เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!

บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!

บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!


บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!

“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่าน…”

“ข้าบอกว่าอีกสองวันไง เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง?!”

เมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธในน้ำเสียงของอีกฝ่าย เฉินซานซือก็ไม่กล้าพูดต่อ รีบคารวะแล้วถอยออกมาจากเต็นท์ทันที​

อีกสองวัน?

เกรงว่าสองวันแล้วก็คงเป็นอีกสองวันต่อๆไป

เเละกว่าจะถึงสิบวันของการทดสอบ…นั่นคงสายเกินไปแล้ว

“คนอื่นจ่ายเงินก็สอนทันที, เเต่สำหรับ​ข้ากลับไม่สอน?”

แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง

เเต่ตั้งแต่เข้ากองทัพมา เฉินซานซือก็ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ใครมันจะมาเล่นงานเขา?

เรื่อง​นี้​มีความเป็นไปได้สองอย่าง

หนึ่ง น้องชายของฉินสง!

เขาใส่ชุดทหาร ฉินเฟิงจึงไม่กล้าลงมือ แต่ก็กลัวว่าเขาจะฝึกวิทยายุทธจนเก่งมากเกินไป​…จึงใช้วิธีนี้เล่นงานเขา

แต่น้องชายของฉินสงเหมือนจะยังไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากสำนัก​จริงๆ…มันไม่น่าจะมีอิทธิพลมากถึงขนาดติดต่อกับพวกนายร้อยได้

ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่สองก็คือนายร้อยหลัว

หลานชายของนายร้อยหลัวตอนนี้ฝึกท่ายืนได้เร็วเป็นอันดับสอง

เขาอาจจะกลัวว่าตนจะไปแย่งอนาคตของซ่งเอี๋ยน

เเละเหตุ​ผลแบบนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว

อย่างไร​ก็ตาม​ มันก็ทำให้เฉินซานซือรู้สึกกดดันอย่างมาก

อยากจะไต่เต้าขึ้นไป แต่ทำไมมันช่างยากลำบากเหลือเกิน!

“เป็นไงบ้าง? เจ้าให้ใครสอน?”

“ข้าได้ยินมาว่านายร้อยหลิวสอนได้ละเอียดที่สุด คุ้มค่าที่สุด”

จูถงเดินเข้ามาถาม เเต่เมื่อเขารู้คำตอบก็โกรธทันที

“อะไรนะ?! รับเงินแล้วไม่สอน?! ข้าจะไปคุยกับมัน!”

“พี่จู ไม่ได้นะ” ซูเหวินไฉเตือน

“พี่เฉินคงไปขัดขาใครเข้าแล้วล่ะ”

“นี่…” จูถงเกาหัว

“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”

“ในกลุ่มนี้ ไอ้หนูซานซือฝึกได้เร็วที่สุด โอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นก็ต้องเป็นของมันสิ! หรือข้าจะแอบสอนมันเองดี? ไม่น่าจะมีใครรู้หรอก”

“พี่จู ไม่ต้องหรอก”

เฉินซานซือไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน

ถึงคนอื่นจะมีวิธีการหายใจ ตอนนี้เขาก็ยังเป็นคนที่ฝึกท่ายืนได้เร็วที่สุดอยู่ดี

เขายังพอมีความหวังอยู่

คิดดังนั้น เขาก็หยิบหอกปลายบัวมาจากชั้นวางอาวุธข้างลานฝึก แล้วเริ่มฝึกซ้อม

“ท่าหอก?” จูถงตกตะลึง​เล็กน้อย​

“ไอ้หนู เจ้าเริ่มฝึกท่าหอกแล้วรึ?!”

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น​ ทุกคนในลานฝึกต่างก็หันมามองเช่นกัน

“ยอดเยี่ยม​!” จูถงพูดเสียงดัง

“ไอ้หนูซานซือมันเก่งขนาดนี้ ทุกคนก็เห็นๆกันอยู่…ถ้ามีนายทหารคนไหนเห็นแล้วรายงานขึ้นไป ยังไงก็ต้องมีคนใหญ่คนโตอยากได้ตัวมันแน่”

ซูเหวินไฉมองจูถงด้วยสายตาเหมือน​มองเด็กน้อย เเล้วส่ายหัวเบาๆ

เห็นได้ชัดว่าความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

ตอนนี้พวกนายร้อยไม่อยู่ มีแต่พวกนายสิบ แต่ก็ไม่มีใครอยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน…รวมถึงซูบินที่เดินผ่านมาด้วย

วันนี้พอเขามาถึงค่าย ก็ได้ยินเจ้าหน้าที่คลังอาวุธเล่าว่าคนบ้านเดียวกันกับเขาเก่งกาจเรื่องยิงธนูขนาดไหน น่าจะได้เป็นทหารม้าเลยคิดว่าจะแวะมาดูสักหน่อย

แล้วก็ได้เห็นเฉินซานซือถูกกลั่นแกล้ง จ่ายเงินแล้วยังไม่ได้เรียนวิธีการหายใจ

“ไอ้เด็กนี่ เพิ่งมาถึงก็สร้างศัตรูซะแล้ว”

ซูบินมองไปทางสำนักงานของผู้พัน กำลังจะก้าวเท้าไปทางนั้นแต่ก็ชะงักเสียก่อน

สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจแล้วกลับบ้าน

…..

“อาของแกนั่นแหละ! ต้องเป็นอาของแกแน่ๆ!”

จูถงกระชากคอเสื้อของซ่งเอี๋ยนขึ้นมา

“อาของแกนั่นแหละที่กลั่นแกล้งไอ้หนูซานซือ!”

“ข้า…ข้าไม่รู้!” ซ่งเอี๋ยนหน้าแดงก่ำ

“ข้าไม่ได้สั่งให้ท่านอาทำแบบนั้นนะ!”

“ฮึ่ม!”

“ข้าว่าไม่ต้องทดสอบอะไรแล้วล่ะ เอาสิทธิ์ในการเลื่อนขั้นไปให้แกเลยก็ได้” จูถงด่ากราดอย่างโหดเหี้ยม​

“ข้าจะไปหาอา”

ซ่งเอี๋ยนสะบัดตัวหลุด แล้ววิ่งออกไปนอกค่ายทันที

ภายในเต็นท์ เขาพบกับอาของเขา แล้วถามถึงเรื่องที่สงสัย

นายร้อยหลัวที่กำลังอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่เงยหน้าขึ้นมองหลายของตน

“ทำไม?”

“นั่นมันเรื่องดีไม่ใช่เหรอ?”

เขามองดวงตาใสซื่อของหลานชาย วางตำราลง แล้วพูดต่อ

“ข้าก็คิดแบบนั้นแหละ แต่ข้ายังไม่ได้เลื่อนเป็นรองผู้พัน ต่อให้เลื่อนแล้ว นายร้อยคนอื่นๆโดยเฉพาะไอ้อ้วนหวังก็คงไม่ยอมฟังข้าหรอก”

“จริงๆแล้วเมื่อวาน ผู้พันสั่งให้พวกเราไปช่วยสำนักยุทธตามล่ามือสังหาร, หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว นายน้อยของสำนักยุทธเทียนหยวนก็เลี้ยงเหล้าพวกเรา แล้วก็พูดถึงชื่อไอ้เด็กนั่นขึ้นมาบนโต๊ะเหล้า”

“ใครจะไปรู้ว่ามันไปสร้างความแค้นอะไรไว้กับสำนักยุทธ”

“เเละทุกคนที่นี่ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักยุทธเทียนหยวนมาหลายปี ยังไงก็ต้องให้เกียรติกันบ้าง”

“นี่…”

“แบบนี้มันจะไม่ยุติธรรมกับเขาไปหน่อยเหรอ?” ซ่งเอี๋ยนก้มหน้าพึมพำ​

“ยุติธรรม…”

หลัวตงเฉวียนรู้สึกหมดหนทางกับหลานชายที่ไร้เดียงสาคนนี้…เขาวางตำราพิชัยสงครามที่เกือบจะปาใส่หลานชายลง

“เอี๋ยนเอ๋อร์ เจ้าจะไปสนใจคนอื่นทำไม ตั้งใจฝึกฝนให้ได้สิทธิ์ในการคัดเลือก แล้วเข้าไปอยู่ในจวนผู้บัญชาการ​ นั่นต่างหากคือสิ่งที่เจ้าควรใส่ใจ”

“เจ้ารู้อะไรไหม ถ้าไม่มีอาจารย์ ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีทางได้ใส่ชุดปักลายนกกระเรียนหรอก! การได้เป็นศิษย์ของท่านซุนผู้บัญชาการ​คือความหวังเดียวของเจ้า!”

“เอาล่ะ…ออกไปได้แล้ว อย่ามารบกวนข้าอีก”

…..

อีก​ด้าน​ในเวลาเดียวกัน

ภายในเต็นท์ของนายร้อยหวัง ตอนนี้​มีนายร้อยอีกสองสามคนมารวมตัวกันอยู่

“เฮ้ ไอ้อ้วนหวัง แกนี่มันโหดจริงๆ”

“ไม่สอนก็ถือว่าเเย่แล้ว ยังจะรับเงินเด็กนั่นอีก” นายร้อยสงพูดด้วยรอยยิ้ม​

“ฮ่าๆๆ ไว้ข้าจะเลี้ยงเหล้าพวกแกเอง” นายร้อยหวังยิ้มอย่างพอใจ

“แต่ข้าจำได้ว่าเฉินซานซือน่ะ เป็นคนที่ฝึกท่ายืนได้เร็วที่สุดในกลุ่มนี้เชียวนะ…เสียดายคนมีแวว” นายร้อยหลิวพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“กองทัพมันเคยขาดคนมีแววด้วยเหรอ? ตอนนั้นข้าก็เรียนท่ายืนได้ภายในวันเดียวเหมือน​กัน” นายร้อยหวังพูดอย่างดูถูก

“ที่กองทัพมันขาด…มันคือคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ ต้องแบบที่เรียนท่ายืนได้ในครึ่งวัน เรียนท่าหอกได้ในสามวัน แบบนั้นถึงจะเรียกว่าควรค่าแก่การฝึกฝน”

“ก็จริง เพราะที่นี่มันเป็นที่ห่วยๆ ทรัพยากรยิ่งแบ่งให้คนอื่นมากเท่าไหร่ ตัวเองก็ยิ่งได้น้อยลงเท่านั้น” นายร้อยหลิวลูบคาง

“แต่ถ้าไอ้เด็กนี่ทำไม่ได้, สิทธิ์ในการคัดเลือกคงตกเป็นของหลานชายนายร้อยหลัวแน่ ถ้ามันได้เข้ากองกำลังพิเศษจริงๆ วันข้างหน้าอาจจะดึงนายร้อยหลัวไปด้วยก็ได้ แบบนั้นก็รุ่งโรจน์กันทั้งตระกูลเลยสิ!”

“แต่ถ้าไอ้อ้วนหวังหาคนเก่งๆได้ อาจจะได้กลับไปกองกำลังพิเศษก็ได้นะ แกก็ไม่อยากอยู่ที่ห่วยๆ นี่ไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหม?”

“ข้าก็อยากนะ แต่จะไปหาคนเก่งๆ จากไหนล่ะ?”

นายร้อยหวังเล่นเงินตำลึงในมือ เเล้วจบการสนทนาไป

ณ ลานฝึก

ตอนนี้​ เฉินซานซือเริ่มฝึกท่าหอกเเล้ว

ด้วยความจำอันยอดเยี่ยม ในหัวของเขาตอนนี้ราวกับมีโปรเจคเตอร์ฉายภาพตอนที่นายร้อยหวังสาธิตท่าหอกซ้ำไปซ้ำมา

การฝึกท่ายืนก็ใช้พลังงานไปมากแล้ว, พอมาฝึกท่าหอกต่อ เฉินซานซือก็รู้สึกเหมือนพลังงานในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมด

แต่เขาก็เตรียมใจไว้แล้ว…เขาจึงกัดฟันฝึกฝน​ต่อ

ทุกครั้งที่เหวี่ยงหอกปลายบัว หัวใจของเขาเต้นแรงมากขึ้น​ ปอดก็แน่นจนหายใจไม่ออก เหมือนกับตอนที่วิ่งจนสุดแรง แถมยังมีกลิ่นคาวเลือดในลำคออีก

วิธีการหายใจน่าจะเป็นตัวช่วยลดความเจ็บปวด และเพิ่มความเร็วในการฝึก

แต่….ถ้ามันเป็นแค่ตัวช่วย

งั้นก็หมายความว่าถึงไม่มีวิธีการหายใจ เขาก็ยังสามารถ​ฝึกท่าหอกได้อยู่ดี

แค่ต้องทนเจ็บมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องความเร็ว ถ้าฝึกได้เร็วอยู่แล้ว ช้าลงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร

ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!

เฉินซานซือกัดฟันแน่น แล้วเหวี่ยงหอกต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง​

…………………..

จบบทที่ บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!

คัดลอกลิงก์แล้ว