- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ
บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ
บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ
บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ
หลังจาก​ไม่มีใครคอยมาหาเรื่อง เฉินซานซือจึงใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข
ในห้าวันที่ผ่านมา เขาออกไปล่าสัตว์บนเขา ขายของที่ร้านอาหาร แล้วกลับบ้านนอนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน
ส่วนฉินสง…
ศพของมันถูกหมาป่ากัดกินจนเหลือแต่กระดูกตั้งแต่วันที่สอง เเละเขายังถือโอกาสยิงหมาป่าตายไปอีกหลายตัวด้วย
“กระต่ายป่าหนึ่งตัวน้ำหนัก​หกชั่ง ไก่ป่าสองตัวห้าชั่งสามตำลึง แถมกวางอีกหนึ่งตัว ห้าสิบชั่ง…”
ณ ร้านอาหารปาเป่า
เฉินซานซือมาขายของป่าที่นี่เป็นประจำ ราวกับเป็นจุดส่งเควสในเกม
เถ้าแก่หลิวหงต้าดีดลูกคิดเเล้วบอกว่า​
“พอดีหนึ่งตำลึงเงิน รับไป!”
หนึ่งตำลึงเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านเมืองวุ่นวายจนเก็บภาษี​มหาศาล…รายได้​แค่นี้ก็พอเลี้ยงครอบครัวคนธรรมดาไปได้ทั้งเดือนแล้ว
แต่ครั้งนี้​เฉิน​ซาน​ซือ​กลับดูไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก…เพราะไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้เงินเจ็ดตำลึงมา
และหมูป่าไม่ได้หาเจอง่ายๆขนาดนั้น
“ถ้าได้ไปภูเขาทางเหนือก็ดีสิ”
“ลุงจ้าวเคยเล่าให้ฟังว่า ในป่าลึกจริงๆมีโอกาสเจอ ‘สัตว์อสูร’...เเค่ตัวเดียวก็ขายได้ตั้งแต่สิบตำลึงขึ้นไป บางตัวยังขายได้ราคาแพงมหาศาลอีกด้วย!”
“เสียดาย…ที่ข้าไม่มีเส้นสาย”
ทางเหนือของเขตภูเขาชั้นที่สองถูกยึดครองโดยพวกฝึกยุทธทั้งหมด ถ้านายพรานบ้านนอกอย่างเขาเข้าไปที่นั่น อย่างเบาก็แค่โดนตบตี…อย่างหนักอาจจะถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอด พวกนั้นมันโหดเหี้ยมมาก!
“ต้องหาข้อมูลเรื่องสำนักยุทธให้ได้”
คิดได้ดังนั้น เฉินซานซือจึงยังไม่รีบกลับ
เขารออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เห็นจางชุ่นถือตะกร้าใส่ปลามาขายของ
พอพูดถึงเรื่องสำนักยุทธ ชุ่นก็เริ่มบ่นพึมพำ
“พี่อย่าพูดถึงมันเลย! ไอ้สองคนนั้นมันไม่ได้คิดจะช่วยข้าจริงๆสักหน่อย มันหลอกกินฟรี ทำให้ข้าเสียเงินไปตั้งสองตำลึง แต่ว่านะ…”
ทันใดนั้น​เขาก็ลดเสียงลง
“ข้าก็ไม่ได้ปล่อยมันไปง่ายๆหรอกนะ เมื่อวานข้าใช้กับดักสาดฉี่เมใส่พวกมันทั้งตัว สะใจชะมัด!”
“พวกมันรู้รึเปล่าว่าเจ้าทำ?”
เฉินซานซือรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก
ช่วงนี้เขาเดินทางเข้าออกเมืองบ่อยๆเเละได้เจอศิษย์สำนักยุทธหลายคน พวกนั้นมักจะกักขฬะ บางครั้งถึงขั้นทำร้ายชาวบ้านกลางถนนโดยไม่มีเหตุผล
การที่ชุ่นทำแบบนี้ อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองได้
บางเรื่อง ถ้าไม่ทำก็อย่าทำ ถ้าทำแล้วก็ต้องทำให้เด็ดขาด
“ไม่ต้องห่วงพี่ พวกมันไม่เห็นข้าหรอก”
จากนั้น​จางชุ่นเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่พี่ซานซือ พี่ก็จะฝึกยุทธไม่ใช่เหรอ มีแผนยังไงบ้าง?”
เฉินซานซือส่ายหัว
“แล้วเจ้าล่ะ?”
“เฮ้อ ข้าก็กลุ้มใจเหมือนกัน” จางชุ่นถอนหายใจ
“นอกจากสี่สำนักใหญ่แล้ว สำนักยุทธอื่นๆในเมืองก็ไม่ได้ราคาถูกกว่าเท่าไหร่ แถมเข้าไปแล้วยังต้องทำงานหนักอีกสองปีกว่าจะได้เริ่มฝึกวิชาจริงๆ…อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี ถึงจะได้เรียนวิชาชั้นยอด”
“แต่พวกเราจะทำอะไรได้ ข้าก็คงต้องลองหาสำนักยุทธที่ชื่อเสียงดีๆหน่อยดู”
ข้อมูลที่เฉินซานซือรู้มาก็ไม่ต่างกัน
ยุคนี้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตด้วยการอ่านหนังสือก็ยาก อยากจะเปลี่ยนชีวิตด้วยการฝึกยุทธยิ่งยากกว่า
สรุปก็คือ ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราอย่าหวังจะมีชีวิตที่ดี!
เเละจะให้เขาไปเสียเวลาฝึกวิชาไร้สาระในสำนักยุทธกระจอกๆสามถึงห้าปี นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
เเต่นอกจากสำนักยุทธแล้ว มันยังมีที่อื่นที่สามารถฝึกยุทธได้อีก…
นั่นคือ….[กองทหารประจำการ!]
แต่ถ้าเป็นทหาร ก็ต้องออกไปรบฆ่าศัตรู แถมตอนนี้บ้านเมืองยังวุ่นวายอีก
เเต่ลองไปถามดูก่อนก็แล้วกัน
เฉินซานซือบอกลาชุ่น แล้วไปหาลุงซูที่ตลาด
พอได้ยินคำถามของเขา ลุงซูก็อดขำไม่ได้
“เป็นทหารต้องใช้เงินเท่าไหร่งั้นเหรอ?”
“เจ้าหนูซานซือ เจ้าโง่รึเปล่า เป็นทหารไม่ต้องเสียเงินสักแดง พวกเขายังต้องจ่ายเงินให้เจ้าด้วยซ้ำ!”
“ทางกองทหารอยากรับคนแทบตาย แต่จะมีใครอยากไปกันเลย”
ราชวงศ์ต้าเซิ่งอยู่มานานกว่าสามร้อยห้าสิบปีแล้ว
หลังจากที่จักรพรรดิไท่จู่สถาปนาราชวงศ์ ก็ได้บังคับใช้ระบบกองทหารประจำการ
พูดง่ายๆก็คือระบบทหารหาเลี้ยงตัว​เอง
ในพื้นที่​ทหารจะให้ พื้นที่​ทำไร่เจ็ดส่วน…เฝ้าระวังสามส่วน
ตอนก่อตั้งราชวงศ์ มีทหารถึงสามล้านนาย และสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้
จักรพรรดิไท่จู่เคยตรัสไว้ว่า “ทหารต้าเซิ่ง ไม่ต้องกินข้าวของชาวบ้านแม้แต่เมล็ดเดียว”
“คล้ายกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”
เฉินซานซือนึกถึงบุคคลสำคัญในชาติที่แล้ว ที่เริ่มต้นจากแค่ชามข้าวใบเดียว แต่กลับสามารถสร้างอาณาจักรขึ้นมาได้
เเต่มันก็เป็นเช่นเดียวกับราชวงศ์หมิง ระบบกองทหารประจำการของต้าเซิ่งก็เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา จนแทบจะล่มสลาย
ห้าสิบปีก่อน อัครเสนาบดีได้ทำการปฏิรูป ทำให้ระบบนี้ยังคงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
แต่ฟังจากน้ำเสียงของลุงซูแล้ว การปฏิรูปดูเหมือนจะไม่ได้ผลมากนัก แค่รักษาหน้าตาเอาไว้ได้ แต่ความจริงแล้วระบบก็ยังคงอยู่บนขอบเหวแห่งความล่มสลาย
‘สามร้อยห้าสิบปีก็ถือว่าไม่เลวแล้ว’
‘ราชวงศ์หมิงยังอยู่ได้ไม่ถึงสามร้อยปีเลยด้วยซ้ำ’
‘ราชวงศ์ต้าเซิ่งอยู่ได้นานกว่าราชวงศ์หมิงตั้งเจ็ดสิบปีเพราะอะไร เพราะไม่มีนักเรียนนอกมาเป็นจักรพรรดิ…หรือเพราะโลกนี้มีนักรบ สามารถใช้กำลังปราบปราม เลยทำให้อายุราชวงศ์ยั่ง​ยืนขึ้น?’
“เจ้าหนูซานซือ เจ้าอยากฝึกยุทธงั้นรึ?” ลุงซูถามขึ้นมา
เฉินซานซือพยักหน้ารับ
“ถ้าเจ้าแค่อยากจะฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง สำนักยุทธในเมืองผอหยางก็พอจะช่วยเจ้าได้ แต่ถ้าเจ้าอยากจะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยุทธจริงๆ พวกนั้นยังไม่พอหรอก”
“ทางเลือกก็คือ เข้าสำนักใหญ่ระดับจังหวัด”
“หรือไม่ก็…เข้ากองทัพ”
“ใต้หล้านี้ จะไปมีสำนักไหนใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าราชสำนักอีกเล่า?” ลุงซูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าหนู กลับไปคิดให้ดีๆ…ถ้าเจ้าอยากเป็นทหารจริงๆ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”
“แต่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย จะเป็นทหารไปทำไมกัน?”
“เอาจริงๆนะ แค่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ…ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ดีอยู่แล้ว”
“อย่างลูกชายโง่ๆของข้า เอาแต่คิดจะสร้างชื่อเสียง ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีวาสนารึเปล่า เฮ้อ…”
“ขอบคุณครับลุงซู”
เฉินซานซือประสานมือลา
เรื่องนี้เขาต้องคิดให้ดีจริงๆ
หลังจาก​นั้น​ เขาก็เดินกลับบ้านด้วยความคิดมากมาย
เเต่ยังไม่ทันถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างใน
ณ เวลานี้​มีชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวเข้ม คาดดาบไว้ที่เอว พาคนสี่ห้าคนมาดักถามชาวบ้าน เหมือนกำลังตามหาใครบางคน
ด้วยประสาทสัมผัสการได้ยินที่เฉียบคมขึ้น…เฉินซานซือจึงได้ยินบทสนทนาตั้งแต่ไกล แต่เขาก็ไม่ได้หลบหนี​ เดินตรงเข้าไป และก็โดนเรียกตัวไว้ตามคาด
“ขอโทษนะ รบกวนหยุดก่อน”
ชายหนุ่มที่เป็นผู้นำดูภูมิฐาน พูดจาเรียบร้อย แต่วิธีที่เขามองคนอื่นกลับแฝงไปด้วยความดูถูก
“เจ้าเคยเห็นพี่ชายของข้า ฉินสงบ้างไหม?”
“พี่ฉิน?”
เฉินซานซือทำหน้าตาปกติ “ข้าเจอเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน มีอะไรรึเปล่า?”
ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ห้าวันที่แล้ว พี่ชายของข้าหายตัวไป ตอนนี้ยังหาตัวไม่พบเลย”
“หายตัวไป? เป็นไปไม่ได้!”
เฉินซานซือแสร้งทำเป็นตกใจ “พี่ฉินอยู่ดีๆจะหายตัวไปได้ยังไง?”
ฉินเฟิงส่ายหัว “ถ้าเจ้ามีเบาะแสอะไร ช่วยบอกข้าหน่อยสิ”
เฉินซานซือลูบคางทำท่าครุ่นคิด​
“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีพวกป่าเถื่อนลอบเข้ามาในเมืองผอหยางเพื่อฆ่านายอำเภอ ข้าไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รึเปล่านะ”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ฉินเฟิงก็ไม่สนใจเขาอีก เเล้วหันไปถามคนอื่นต่อ
‘น้องชายไอ้ฉินสง ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นยังไง’
‘ลูกศิษย์ข้างๆเรียกมันว่าศิษย์พี่ ดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูงพอสมควร’
‘ถ้าข้าลอบโจมตี จะยิงมันตายได้ไหมนะ?’
‘ไม่….ข้าต้องฝึกยุทธให้ได้!’
เฉินซานซือผลักประตูบ้านเข้าไป เเต่เขากลับไม่ได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคย
“ซินหลันยังไม่กลับมาอีกเหรอ?”
“ไม่น่าจะใช่”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าที่ดูร้อนรนดังมาจากหน้าบ้าน
“พี่ซานซือ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” เฉินซานซือถาม
“เจ้าหน้าที่เก็บภาษี…เก็บภาษี…”
กู้ซินหลันยืนหอบอยู่ที่ประตู พูดแทบไม่เป็นคำ
เฉินซานซือนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจ่ายภาษี
ทุกปี เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะพาคนจากศาลเมืองมาตรวจสอบทีละบ้าน ใครที่จ่ายภาษีไม่ครบก็จะถูกจับไปเป็นแรงงาน
“ใจเย็นๆค่อยๆพูด”
กู้ซินหลันพูดตะกุกตะกัก
“พี่ซานซือรีบไปดูป้าหลี่เร็ว บ้านป้าหลี่จ่ายภาษีไม่ไหว กำลังจะโดนจับตัวไปแล้ว!”
…………………….