เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ

บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ

บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ


บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ

หลังจาก​ไม่มีใครคอยมาหาเรื่อง เฉินซานซือจึงใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข

ในห้าวันที่ผ่านมา เขาออกไปล่าสัตว์บนเขา ขายของที่ร้านอาหาร แล้วกลับบ้านนอนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

ส่วนฉินสง…

ศพของมันถูกหมาป่ากัดกินจนเหลือแต่กระดูกตั้งแต่วันที่สอง เเละเขายังถือโอกาสยิงหมาป่าตายไปอีกหลายตัวด้วย

“กระต่ายป่าหนึ่งตัวน้ำหนัก​หกชั่ง ไก่ป่าสองตัวห้าชั่งสามตำลึง แถมกวางอีกหนึ่งตัว ห้าสิบชั่ง…”

ณ ร้านอาหารปาเป่า

เฉินซานซือมาขายของป่าที่นี่เป็นประจำ ราวกับเป็นจุดส่งเควสในเกม

เถ้าแก่หลิวหงต้าดีดลูกคิดเเล้วบอกว่า​

“พอดีหนึ่งตำลึงเงิน รับไป!”

หนึ่งตำลึงเงิน ถ้าไม่ใช่เพราะบ้านเมืองวุ่นวายจนเก็บภาษี​มหาศาล…รายได้​แค่นี้ก็พอเลี้ยงครอบครัวคนธรรมดาไปได้ทั้งเดือนแล้ว

แต่ครั้งนี้​เฉิน​ซาน​ซือ​กลับดูไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก…เพราะไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้เงินเจ็ดตำลึงมา

และหมูป่าไม่ได้หาเจอง่ายๆขนาดนั้น

“ถ้าได้ไปภูเขาทางเหนือก็ดีสิ”

“ลุงจ้าวเคยเล่าให้ฟังว่า ในป่าลึกจริงๆมีโอกาสเจอ ‘สัตว์อสูร’...เเค่ตัวเดียวก็ขายได้ตั้งแต่สิบตำลึงขึ้นไป บางตัวยังขายได้ราคาแพงมหาศาลอีกด้วย!”

“เสียดาย…ที่ข้าไม่มีเส้นสาย”

ทางเหนือของเขตภูเขาชั้นที่สองถูกยึดครองโดยพวกฝึกยุทธทั้งหมด ถ้านายพรานบ้านนอกอย่างเขาเข้าไปที่นั่น อย่างเบาก็แค่โดนตบตี…อย่างหนักอาจจะถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอด พวกนั้นมันโหดเหี้ยมมาก!

“ต้องหาข้อมูลเรื่องสำนักยุทธให้ได้”

คิดได้ดังนั้น เฉินซานซือจึงยังไม่รีบกลับ

เขารออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เห็นจางชุ่นถือตะกร้าใส่ปลามาขายของ

พอพูดถึงเรื่องสำนักยุทธ ชุ่นก็เริ่มบ่นพึมพำ

“พี่อย่าพูดถึงมันเลย! ไอ้สองคนนั้นมันไม่ได้คิดจะช่วยข้าจริงๆสักหน่อย มันหลอกกินฟรี ทำให้ข้าเสียเงินไปตั้งสองตำลึง แต่ว่านะ…”

ทันใดนั้น​เขาก็ลดเสียงลง

“ข้าก็ไม่ได้ปล่อยมันไปง่ายๆหรอกนะ เมื่อวานข้าใช้กับดักสาดฉี่เมใส่พวกมันทั้งตัว สะใจชะมัด!”

“พวกมันรู้รึเปล่าว่าเจ้าทำ?”

เฉินซานซือรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก

ช่วงนี้เขาเดินทางเข้าออกเมืองบ่อยๆเเละได้เจอศิษย์สำนักยุทธหลายคน พวกนั้นมักจะกักขฬะ บางครั้งถึงขั้นทำร้ายชาวบ้านกลางถนนโดยไม่มีเหตุผล

การที่ชุ่นทำแบบนี้ อาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเองได้

บางเรื่อง ถ้าไม่ทำก็อย่าทำ ถ้าทำแล้วก็ต้องทำให้เด็ดขาด

“ไม่ต้องห่วงพี่ พวกมันไม่เห็นข้าหรอก”

จากนั้น​จางชุ่นเปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่พี่ซานซือ พี่ก็จะฝึกยุทธไม่ใช่เหรอ มีแผนยังไงบ้าง?”

เฉินซานซือส่ายหัว

“แล้วเจ้าล่ะ?”

“เฮ้อ ข้าก็กลุ้มใจเหมือนกัน” จางชุ่นถอนหายใจ

“นอกจากสี่สำนักใหญ่แล้ว สำนักยุทธอื่นๆในเมืองก็ไม่ได้ราคาถูกกว่าเท่าไหร่ แถมเข้าไปแล้วยังต้องทำงานหนักอีกสองปีกว่าจะได้เริ่มฝึกวิชาจริงๆ…อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี ถึงจะได้เรียนวิชาชั้นยอด”

“แต่พวกเราจะทำอะไรได้ ข้าก็คงต้องลองหาสำนักยุทธที่ชื่อเสียงดีๆหน่อยดู”

ข้อมูลที่เฉินซานซือรู้มาก็ไม่ต่างกัน

ยุคนี้ ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตด้วยการอ่านหนังสือก็ยาก อยากจะเปลี่ยนชีวิตด้วยการฝึกยุทธยิ่งยากกว่า

สรุปก็คือ ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราอย่าหวังจะมีชีวิตที่ดี!

เเละจะให้เขาไปเสียเวลาฝึกวิชาไร้สาระในสำนักยุทธกระจอกๆสามถึงห้าปี นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

เเต่นอกจากสำนักยุทธแล้ว มันยังมีที่อื่นที่สามารถฝึกยุทธได้อีก…

นั่นคือ….[กองทหารประจำการ!]

แต่ถ้าเป็นทหาร ก็ต้องออกไปรบฆ่าศัตรู แถมตอนนี้บ้านเมืองยังวุ่นวายอีก

เเต่ลองไปถามดูก่อนก็แล้วกัน

เฉินซานซือบอกลาชุ่น แล้วไปหาลุงซูที่ตลาด

พอได้ยินคำถามของเขา ลุงซูก็อดขำไม่ได้

“เป็นทหารต้องใช้เงินเท่าไหร่งั้นเหรอ?”

“เจ้าหนูซานซือ เจ้าโง่รึเปล่า เป็นทหารไม่ต้องเสียเงินสักแดง พวกเขายังต้องจ่ายเงินให้เจ้าด้วยซ้ำ!”

“ทางกองทหารอยากรับคนแทบตาย แต่จะมีใครอยากไปกันเลย”

ราชวงศ์ต้าเซิ่งอยู่มานานกว่าสามร้อยห้าสิบปีแล้ว

หลังจากที่จักรพรรดิไท่จู่สถาปนาราชวงศ์ ก็ได้บังคับใช้ระบบกองทหารประจำการ

พูดง่ายๆก็คือระบบทหารหาเลี้ยงตัว​เอง

ในพื้นที่​ทหารจะให้ พื้นที่​ทำไร่เจ็ดส่วน…เฝ้าระวังสามส่วน

ตอนก่อตั้งราชวงศ์ มีทหารถึงสามล้านนาย และสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้

จักรพรรดิไท่จู่เคยตรัสไว้ว่า “ทหารต้าเซิ่ง ไม่ต้องกินข้าวของชาวบ้านแม้แต่เมล็ดเดียว”

“คล้ายกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

เฉินซานซือนึกถึงบุคคลสำคัญในชาติที่แล้ว ที่เริ่มต้นจากแค่ชามข้าวใบเดียว แต่กลับสามารถสร้างอาณาจักรขึ้นมาได้

เเต่มันก็เป็นเช่นเดียวกับราชวงศ์หมิง ระบบกองทหารประจำการของต้าเซิ่งก็เสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา จนแทบจะล่มสลาย

ห้าสิบปีก่อน อัครเสนาบดีได้ทำการปฏิรูป ทำให้ระบบนี้ยังคงอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

แต่ฟังจากน้ำเสียงของลุงซูแล้ว การปฏิรูปดูเหมือนจะไม่ได้ผลมากนัก แค่รักษาหน้าตาเอาไว้ได้ แต่ความจริงแล้วระบบก็ยังคงอยู่บนขอบเหวแห่งความล่มสลาย

‘สามร้อยห้าสิบปีก็ถือว่าไม่เลวแล้ว’

‘ราชวงศ์หมิงยังอยู่ได้ไม่ถึงสามร้อยปีเลยด้วยซ้ำ’

‘ราชวงศ์ต้าเซิ่งอยู่ได้นานกว่าราชวงศ์หมิงตั้งเจ็ดสิบปีเพราะอะไร เพราะไม่มีนักเรียนนอกมาเป็นจักรพรรดิ…หรือเพราะโลกนี้มีนักรบ สามารถใช้กำลังปราบปราม เลยทำให้อายุราชวงศ์ยั่ง​ยืนขึ้น?’

“เจ้าหนูซานซือ เจ้าอยากฝึกยุทธงั้นรึ?” ลุงซูถามขึ้นมา

เฉินซานซือพยักหน้ารับ

“ถ้าเจ้าแค่อยากจะฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง สำนักยุทธในเมืองผอหยางก็พอจะช่วยเจ้าได้ แต่ถ้าเจ้าอยากจะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งยุทธจริงๆ พวกนั้นยังไม่พอหรอก”

“ทางเลือกก็คือ เข้าสำนักใหญ่ระดับจังหวัด”

“หรือไม่ก็…เข้ากองทัพ”

“ใต้หล้านี้ จะไปมีสำนักไหนใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าราชสำนักอีกเล่า?” ลุงซูพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เจ้าหนู กลับไปคิดให้ดีๆ…ถ้าเจ้าอยากเป็นทหารจริงๆ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”

“แต่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย จะเป็นทหารไปทำไมกัน?”

“เอาจริงๆนะ แค่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ…ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ดีอยู่แล้ว”

“อย่างลูกชายโง่ๆของข้า เอาแต่คิดจะสร้างชื่อเสียง ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีวาสนารึเปล่า เฮ้อ…”

“ขอบคุณครับลุงซู”

เฉินซานซือประสานมือลา

เรื่องนี้เขาต้องคิดให้ดีจริงๆ

หลังจาก​นั้น​ เขาก็เดินกลับบ้านด้วยความคิดมากมาย

เเต่ยังไม่ทันถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างใน

ณ เวลานี้​มีชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวเข้ม คาดดาบไว้ที่เอว พาคนสี่ห้าคนมาดักถามชาวบ้าน เหมือนกำลังตามหาใครบางคน

ด้วยประสาทสัมผัสการได้ยินที่เฉียบคมขึ้น…เฉินซานซือจึงได้ยินบทสนทนาตั้งแต่ไกล แต่เขาก็ไม่ได้หลบหนี​ เดินตรงเข้าไป และก็โดนเรียกตัวไว้ตามคาด

“ขอโทษนะ รบกวนหยุดก่อน”

ชายหนุ่มที่เป็นผู้นำดูภูมิฐาน พูดจาเรียบร้อย แต่วิธีที่เขามองคนอื่นกลับแฝงไปด้วยความดูถูก

“เจ้าเคยเห็นพี่ชายของข้า ฉินสงบ้างไหม?”

“พี่ฉิน?”

เฉินซานซือทำหน้าตาปกติ “ข้าเจอเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน มีอะไรรึเปล่า?”

ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ห้าวันที่แล้ว พี่ชายของข้าหายตัวไป ตอนนี้ยังหาตัวไม่พบเลย”

“หายตัวไป? เป็นไปไม่ได้!”

เฉินซานซือแสร้งทำเป็นตกใจ “พี่ฉินอยู่ดีๆจะหายตัวไปได้ยังไง?”

ฉินเฟิงส่ายหัว “ถ้าเจ้ามีเบาะแสอะไร ช่วยบอกข้าหน่อยสิ”

เฉินซานซือลูบคางทำท่าครุ่นคิด​

“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีพวกป่าเถื่อนลอบเข้ามาในเมืองผอหยางเพื่อฆ่านายอำเภอ ข้าไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รึเปล่านะ”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ฉินเฟิงก็ไม่สนใจเขาอีก เเล้วหันไปถามคนอื่นต่อ

‘น้องชายไอ้ฉินสง ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นยังไง’

‘ลูกศิษย์ข้างๆเรียกมันว่าศิษย์พี่ ดูเหมือนจะมีตำแหน่งสูงพอสมควร’

‘ถ้าข้าลอบโจมตี จะยิงมันตายได้ไหมนะ?’

‘ไม่….ข้าต้องฝึกยุทธให้ได้!’

เฉินซานซือผลักประตูบ้านเข้าไป เเต่เขากลับไม่ได้กลิ่นอาหารที่คุ้นเคย

“ซินหลันยังไม่กลับมาอีกเหรอ?”

“ไม่น่าจะใช่”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าที่ดูร้อนรนดังมาจากหน้าบ้าน

“พี่ซานซือ!”

“เกิดอะไรขึ้น?” เฉินซานซือถาม

“เจ้าหน้าที่เก็บภาษี…เก็บภาษี…”

กู้ซินหลันยืนหอบอยู่ที่ประตู พูดแทบไม่เป็นคำ

เฉินซานซือนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจ่ายภาษี

ทุกปี เจ้าหน้าที่เก็บภาษีจะพาคนจากศาลเมืองมาตรวจสอบทีละบ้าน ใครที่จ่ายภาษีไม่ครบก็จะถูกจับไปเป็นแรงงาน

“ใจเย็นๆค่อยๆพูด”

กู้ซินหลันพูดตะกุกตะกัก

“พี่ซานซือรีบไปดูป้าหลี่เร็ว บ้านป้าหลี่จ่ายภาษีไม่ไหว กำลังจะโดนจับตัวไปแล้ว!”

…………………….

จบบทที่ บทที่ 10 : ความยากลำบากในการฝึกยุทธ

คัดลอกลิงก์แล้ว