- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!
บทที่ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!
บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!
บทที่​ 18 : ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่าน…”
“ข้าบอกว่าอีกสองวันไง เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง?!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธในน้ำเสียงของอีกฝ่าย เฉินซานซือก็ไม่กล้าพูดต่อ รีบคารวะแล้วถอยออกมาจากเต็นท์ทันที​
อีกสองวัน?
เกรงว่าสองวันแล้วก็คงเป็นอีกสองวันต่อๆไป
เเละกว่าจะถึงสิบวันของการทดสอบ…นั่นคงสายเกินไปแล้ว
“คนอื่นจ่ายเงินก็สอนทันที, เเต่สำหรับ​ข้ากลับไม่สอน?”
แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าเขาถูกกลั่นแกล้ง
เเต่ตั้งแต่เข้ากองทัพมา เฉินซานซือก็ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ใครมันจะมาเล่นงานเขา?
เรื่อง​นี้​มีความเป็นไปได้สองอย่าง
หนึ่ง น้องชายของฉินสง!
เขาใส่ชุดทหาร ฉินเฟิงจึงไม่กล้าลงมือ แต่ก็กลัวว่าเขาจะฝึกวิทยายุทธจนเก่งมากเกินไป​…จึงใช้วิธีนี้เล่นงานเขา
แต่น้องชายของฉินสงเหมือนจะยังไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากสำนัก​จริงๆ…มันไม่น่าจะมีอิทธิพลมากถึงขนาดติดต่อกับพวกนายร้อยได้
ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่สองก็คือนายร้อยหลัว
หลานชายของนายร้อยหลัวตอนนี้ฝึกท่ายืนได้เร็วเป็นอันดับสอง
เขาอาจจะกลัวว่าตนจะไปแย่งอนาคตของซ่งเอี๋ยน
เเละเหตุ​ผลแบบนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว
อย่างไร​ก็ตาม​ มันก็ทำให้เฉินซานซือรู้สึกกดดันอย่างมาก
อยากจะไต่เต้าขึ้นไป แต่ทำไมมันช่างยากลำบากเหลือเกิน!
“เป็นไงบ้าง? เจ้าให้ใครสอน?”
“ข้าได้ยินมาว่านายร้อยหลิวสอนได้ละเอียดที่สุด คุ้มค่าที่สุด”
จูถงเดินเข้ามาถาม เเต่เมื่อเขารู้คำตอบก็โกรธทันที
“อะไรนะ?! รับเงินแล้วไม่สอน?! ข้าจะไปคุยกับมัน!”
“พี่จู ไม่ได้นะ” ซูเหวินไฉเตือน
“พี่เฉินคงไปขัดขาใครเข้าแล้วล่ะ”
“นี่…” จูถงเกาหัว
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
“ในกลุ่มนี้ ไอ้หนูซานซือฝึกได้เร็วที่สุด โอกาสที่จะได้เลื่อนขั้นก็ต้องเป็นของมันสิ! หรือข้าจะแอบสอนมันเองดี? ไม่น่าจะมีใครรู้หรอก”
“พี่จู ไม่ต้องหรอก”
เฉินซานซือไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน
ถึงคนอื่นจะมีวิธีการหายใจ ตอนนี้เขาก็ยังเป็นคนที่ฝึกท่ายืนได้เร็วที่สุดอยู่ดี
เขายังพอมีความหวังอยู่
คิดดังนั้น เขาก็หยิบหอกปลายบัวมาจากชั้นวางอาวุธข้างลานฝึก แล้วเริ่มฝึกซ้อม
“ท่าหอก?” จูถงตกตะลึง​เล็กน้อย​
“ไอ้หนู เจ้าเริ่มฝึกท่าหอกแล้วรึ?!”
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น​ ทุกคนในลานฝึกต่างก็หันมามองเช่นกัน
“ยอดเยี่ยม​!” จูถงพูดเสียงดัง
“ไอ้หนูซานซือมันเก่งขนาดนี้ ทุกคนก็เห็นๆกันอยู่…ถ้ามีนายทหารคนไหนเห็นแล้วรายงานขึ้นไป ยังไงก็ต้องมีคนใหญ่คนโตอยากได้ตัวมันแน่”
ซูเหวินไฉมองจูถงด้วยสายตาเหมือน​มองเด็กน้อย เเล้วส่ายหัวเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
ตอนนี้พวกนายร้อยไม่อยู่ มีแต่พวกนายสิบ แต่ก็ไม่มีใครอยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน…รวมถึงซูบินที่เดินผ่านมาด้วย
วันนี้พอเขามาถึงค่าย ก็ได้ยินเจ้าหน้าที่คลังอาวุธเล่าว่าคนบ้านเดียวกันกับเขาเก่งกาจเรื่องยิงธนูขนาดไหน น่าจะได้เป็นทหารม้าเลยคิดว่าจะแวะมาดูสักหน่อย
แล้วก็ได้เห็นเฉินซานซือถูกกลั่นแกล้ง จ่ายเงินแล้วยังไม่ได้เรียนวิธีการหายใจ
“ไอ้เด็กนี่ เพิ่งมาถึงก็สร้างศัตรูซะแล้ว”
ซูบินมองไปทางสำนักงานของผู้พัน กำลังจะก้าวเท้าไปทางนั้นแต่ก็ชะงักเสียก่อน
สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจแล้วกลับบ้าน
…..
“อาของแกนั่นแหละ! ต้องเป็นอาของแกแน่ๆ!”
จูถงกระชากคอเสื้อของซ่งเอี๋ยนขึ้นมา
“อาของแกนั่นแหละที่กลั่นแกล้งไอ้หนูซานซือ!”
“ข้า…ข้าไม่รู้!” ซ่งเอี๋ยนหน้าแดงก่ำ
“ข้าไม่ได้สั่งให้ท่านอาทำแบบนั้นนะ!”
“ฮึ่ม!”
“ข้าว่าไม่ต้องทดสอบอะไรแล้วล่ะ เอาสิทธิ์ในการเลื่อนขั้นไปให้แกเลยก็ได้” จูถงด่ากราดอย่างโหดเหี้ยม​
“ข้าจะไปหาอา”
ซ่งเอี๋ยนสะบัดตัวหลุด แล้ววิ่งออกไปนอกค่ายทันที
ภายในเต็นท์ เขาพบกับอาของเขา แล้วถามถึงเรื่องที่สงสัย
นายร้อยหลัวที่กำลังอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่เงยหน้าขึ้นมองหลายของตน
“ทำไม?”
“นั่นมันเรื่องดีไม่ใช่เหรอ?”
เขามองดวงตาใสซื่อของหลานชาย วางตำราลง แล้วพูดต่อ
“ข้าก็คิดแบบนั้นแหละ แต่ข้ายังไม่ได้เลื่อนเป็นรองผู้พัน ต่อให้เลื่อนแล้ว นายร้อยคนอื่นๆโดยเฉพาะไอ้อ้วนหวังก็คงไม่ยอมฟังข้าหรอก”
“จริงๆแล้วเมื่อวาน ผู้พันสั่งให้พวกเราไปช่วยสำนักยุทธตามล่ามือสังหาร, หลังจากเสร็จภารกิจแล้ว นายน้อยของสำนักยุทธเทียนหยวนก็เลี้ยงเหล้าพวกเรา แล้วก็พูดถึงชื่อไอ้เด็กนั่นขึ้นมาบนโต๊ะเหล้า”
“ใครจะไปรู้ว่ามันไปสร้างความแค้นอะไรไว้กับสำนักยุทธ”
“เเละทุกคนที่นี่ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักยุทธเทียนหยวนมาหลายปี ยังไงก็ต้องให้เกียรติกันบ้าง”
“นี่…”
“แบบนี้มันจะไม่ยุติธรรมกับเขาไปหน่อยเหรอ?” ซ่งเอี๋ยนก้มหน้าพึมพำ​
“ยุติธรรม…”
หลัวตงเฉวียนรู้สึกหมดหนทางกับหลานชายที่ไร้เดียงสาคนนี้…เขาวางตำราพิชัยสงครามที่เกือบจะปาใส่หลานชายลง
“เอี๋ยนเอ๋อร์ เจ้าจะไปสนใจคนอื่นทำไม ตั้งใจฝึกฝนให้ได้สิทธิ์ในการคัดเลือก แล้วเข้าไปอยู่ในจวนผู้บัญชาการ​ นั่นต่างหากคือสิ่งที่เจ้าควรใส่ใจ”
“เจ้ารู้อะไรไหม ถ้าไม่มีอาจารย์ ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีทางได้ใส่ชุดปักลายนกกระเรียนหรอก! การได้เป็นศิษย์ของท่านซุนผู้บัญชาการ​คือความหวังเดียวของเจ้า!”
“เอาล่ะ…ออกไปได้แล้ว อย่ามารบกวนข้าอีก”
…..
อีก​ด้าน​ในเวลาเดียวกัน
ภายในเต็นท์ของนายร้อยหวัง ตอนนี้​มีนายร้อยอีกสองสามคนมารวมตัวกันอยู่
“เฮ้ ไอ้อ้วนหวัง แกนี่มันโหดจริงๆ”
“ไม่สอนก็ถือว่าเเย่แล้ว ยังจะรับเงินเด็กนั่นอีก” นายร้อยสงพูดด้วยรอยยิ้ม​
“ฮ่าๆๆ ไว้ข้าจะเลี้ยงเหล้าพวกแกเอง” นายร้อยหวังยิ้มอย่างพอใจ
“แต่ข้าจำได้ว่าเฉินซานซือน่ะ เป็นคนที่ฝึกท่ายืนได้เร็วที่สุดในกลุ่มนี้เชียวนะ…เสียดายคนมีแวว” นายร้อยหลิวพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“กองทัพมันเคยขาดคนมีแววด้วยเหรอ? ตอนนั้นข้าก็เรียนท่ายืนได้ภายในวันเดียวเหมือน​กัน” นายร้อยหวังพูดอย่างดูถูก
“ที่กองทัพมันขาด…มันคือคนที่มีพรสวรรค์จริงๆ ต้องแบบที่เรียนท่ายืนได้ในครึ่งวัน เรียนท่าหอกได้ในสามวัน แบบนั้นถึงจะเรียกว่าควรค่าแก่การฝึกฝน”
“ก็จริง เพราะที่นี่มันเป็นที่ห่วยๆ ทรัพยากรยิ่งแบ่งให้คนอื่นมากเท่าไหร่ ตัวเองก็ยิ่งได้น้อยลงเท่านั้น” นายร้อยหลิวลูบคาง
“แต่ถ้าไอ้เด็กนี่ทำไม่ได้, สิทธิ์ในการคัดเลือกคงตกเป็นของหลานชายนายร้อยหลัวแน่ ถ้ามันได้เข้ากองกำลังพิเศษจริงๆ วันข้างหน้าอาจจะดึงนายร้อยหลัวไปด้วยก็ได้ แบบนั้นก็รุ่งโรจน์กันทั้งตระกูลเลยสิ!”
“แต่ถ้าไอ้อ้วนหวังหาคนเก่งๆได้ อาจจะได้กลับไปกองกำลังพิเศษก็ได้นะ แกก็ไม่อยากอยู่ที่ห่วยๆ นี่ไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหม?”
“ข้าก็อยากนะ แต่จะไปหาคนเก่งๆ จากไหนล่ะ?”
นายร้อยหวังเล่นเงินตำลึงในมือ เเล้วจบการสนทนาไป
…
ณ ลานฝึก
ตอนนี้​ เฉินซานซือเริ่มฝึกท่าหอกเเล้ว
ด้วยความจำอันยอดเยี่ยม ในหัวของเขาตอนนี้ราวกับมีโปรเจคเตอร์ฉายภาพตอนที่นายร้อยหวังสาธิตท่าหอกซ้ำไปซ้ำมา
การฝึกท่ายืนก็ใช้พลังงานไปมากแล้ว, พอมาฝึกท่าหอกต่อ เฉินซานซือก็รู้สึกเหมือนพลังงานในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมด
แต่เขาก็เตรียมใจไว้แล้ว…เขาจึงกัดฟันฝึกฝน​ต่อ
ทุกครั้งที่เหวี่ยงหอกปลายบัว หัวใจของเขาเต้นแรงมากขึ้น​ ปอดก็แน่นจนหายใจไม่ออก เหมือนกับตอนที่วิ่งจนสุดแรง แถมยังมีกลิ่นคาวเลือดในลำคออีก
วิธีการหายใจน่าจะเป็นตัวช่วยลดความเจ็บปวด และเพิ่มความเร็วในการฝึก
แต่….ถ้ามันเป็นแค่ตัวช่วย
งั้นก็หมายความว่าถึงไม่มีวิธีการหายใจ เขาก็ยังสามารถ​ฝึกท่าหอกได้อยู่ดี
แค่ต้องทนเจ็บมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง
ส่วนเรื่องความเร็ว ถ้าฝึกได้เร็วอยู่แล้ว ช้าลงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
ขอแค่มีความตั้งใจ​ที่แน่วแน่ ยังไงก็ต้องมีทางออก!
เฉินซานซือกัดฟันแน่น แล้วเหวี่ยงหอกต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง​
…………………..