, ทักษะการยิงธนู (ระดับความสำเร็จเล็กน้อย)
บทที่ 19 : สถานการของโลก, ทักษะการยิงธนู (ระดับความสำเร็จเล็กน้อย)
บทที่ 19 : สถาน​การ​ของโลก, ทักษะการยิงธนู (ระดับความสำเร็จ​เล็ก​น้อย)
บทที่ 19 : สถาน​การ​ของโลก, ทักษะการยิงธนู (ระดับความสำเร็จ​เล็ก​น้อย)
ท่าหอกสามสิบหกกระบวนท่า แต่ละกระบวนท่ามีท่าแปรผันอีกสิบแปดท่า
ตอนนี้ เฉินซานซือฝืนฝึกสามกระบวนท่าแรกจนจบ
แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยพลังของวิธีการหายใจ ซ่งเอี๋ยนก็ฝึกท่ายืนเสร็จและเริ่มฝึกท่าหอกเเล้ว…ความเร็วในการฝึกจึงไล่ตามเขามาติดๆ
“ถ้าข้าฝึกแบบไม่ใช้วิธีการหายใจได้เร็วกว่านี้ก็ดีสิ!”
เฉินซานซือหยุดฝึก…เขาตั้งใจจะพักไว้ก่อน แล้วไปเพิ่มพูนทักษะยิงธนูให้ถึงระดับต่อไปเสียก่อน
ครั้งที่แล้วที่พัฒนาทักษะการยิง​ธนู​ถึงระดับเชี่ยวชาญ โครงสร้าง​กระดูกและร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก…ถ้าฝึกจนถึงระดับต่อไป​ผลลัพธ์ก็น่าจะยอดเยี่ยม​ขึ้นไปอีกขั้น
“ไปหาข้าวกินก่อนเเล้วกัน!”
ค่ายทหารอยู่ห่างจากหมู่บ้านเหยียนเปียนยี่สิบกว่าลี้ ถือว่า​ไม่ใกล้ไม่ไกล
เเต่เพื่อประหยัดเวลา เขาจึงไม่ได้กลับบ้านไปกินข้าว แต่ไปหาอะไรกินที่ร้านอาหารเล็กๆในหมู่บ้านจุนทุน ซึ่งเป็นร้านที่เปิดโดยคู่สามีภรรยาที่เกษียณอายุราชการ
“เนื้อต้มห้าจิน ข้าวหนึ่งถัง แล้วก็ไก่อีกหนึ่งตัว”
เฉินซานซือและจูถงสั่งอาหารเสร็จ, ก่อนจะเริ่มกิน ก็มีคนเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะด้วย
“เจ้าขี้เกียจ! มานี่ทำไม?!” จูถงทำหน้าบึ้งตึง
“พี่เฉิน!”
ซูเหวินไฉไม่สนใจจูถง เขาหันไปยิ้มให้เฉินซานซือแล้วพูดว่า
“เงินเดือนเดือนหน้าถึงจะออก ตอนนี้ข้าไม่มีเงินติดตัวเลย ข้าหิวมาก ขอร่วมกินด้วยคนได้ไหม?”
“ได้สิ”
เฉินซานซือสั่งอาหารเพิ่มอีกสองอย่างและข้าวอีกจำนวนหนึ่ง
“พี่เฉินนี่ใจกว้างจริงๆ อนาคตต้องได้ดิบได้ดีแน่!”
ซูเหวินไฉไม่เกรงใจ คว้าขาไก่มากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ไอ้หินน้อย เจ้ามันใจดีเกินไป!” จูถงบ่น
“ให้มันกินไปก็เท่านั้น ไอ้นี่มันของเสีย!”
“ใครว่าข้าเป็นของเสีย? เดี๋ยวในอนาคต​พวกเจ้าก็ต้องพึ่งข้าเเน่ๆ! แล้วอีกอย่าง ข้าไม่ได้กินฟรีๆนะ ข้าจะวิเคราะห์สถาน​การ​ของโลกให้พวกเจ้าฟัง เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้พวกเจ้า!”
ซูเหวินไฉกินขาไก่จนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ เขาก็เลียริมฝีปาก แล้วพูดด้วยเสียงเบาว่า
“พวกเจ้าคิดว่าราชวงศ์ต้าเซิ่งจะเป็นอย่างไรต่อไป?”
“ก็คงยังอยู่ได้อีกนาน” จูถงพูดอย่างหงุดหงิด
“ถึงขุนนางจะเลวร้าย แต่เราก็ยังมีทหารตั้งสองล้านกว่าคน แล้วก็มีแม่ทัพเก่งๆอีกมากมาย ข้าได้ยินมาว่ากบฏทางใต้ก็ถูกปราบเรียบร้อยแล้ว”
“ผิด!”
ซูเหวินไฉพูดไม่หยุด มือก็แอบฉวยขาไก่อีกข้างหนึ่ง
จูถงมองไปรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงพูดว่า
“เจ้าหมายความว่า พวกคนเถื่อน​จะมาทำลายต้าเซิ่งของเรางั้นรึ?”
“ผิดถนัด!” ซูเหวินไฉส่ายหน้า
“พวกคนเถื่อน​ช่วงนี้ดูเหมือนจะดุร้าย แต่ตราบใดที่ยังมีผู้บัญชา​การซุนอยู่ พวกมันก็ทำอะไรไม่ได้หรอก”
“ข้ากล้าพูดได้เลยว่า ต้าเซิ่งจะล่มสลาย ก็จะล่มสลายเพราะประชาชน!
“พวกเจ้าอย่าไปมองว่ากบฏพวกนี้ถูกปราบได้อย่างรวดเร็ว แต่มันจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ สักวันหนึ่งก็ต้องมีวันที่ปราบไม่ไหว”
ณ ตอนนี้ เฉินซานซือก็แทรกขึ้นมาว่า “แบบนี้เรียกว่าประกายไฟเพียงเล็กน้อยก็สามารถเผาผลาญทุ่งหญ้าได้ใช่ใหม”
“อืม...”
ซูเหวินไฉได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังลิ้มรสสุราชั้นดี จากนั้นก็ตบต้นขาตัวเองดังป้าบ!
“เยี่ยม! คำพูดนี้เยี่ยมมาก, ข้าก็อยากจะสื่อแบบนี้นี่แหละ”
“พี่เฉิน สมแล้วที่เป็นนักอ่านเหมือนกัน ถึงได้พูดจาคมคายเช่นนี้ออกมา!”
“คำพูดนี้ข้าไม่ได้คิดเอง...” เฉินซานซืออธิบาย
“เชิญพี่ซูพูดต่อเถอะ”
“อืม!”
ซูเหวินไฉกระแอมเเล้วพูดต่อ
“ข้าฟันธงว่าอีกไม่เกินห้าปีโลกก็จะวุ่นวาย! ราชวงศ์ต้าเซิ่งก็จะถึงจุดจบ! ถึงตอนนั้น ก็จะเป็นวันที่ข้า โวหลงเซียน แสดงฝีมือ!”
“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว!”
จูถงเริ่มรู้สึกว่ามันพูดมากเกินไป
“เอาแต่คุยโวโอ้อวด เจ้าควรตั้งใจฝึกท่ายืนให้ได้ก่อนเถอะ ถ้าฝึกท่ายืนยังฝึกไม่ได้ เกรงว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นแม้แต่ทหารราบ…เดี๋ยว​คงต้องไปเลี้ยงม้า หรือซ่อมกำแพงเมืองแทน”
อย่างไร​ก็ตาม, เฉินซานซือกลับมองซูเหวินไฉด้วยความประหลาดใจ
เขาเรียนหนังสือมาจากโลกก่อนเกือบเก้าปี, พอมาเจอโลกแบบนี้ การที่มองออกว่าราชวงศ์ต้าเซิ่งกำลังจะถึงจุดจบและเกิดกลียุคขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ซูเหวินไฉเป็นคนท้องถิ่น เป็นคนบ้านนอกคอกนาแท้ๆ การที่มันคิดวิเคราะห์ได้แบบนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย
ถึงแม้มันจะชอบอ้างตัวเป็นอัครมหาเสนาบดีอยู่เรื่อยจนชวนให้อึดอัด แต่คิดว่ามันต้องมีความสามารถบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ
เมื่อคุยกันเสร็จ ทั้งสามคนก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว
หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว…เฉินซานซือไม่ได้ฝึกหอกต่อ เขาหยิบธนูกับลูกธนูไปที่สนามยิงธนู
ยิ่งโลกวุ่นวาย เขาก็ยิ่งต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ต้องมีตำแหน่งที่สูงด้วย ถึงจะเอาตัวรอดจากภัยพิบัติได้
โก่งคันศร เหนี่ยวสาย
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานฝึก
หลังจากยิงไปห้าสิบกว่าดอก แขนของเฉินซานซือก็เริ่มเมื่อยล้า แต่เขาก็ไม่กล้าหยุด ยังคงเล็งแล้วยิงต่อไปเรื่อยๆ
…..
“เร็วเข้า...”
“รีบตามมา!”
“...!”
ฝึกไปจนถึงบ่าย ในค่ายทหารก็เกิดความโกลาหลขึ้น
ผู้คนต่างเห็นนายร้อยหลายคนกำลังรวมพลทหารของตัวเอง แต่ละกลุ่มมีประมาณสามร้อยกว่าคน นอกจากนี้​พวกเขายังพากันติดอาวุธครบมือ…กำลังมุ่งหน้าไปทางเมืองผอหยาง
‘ไม่ได้ไปกำแพงเมือง แสดงว่าไม่ใช่ศัตรูบุก’
‘แต่ที่เมืองผอหยางมีเรื่องอะไรถึงต้องระดมคนมากมายขนาดนี้?’
‘อืมมม…คงเป็นการตามล่ามือสังหารจากเผ่าป่าเถื่อน​อีกตามเคย’
ไม่นานมานี้ เฉินซานซือยังคิดว่าเรื่องมือสังหาร​คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน เเต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าต่อไปเขาอาจจะต้องเข้าร่วมปฏิบัติการนี้ด้วย
“ช่างเถอะ ฝึกยิงธนูต่อดีกว่า”
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ปัง!
เเละตอนที่นำทหารผ่านสนามยิงธนู, นายร้อยหลายคนก็หันมาสนใจเสียงธนูที่ส่งเสียง​ดังสนั่น
“หึ ไอ้เด็กนี่มันยอมแพ้แล้วรึ? เลิกฝึกวิทยายุทธ เเล้ววิ่งมาฝึกยิงธนูแทน”
นายร้อยเซียพูดขณะที่คาบไม้เสียบลูกชิ้นไว้ในปาก
“ไม่มีวิธีการหายใจ ความเจ็บปวดตอนฝึกวิทยายุทธมันจะเพิ่มเป็นทวีคูณ…เเล้วเเบบนั้นใครมันจะไปทนไหว?” นายร้อยหลิวกล่าว​เสริม​
“หืม…ธนูสองศิลา?”
“เเถมยิงเป้าหมายเจ็ดสิบก้าวเข้าเป้าร้อยครั้งร้อยดอก? ไอ้เด็กนี่มันเป็นมือธนูชั้นยอดนี่หว่า!”
“จริงด้วย”
นายร้อยเซียมองเฉิน​ซาน​ซือ​ด้วยความประหลาดใจ
“ไม่รู้ว่ามันไปสร้างความแค้นอะไรไว้กับสำนักยุทธเทียนหยวน น่าเสียดายจริงๆ” นายร้อยหลิวพึมพำด้วยความทึ่ง
“พูดแบบนี้ เจ้าสนใจมันรึ? อยากได้ตัวรึไง?” นายร้อยเซียเลิกคิ้ว
“ข้าเเค่เสียดายคนมีความสามารถ”
นายร้อยหลิวมองไปที่สนามยิงธนูอีกครั้งแล้วพูดว่า
“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวข้าจะไปถามคุณชายจากสำนักยุทธ​เทียนหยวน, ว่าไอ้เด็กนี่ไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็จะช่วยเคลียร์ให้”
“ตกลงตามนี้นะ หลังจาก​นี้พวกเจ้าอย่ามาแย่งข้าล่ะ”
“ข้าไม่ยุ่งหรอก” นายร้อยเซียพูดเเล้วหันไปมองทางซ้าย
“ไอ้อ้วนหวัง เจ้าล่ะ?”
“ข้า หวังจื๋อ เคยเห็นอัจฉริยะตัวจริงมามากมาย​แล้วในกองทัพแปดเหล่า…จะไปสนใจอะไรกับคนธรรมดา​แบบนี้?” หวังจื๋อพูดอย่างดูถูก
“เอาล่ะ…ไปกันเถอะ เข้าเมืองไปฆ่าเวลา เเล้วค่ำๆค่อยไปเที่ยวหอนางโลมกันดีกว่า”
...
“ปัง!”
ที่สนามยิงธนู…เฉินซานซือฝึกคนเดียวตั้งแต่เช้ายันค่ำ
เพื่อประหยัดเวลา เขายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย แค่ขอให้จูถงเอื้อเฟื้ออาหารและเสบียงแห้งมาให้
เเละตอนนี้​เมื่อพลังงานหมดเกลี้ยง, ธนูสองศิลาก็เริ่มรู้สึกหนักอึ้งอย่างมาก
เฉินซานซือค่อยๆ ยกแขนขึ้น นิ้วที่สั่นเทาเกี่ยวสายธนู แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มียิงลูกธนูออกไป
“ปัง!”
ลูกธนูพุ่งทะลุเป้าหมายอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน หน้าจอของเเผงค่า​สถานะ​ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
…..
[ทักษะ: การยิงธนู (ระดับความสำเร็จ​เล็ก​น้อย)]
[ความคืบหน้า: (0/1000)]
[ผลของทักษะ: มีแขนและเอวที่ใหญ่เท่าวานร, มีกระดูกที่น่าทึ่ง, สามารถ​ยิงธนูหนึ่งดอกในสามวินาที และไม่พลาดเป้าในระยะร้อยก้าว]
…………………..