- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!
บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!
บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!
บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!
“ข้าจะถามพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย! ภาษีเนี่ย จะจ่ายหรือไม่จ่าย?!”
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีหรี่ตาลง มองครอบครัวสามคนตรงหน้าด้วยสีหน้าหงุดหงิด
เด็กน้อยจางชุ่นยืดอก เเล้วพูดอย่างมั่นใจ
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ภาษีฤดูใบไม้ร่วงที่บ้านข้าจ่ายไปตั้งแต่สิบวันก่อนแล้ว!"
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีชูสมุดบัญชีในมือขึ้นมา เเล้วสบถเสียงดังทันที​
"จ่ายแล้วเหรอ? เเล้วทำไมบนนี้ไม่มีชื่อบ้านเจ้าล่ะ?"
"เป็นไปไม่ได้!" จางชุ่นโพล่งขึ้นเสียง
"ข้าเห็นท่านเขียนกับตา! ท่านจะมาเก็บภาษีบ้านข้าซ้ำสองครั้งไม่ได้นะ!"
"ปากดีนักนะ!" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีฟาดแส้ลงบนตัวของเด็กหนุ่มจนล้มลงไปกองกับพื้น
"เเล้วทำไมข้าถึงไม่ไปเก็บซ้ำบ้านอื่น มาเก็บบ้านเจ้าที่เดียวทำไมล่ะ?!"
ด้วยพลังของเเส้ ใบหน้าของจางชุ่นได้มีรอยแผลเหวอะหวะปรากฏขึ้นทันที
เขากัดฟันแน่น เตรียมจะเถียงต่อ แต่ป้าหลี่รีบเข้ามาขวางไว้ เเล้วส่งยิ้มแหยๆให้เจ้าหน้าที่
"ชุ่นเอ๋ย หยุดพูดเถอะลูก ถ้าท่านผู้ยิ่งใหญ่บอกว่ายังไม่ได้จ่าย ก็แปลว่ายังไม่ได้จ่าย"
เด็กคนนี้ยังเด็กเกินไป เขาไม่เข้าใจความน่ากลัวของเจ้าหน้าที่เก็บภาษีหรอก
มีคำกล่าวว่า "ไม่กลัวขุนนาง กลัวแต่คนคุม" ถึงแม้เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่บางครั้งก็ยังน่ากลัวยิ่งกว่านายอำเภอเสียอีก!
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่รอสักครู่ ข้าจะเข้าไปเอาเงินมาจ่ายให้ครบ!" ป้าหลี่ไม่รู้ว่าตนไปทำอะไรให้เจ้าหน้าที่ไม่พอใจ เเต่นางต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์​ตรงนี้ไปก่อน
นางรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน
เเต่ไม่นานนัก ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากในบ้าน
"เงิน... เงินหายไปไหนหมด!"
เงินเก็บทั้งหมดสิบสามตำลึงที่ซ่อนไว้ใต้โอ่งน้ำ หายวับไปกับตา!
ลุงจางที่ขาพิการได้ยินเสียงก็รีบเดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นที่ซ่อนเงินว่างเปล่า เขาก็นั่งลงล้มไปกับพื้น
"โจร... มีโจร!"
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีหมดความอดทน ฟาดแส้ลงบนหลังของลุงจางสองครั้ง
"แกจะมาล้อเล่นกับพวกข้ารึไง?!"
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่!" ลุงจางร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
"เงินของข้าอยู่ที่นี่จริงๆ มีตั้งสิบสามตำลึง สิบสามตำลึงเชียวนะขอรับ!"
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีแค่นเสียงเยาะ "หึ…ข้าก็บอกได้ว่าที่บ้านข้ามีทองคำตั้งสามพันตำลึง! ถ้าไม่มีเงินก็ยอมรับความผิดซะ!"
"พ่อ!"
เมื่อเห็นพ่อถูกตี จางชุ่นก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ แต่ก็ถูกแส้ฟาดจนล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด
เขานอนคว่ำหน้ากับพื้น ถึงตอนนี้​ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
จนกระทั่งเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยของชายสองคนในชุดขาวที่อยู่ในกลุ่มคนที่มามุงดู เขาก็ถึงบางอ้อ
"พวกแก... เป็นพวกแก!" จางชุ่นพยายามลุกขึ้นยืน แล้วพุ่งเข้าไปหาศิษย์สำนัก​ยุทธสองคนนั้น
"เอาเงินข้าคืนมา!"
"ไปตายซะ!" ศิษย์ร่างอ้วนเตะเด็กหนุ่มจนล้มลงไปอีกครั้ง
"มากล่าว​หาพวกเรา…มีหลักฐานใหมล่ะ?!"
"พวกแกสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่เก็บภาษี!" จางชุ่นโกรธจนตัวสั่น
"กล้าใส่ร้ายพวกเราเชียวหรือ!" เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าหน้าที่เก็บภาษีก็ฟาดแส้ลงมาอีกหลายครั้ง จนร่างกายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยบาดแผล
"ไอ้ชาวบ้านชั้นต่ำ! เห่าหอนเหมือนหมาบ้าอยู่​ได้…จับมันไป”
“เอาตัวแก่ไปซ่อมกำแพงเมืองที่เมืองชางโจว ส่วนตัวเล็กส่งไปซ่อมคลองที่เมืองเหอโจว!”
ชาวบ้านที่มามุงดูพากันเงียบกริบ
ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
เพราะไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือจอมยุทธ ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าต่อกรด้วย
ร่างกายของจางชุ่นเต็มไปด้วยเลือดและดินโคลน เขาร้องโวยวายด้วยความคับแค้นใจ
เขาทำงานหนักแทบตายมาสี่ปี เก็บหอมรอมริบเพื่อที่จะได้เรียนวิทยายุทธ หวังว่าจะได้มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นในอนาคต…เเต่ทำไมเขาถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย?
เป็นเพราะเขาพยายามไม่มากพอหรือ?
"ชุ่น!"
ทันใดนั้น​ เสียงกึกก้องก็ดังขึ้นมา
เฉินซานซือเบียดตัวเข้ามาในฝูงชน
, เมื่อเห็นศิษย์สองคนจากสำนักยุทธเขาก็พอจะเดาเรื่องราวได้ทั้งหมด
จางชุ่นไปสาดฉี่ใส่พวกมัน พวกมันเลยวางแผนแก้แค้นด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่เก็บภาษีให้มาเก็บภาษีซ้ำ แล้วยังขโมยเงินเก็บของครอบครัวจางชุ่นเพื่อที่จะทำลายชีวิตของพวกเขาอีก
ยิ่งคิด เฉินซานซือก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว
ถ้าฉินสงยอมเสียเงินติดสินบน เขาเองก็อาจจะต้องพบเจอชะตากรรม​แบบนี้เช่นกัน
เฉิน​ซาน​ซือ​เดินออกมาข้างหน้า เเล้วกล่าว​ว่า "ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอจ่ายภาษีแทนพวกเขาได้หรือไม่?"
"พี่ซานซือ?" เมื่อได้ยินดังนั้น จางชุ่นก็รู้สึกละอายใจจนแทบอยากจะมุดดินหนี
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ยืนหยัดช่วยพี่ซานซือเรื่องเงิน เเล้วตอนนี้จะให้พี่ซานซือมาช่วยเขาได้อย่างไร?
พ่อแม่ของจางชุ่นก็รู้สึกอับอายเช่นกัน พวกเขาแทบอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ให้รู้เเล้ว​รู้รอด
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านที่มามุงดูก็พากันตกตะลึง
"หืม?" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีขมวดคิ้ว
"เจ้าหนุ่ม เจ้าแน่ใจนะว่าอยากจะเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่น?"
"ข้าไม่กล้าก้าวก่ายงานราชการของท่านหรอก" เฉินซานซือดึงเจ้าหน้าที่เก็บภาษีไปคุยกันที่มุมหนึ่ง แล้วชี้ไปที่ลุงจางพร้อมกับพูดเบาๆ
"แต่คนพิการแบบนี้จะไปทำงานหนักได้ยังไง? เดี๋ยวก็ตายกลางทางเเล้วเสียข้าวสุกไปเปล่าๆ"
เจ้าหน้าที่เก็บภาษียกคิ้วขึ้น "เจ้าหมายความว่ายังไง?"
เฉินซานซือล้วงเงินสองตำลึงยัดใส่มือเจ้าหน้าที่เก็บภาษีเงียบๆ
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องของตาแก่ปล่อยไปเถอะ ส่วนจางชุ่นน่ะ มันไม่เคารพท่าน สมควรแล้วที่จะต้องไปเป็นแรงงาน"
เขาทำได้แค่นี้จริงๆ
อีกฝ่ายจงใจเล่นงานจางชุ่นอยู่แล้ว ส่วนพ่อของจางชุ่นก็แค่โดนลูกหลงไปด้วย
ถ้าเฉินซานซือเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่จำเป็น ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์​ได้ แต่ยังอาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนอีกด้วย
เเละตอนที่เขาพูดอยู่นี้ ศิษย์สองคนจากสำนักยุทธก็จ้องมองเขาเขม็ง
เเค่ช่วยได้คนหนึ่งก็ดีมากเเล้ว
อย่างน้อยจางชุ่นก็ยังหนุ่ม ถ้าไปเป็นแรงงานก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาบ้าง
"หึหึ เจ้าหนุ่มนี่ฉลาดนี่" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีรู้สึกชอบใจ​มาก
เขารับเงินมาเพื่อสั่งสอนจางชุ่นอยู่แล้ว ส่วนตาแก่จะอยู่หรือจะไปก็ไม่สำคัญอะไร…ถ้าได้เงินเพิ่มอีกสองตำลึง ใครจะไม่อยากได้ล่ะ?
คิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บเงินไว้เงียบๆ แล้วประกาศว่า
"หัวหน้า​ครอบครัวจางจ่ายภาษีครบแล้ว ปล่อยตัวเขาไป ส่วนเด็กหนุ่มนี่ ส่งตัวไปเมืองเหอโจว!"
คำตัดสินถูกประกาศออกมา
เเละทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์​ต่างก็เข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น
"เจ้าซานซือใช้ได้เลยนี่ ทั้งไม่ไปขัดขาใคร แถมยังช่วยพ่อของจางชุ่นไว้ได้อีก"
"เจ้าหนุ่มนี่มีน้ำใจจริงๆ"
"เสียดายที่มันไม่ได้​เรียนหนังสือต่อ ไม่งั้นถ้าได้เป็นขุนนาง คงเป็นขุนนางที่ดีแน่ๆ"
"ซานซือ คราวนี้ข้ายอมรับเจ้าจริงๆ"
ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบแสดงความชื่นชมเฉินซานซือ
….
เฉินซานซือเดินไปหาเด็กหนุ่มผิวคล้ำแล้วตบบ่าเบาๆ
"ชุ่น…ข้าทำเต็มที่แล้ว"
"พี่ซานซือ!" จางชุ่นคุกเข่าลงทันที
"ท่านช่วยชีวิตพ่อของข้า, ถ้าข้ารอดกลับมาได้ ข้าจะมาเป็นวัวเป็นม้าเพื่อตอบแทนท่าน!"
หลังจาก​พูด​จบ​ เขาก็โค้งคำนับอีกสามครั้ง
"จะมาร้องไห้คร่ำครวญอะไรอีก! รีบไปได้แล้ว!"
เจ้าหน้าที่จากศาลเมืองลากตัวจางชุ่นออกไป ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บภาษีก็ดำเนินการตรวจสอบบ้านหลังต่อไป
เมื่อเห็นลูกชายถูกพาตัวไป ป้าหลี่ก็ร้องห่มร้องไห้จนสลบ ส่วนลุงจางก็นั่งนิ่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าว่างเปล่า
ภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันสุดท้ายของการเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วง
อย่างน้อยหนึ่งในสิบของผู้ชายในอำเภอผอหยางจะถูกจับตัวไป
เเละส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนา
นั่นก็เพราะ หลังจากการผูกขาดที่ดินมานานกว่าสามร้อยปี ที่ดินในอำเภอผอหยางกว่าเก้าส่วนก็ตกเป็นของเหล่าเศรษฐีและสำนักยุทธ
ชาวนาส่วนใหญ่เป็นแค่ผู้เช่า
ทุกปีต้องจ่ายผลผลิตครึ่งหนึ่งเป็นค่าเช่า แล้วยังต้องจ่ายภาษีอีก พวกเขา​จึงทำได้แค่ประทังชีวิตไปวันๆ
"ท่านผู้ใหญ่ไว้ชีวิตข้าด้วย!"
"หลายปีมานี้ผลผลิตไม่ดี แถมแต่ละหมู่บ้านยังต้องปลูก 'ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์' อีกหนึ่งส่วน โปรดเห็น​ใจพวกเรา​ด้วย!"
"เลิกพูดมาก! พาตัวไป!"
ราชวงศ์ต้าเซิ่งมีภาษีมากมายหลายรูปแบบ
ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ "ภาษีเทพเซียน"
ห้าสิบปีก่อน ในปีที่ยี่สิบเอ็ดแห่งรัชสมัยหลงชิ่ง จักรพรรดิหลงชิ่งฝันว่าได้พบกับเซียน เเละเซียนได้มอบเมล็ดพันธุ์​ให้พระองค์ กล่าวว่าเมล็ดพันธุ์​นี้สามารถปลูกเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ได้ และหากนำสมุนไพรนี้ไปบูชาเทพเซียน จะทำให้ราชวงศ์อยู่ยั่งยืนยง
ดังนั้น ตั้งแต่ปีที่ยี่สิบสองแห่งรัชสมัยหลงชิ่ง จักรพรรดิจึงมีพระราชโองการให้ทุกพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศต้องปลูก "ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์" อย่างน้อยหนึ่งในสิบ ส่วนใครที่ไม่มีที่ดินทำกินก็ต้องจ่ายเป็นเงินแทน
ปัญหาคือ "ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์" นี้ไม่ใช่สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย…มันไม่เพียงแต่กินไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีพิษร้ายแรงอีกด้วย, ถ้าคนธรรมดากินเข้าไปก็จะตายทันที!
ดังนั้น​ เท่ากับว่าทุกคนต้องเสียที่ดินไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ชีวิตของชาวนาที่ยากจนอยู่แล้วยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก
เฉินซานซือยืนดูอยู่ข้างคันนา
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็เห็นผู้ชายจากสามถึงสี่ครัวเรือนถูกจับตัวไป แม้แต่คนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบปีก็ไม่เว้น
ลำบากเหลือเกิน!
ชาวบ้านช่างลำบากเหลือ​เกิน!
ไม่เพียงแต่จะถูกกดขี่ข่มเหงทางวัตถุ แต่ยังถูกกดขี่ข่มเหงทางจิตใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือศิษย์สำนักยุทธ ก็ล้วนเเต่เป็นชนชั้นสูงที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ ตอนที่เฉินซานซือช่วยคน…แววตาที่ศิษย์สำนักยุทธสองคนนั้นมองมาที่เขา เขาจะไม่มีวันลืม
มันเหมือนกับว่าถ้าเขาพูดผิดแม้แต่คำเดียว ชีวิตของเขาก็จะตกอยู่ในอันตราย
ความรู้สึกแบบนี้มันแย่จริงๆ
เพียงเพราะเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา เขาจึงต้องถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง
ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจ
คำพูดของลุงซูไม่ถูกต้อง
ในยุคสมัยแบบนี้ การใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสำหรับชาวบ้านเป็นเรื่องเพ้อฝัน
มีแต่การนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อพลังอำนาจ​เท่านั้น​ ถึงจะมีโอกาสพลิกชีวิต!
"พรุ่งนี้ ข้าจะขอเข้าร่วมกองทัพ!"
…………………..