เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!

บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!

บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!


บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!

“ข้าจะถามพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย! ภาษีเนี่ย จะจ่ายหรือไม่จ่าย?!”

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีหรี่ตาลง มองครอบครัวสามคนตรงหน้าด้วยสีหน้าหงุดหงิด

เด็กน้อยจางชุ่นยืดอก เเล้วพูดอย่างมั่นใจ

"ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ภาษีฤดูใบไม้ร่วงที่บ้านข้าจ่ายไปตั้งแต่สิบวันก่อนแล้ว!"

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีชูสมุดบัญชีในมือขึ้นมา เเล้วสบถเสียงดังทันที​

"จ่ายแล้วเหรอ? เเล้วทำไมบนนี้ไม่มีชื่อบ้านเจ้าล่ะ?"

"เป็นไปไม่ได้!" จางชุ่นโพล่งขึ้นเสียง

"ข้าเห็นท่านเขียนกับตา! ท่านจะมาเก็บภาษีบ้านข้าซ้ำสองครั้งไม่ได้นะ!"

"ปากดีนักนะ!" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีฟาดแส้ลงบนตัวของเด็กหนุ่มจนล้มลงไปกองกับพื้น

"เเล้วทำไมข้าถึงไม่ไปเก็บซ้ำบ้านอื่น มาเก็บบ้านเจ้าที่เดียวทำไมล่ะ?!"

ด้วยพลังของเเส้ ใบหน้าของจางชุ่นได้มีรอยแผลเหวอะหวะปรากฏขึ้นทันที

เขากัดฟันแน่น เตรียมจะเถียงต่อ แต่ป้าหลี่รีบเข้ามาขวางไว้ เเล้วส่งยิ้มแหยๆให้เจ้าหน้าที่

"ชุ่นเอ๋ย หยุดพูดเถอะลูก ถ้าท่านผู้ยิ่งใหญ่บอกว่ายังไม่ได้จ่าย ก็แปลว่ายังไม่ได้จ่าย"

เด็กคนนี้ยังเด็กเกินไป เขาไม่เข้าใจความน่ากลัวของเจ้าหน้าที่เก็บภาษีหรอก

มีคำกล่าวว่า "ไม่กลัวขุนนาง กลัวแต่คนคุม" ถึงแม้เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่บางครั้งก็ยังน่ากลัวยิ่งกว่านายอำเภอเสียอีก!

"ท่านผู้ยิ่งใหญ่รอสักครู่ ข้าจะเข้าไปเอาเงินมาจ่ายให้ครบ!" ป้าหลี่ไม่รู้ว่าตนไปทำอะไรให้เจ้าหน้าที่ไม่พอใจ เเต่นางต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์​ตรงนี้ไปก่อน

นางรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน

เเต่ไม่นานนัก ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากในบ้าน

"เงิน... เงินหายไปไหนหมด!"

เงินเก็บทั้งหมดสิบสามตำลึงที่ซ่อนไว้ใต้โอ่งน้ำ หายวับไปกับตา!

ลุงจางที่ขาพิการได้ยินเสียงก็รีบเดินโซซัดโซเซเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นที่ซ่อนเงินว่างเปล่า เขาก็นั่งลงล้มไปกับพื้น

"โจร... มีโจร!"

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีหมดความอดทน ฟาดแส้ลงบนหลังของลุงจางสองครั้ง

"แกจะมาล้อเล่นกับพวกข้ารึไง?!"

"ท่านผู้ยิ่งใหญ่!" ลุงจางร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

"เงินของข้าอยู่ที่นี่จริงๆ มีตั้งสิบสามตำลึง สิบสามตำลึงเชียวนะขอรับ!"

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีแค่นเสียงเยาะ "หึ…ข้าก็บอกได้ว่าที่บ้านข้ามีทองคำตั้งสามพันตำลึง! ถ้าไม่มีเงินก็ยอมรับความผิดซะ!"

"พ่อ!"

เมื่อเห็นพ่อถูกตี จางชุ่นก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ แต่ก็ถูกแส้ฟาดจนล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด

เขานอนคว่ำหน้ากับพื้น ถึงตอนนี้​ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

จนกระทั่งเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยของชายสองคนในชุดขาวที่อยู่ในกลุ่มคนที่มามุงดู เขาก็ถึงบางอ้อ

"พวกแก... เป็นพวกแก!" จางชุ่นพยายามลุกขึ้นยืน แล้วพุ่งเข้าไปหาศิษย์สำนัก​ยุทธสองคนนั้น

"เอาเงินข้าคืนมา!"

"ไปตายซะ!" ศิษย์ร่างอ้วนเตะเด็กหนุ่มจนล้มลงไปอีกครั้ง

"มากล่าว​หาพวกเรา…มีหลักฐานใหมล่ะ?!"

"พวกแกสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่เก็บภาษี!" จางชุ่นโกรธจนตัวสั่น

"กล้าใส่ร้ายพวกเราเชียวหรือ!" เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าหน้าที่เก็บภาษีก็ฟาดแส้ลงมาอีกหลายครั้ง จนร่างกายของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยบาดแผล

"ไอ้ชาวบ้านชั้นต่ำ! เห่าหอนเหมือนหมาบ้าอยู่​ได้…จับมันไป”

“เอาตัวแก่ไปซ่อมกำแพงเมืองที่เมืองชางโจว ส่วนตัวเล็กส่งไปซ่อมคลองที่เมืองเหอโจว!”

ชาวบ้านที่มามุงดูพากันเงียบกริบ

ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร

เพราะไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือจอมยุทธ ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าต่อกรด้วย

ร่างกายของจางชุ่นเต็มไปด้วยเลือดและดินโคลน เขาร้องโวยวายด้วยความคับแค้นใจ

เขาทำงานหนักแทบตายมาสี่ปี เก็บหอมรอมริบเพื่อที่จะได้เรียนวิทยายุทธ หวังว่าจะได้มีชีวิตที่สุขสบายขึ้นในอนาคต…เเต่ทำไมเขาถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย?

เป็นเพราะเขาพยายามไม่มากพอหรือ?

"ชุ่น!"

ทันใดนั้น​ เสียงกึกก้องก็ดังขึ้นมา

เฉินซานซือเบียดตัวเข้ามาในฝูงชน

, เมื่อเห็นศิษย์สองคนจากสำนักยุทธเขาก็พอจะเดาเรื่องราวได้ทั้งหมด

จางชุ่นไปสาดฉี่ใส่พวกมัน พวกมันเลยวางแผนแก้แค้นด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่เก็บภาษีให้มาเก็บภาษีซ้ำ แล้วยังขโมยเงินเก็บของครอบครัวจางชุ่นเพื่อที่จะทำลายชีวิตของพวกเขาอีก

ยิ่งคิด เฉินซานซือก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว

ถ้าฉินสงยอมเสียเงินติดสินบน เขาเองก็อาจจะต้องพบเจอชะตากรรม​แบบนี้เช่นกัน

เฉิน​ซาน​ซือ​เดินออกมาข้างหน้า เเล้วกล่าว​ว่า "ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอจ่ายภาษีแทนพวกเขาได้หรือไม่?"

"พี่ซานซือ?" เมื่อได้ยินดังนั้น จางชุ่นก็รู้สึกละอายใจจนแทบอยากจะมุดดินหนี

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ยืนหยัดช่วยพี่ซานซือเรื่องเงิน เเล้วตอนนี้จะให้พี่ซานซือมาช่วยเขาได้อย่างไร?

พ่อแม่ของจางชุ่นก็รู้สึกอับอายเช่นกัน พวกเขาแทบอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ให้รู้เเล้ว​รู้รอด

ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านที่มามุงดูก็พากันตกตะลึง

"หืม?" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีขมวดคิ้ว

"เจ้าหนุ่ม เจ้าแน่ใจนะว่าอยากจะเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่น?"

"ข้าไม่กล้าก้าวก่ายงานราชการของท่านหรอก" เฉินซานซือดึงเจ้าหน้าที่เก็บภาษีไปคุยกันที่มุมหนึ่ง แล้วชี้ไปที่ลุงจางพร้อมกับพูดเบาๆ

"แต่คนพิการแบบนี้จะไปทำงานหนักได้ยังไง? เดี๋ยวก็ตายกลางทางเเล้วเสียข้าวสุกไปเปล่าๆ"

เจ้าหน้าที่เก็บภาษียกคิ้วขึ้น "เจ้าหมายความว่ายังไง?"

เฉินซานซือล้วงเงินสองตำลึงยัดใส่มือเจ้าหน้าที่เก็บภาษีเงียบๆ

"ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เรื่องของตาแก่ปล่อยไปเถอะ ส่วนจางชุ่นน่ะ มันไม่เคารพท่าน สมควรแล้วที่จะต้องไปเป็นแรงงาน"

เขาทำได้แค่นี้จริงๆ

อีกฝ่ายจงใจเล่นงานจางชุ่นอยู่แล้ว ส่วนพ่อของจางชุ่นก็แค่โดนลูกหลงไปด้วย

ถ้าเฉินซานซือเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่จำเป็น ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์​ได้ แต่ยังอาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนอีกด้วย

เเละตอนที่เขาพูดอยู่นี้ ศิษย์สองคนจากสำนักยุทธก็จ้องมองเขาเขม็ง

เเค่ช่วยได้คนหนึ่งก็ดีมากเเล้ว

อย่างน้อยจางชุ่นก็ยังหนุ่ม ถ้าไปเป็นแรงงานก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิตกลับมาบ้าง

"หึหึ เจ้าหนุ่มนี่ฉลาดนี่" เจ้าหน้าที่เก็บภาษีรู้สึกชอบใจ​มาก

เขารับเงินมาเพื่อสั่งสอนจางชุ่นอยู่แล้ว ส่วนตาแก่จะอยู่หรือจะไปก็ไม่สำคัญอะไร…ถ้าได้เงินเพิ่มอีกสองตำลึง ใครจะไม่อยากได้ล่ะ?

คิดได้ดังนั้น เขาก็เก็บเงินไว้เงียบๆ แล้วประกาศว่า

"หัวหน้า​ครอบครัวจางจ่ายภาษีครบแล้ว ปล่อยตัวเขาไป ส่วนเด็กหนุ่มนี่ ส่งตัวไปเมืองเหอโจว!"

คำตัดสินถูกประกาศออกมา

เเละทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์​ต่างก็เข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น

"เจ้าซานซือใช้ได้เลยนี่ ทั้งไม่ไปขัดขาใคร แถมยังช่วยพ่อของจางชุ่นไว้ได้อีก"

"เจ้าหนุ่มนี่มีน้ำใจจริงๆ"

"เสียดายที่มันไม่ได้​เรียนหนังสือต่อ ไม่งั้นถ้าได้เป็นขุนนาง คงเป็นขุนนางที่ดีแน่ๆ"

"ซานซือ คราวนี้ข้ายอมรับเจ้าจริงๆ"

ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบแสดงความชื่นชมเฉินซานซือ

….

เฉินซานซือเดินไปหาเด็กหนุ่มผิวคล้ำแล้วตบบ่าเบาๆ

"ชุ่น…ข้าทำเต็มที่แล้ว"

"พี่ซานซือ!" จางชุ่นคุกเข่าลงทันที

"ท่านช่วยชีวิตพ่อของข้า, ถ้าข้ารอดกลับมาได้ ข้าจะมาเป็นวัวเป็นม้าเพื่อตอบแทนท่าน!"

หลังจาก​พูด​จบ​ เขาก็โค้งคำนับอีกสามครั้ง

"จะมาร้องไห้คร่ำครวญอะไรอีก! รีบไปได้แล้ว!"

เจ้าหน้าที่จากศาลเมืองลากตัวจางชุ่นออกไป ส่วนเจ้าหน้าที่เก็บภาษีก็ดำเนินการตรวจสอบบ้านหลังต่อไป

เมื่อเห็นลูกชายถูกพาตัวไป ป้าหลี่ก็ร้องห่มร้องไห้จนสลบ ส่วนลุงจางก็นั่งนิ่งอยู่ที่พื้นด้วยสีหน้าว่างเปล่า

ภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันสุดท้ายของการเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วง

อย่างน้อยหนึ่งในสิบของผู้ชายในอำเภอผอหยางจะถูกจับตัวไป

เเละส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนา

นั่นก็เพราะ หลังจากการผูกขาดที่ดินมานานกว่าสามร้อยปี ที่ดินในอำเภอผอหยางกว่าเก้าส่วนก็ตกเป็นของเหล่าเศรษฐีและสำนักยุทธ

ชาวนาส่วนใหญ่เป็นแค่ผู้เช่า

ทุกปีต้องจ่ายผลผลิตครึ่งหนึ่งเป็นค่าเช่า แล้วยังต้องจ่ายภาษีอีก พวกเขา​จึงทำได้แค่ประทังชีวิตไปวันๆ

"ท่านผู้ใหญ่ไว้ชีวิตข้าด้วย!"

"หลายปีมานี้ผลผลิตไม่ดี แถมแต่ละหมู่บ้านยังต้องปลูก 'ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์' อีกหนึ่งส่วน โปรดเห็น​ใจพวกเรา​ด้วย!"

"เลิกพูดมาก! พาตัวไป!"

ราชวงศ์ต้าเซิ่งมีภาษีมากมายหลายรูปแบบ

ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ "ภาษีเทพเซียน"

ห้าสิบปีก่อน ในปีที่ยี่สิบเอ็ดแห่งรัชสมัยหลงชิ่ง จักรพรรดิหลงชิ่งฝันว่าได้พบกับเซียน เเละเซียนได้มอบเมล็ดพันธุ์​ให้พระองค์ กล่าวว่าเมล็ดพันธุ์​นี้สามารถปลูกเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ได้ และหากนำสมุนไพรนี้ไปบูชาเทพเซียน จะทำให้ราชวงศ์อยู่ยั่งยืนยง

ดังนั้น ตั้งแต่ปีที่ยี่สิบสองแห่งรัชสมัยหลงชิ่ง จักรพรรดิจึงมีพระราชโองการให้ทุกพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศต้องปลูก "ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์" อย่างน้อยหนึ่งในสิบ ส่วนใครที่ไม่มีที่ดินทำกินก็ต้องจ่ายเป็นเงินแทน

ปัญหาคือ "ธัญพืชศักดิ์สิทธิ์" นี้ไม่ใช่สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย…มันไม่เพียงแต่กินไม่ได้เท่านั้น แต่ยังมีพิษร้ายแรงอีกด้วย, ถ้าคนธรรมดากินเข้าไปก็จะตายทันที!

ดังนั้น​ เท่ากับว่าทุกคนต้องเสียที่ดินไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ชีวิตของชาวนาที่ยากจนอยู่แล้วยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก

เฉินซานซือยืนดูอยู่ข้างคันนา

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็เห็นผู้ชายจากสามถึงสี่ครัวเรือนถูกจับตัวไป แม้แต่คนแก่อายุหกสิบเจ็ดสิบปีก็ไม่เว้น

ลำบากเหลือเกิน!

ชาวบ้านช่างลำบากเหลือ​เกิน!

ไม่เพียงแต่จะถูกกดขี่ข่มเหงทางวัตถุ แต่ยังถูกกดขี่ข่มเหงทางจิตใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือศิษย์สำนักยุทธ ก็ล้วนเเต่เป็นชนชั้นสูงที่ไม่มีใครกล้าต่อกร

อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ ตอนที่เฉินซานซือช่วยคน…แววตาที่ศิษย์สำนักยุทธสองคนนั้นมองมาที่เขา เขาจะไม่มีวันลืม

มันเหมือนกับว่าถ้าเขาพูดผิดแม้แต่คำเดียว ชีวิตของเขาก็จะตกอยู่ในอันตราย

ความรู้สึกแบบนี้มันแย่จริงๆ

เพียงเพราะเขาเป็นชาวบ้านธรรมดา เขาจึงต้องถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง

ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจ

คำพูดของลุงซูไม่ถูกต้อง

ในยุคสมัยแบบนี้ การใช้ชีวิตอย่างสงบสุขสำหรับชาวบ้านเป็นเรื่องเพ้อฝัน

มีแต่การนำตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อพลังอำนาจ​เท่านั้น​ ถึงจะมีโอกาสพลิกชีวิต!

"พรุ่งนี้ ข้าจะขอเข้าร่วมกองทัพ!"

…………………..

จบบทที่ บทที่ 11 : ความสงบสุขคือความเพ้อฝัน!

คัดลอกลิงก์แล้ว