- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 9 : สังหาร!
บทที่ 9 : สังหาร!
บทที่ 9 : สังหาร!
บทที่ 9 : สังหาร!
บนโต๊ะอาหาร ซินห​ลัน​ดูสดใสร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด
นางคีบเนื้อกระต่ายใส่จานตัวเองถึงสองครั้ง ซึ่งปกติแล้วนางไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
จ่ายภาษีครบ แถมยังกำจัดอันธพาลได้…ใครๆก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา
“พี่ซานซือ”
นางมองสามีของตัวเองด้วยความชื่นชม
“ไอ้ฉินสงมันคงได้ยินเรื่องความสามารถของพี่แน่ๆ มันเลยไม่กล้ามาหาเรื่องเราแล้ว พี่นี่เก่งกาจจริงๆ”
แม้แต่หมูป่ายังยิงตายได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปกตินางถึงมักจะรู้สึกว่าพี่ซานซือแข็งแรงมาก
หลังอาหารเย็น กู้ซินหลันนั่งรอเฉินซานซือข้างเตียงตามปกติ แต่เขากลับไม่เข้ามาในห้องเสียที ซึ่งนี่ผิดวิสัยเล็กน้อย​
นางจึงเปิดม่านขึ้น ก็เห็นเฉินซานซือนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงเทียนอย่างตั้งใจ
“วันนี้ไม่พักผ่อนเร็วหน่อยเหรอคะ”
กู้ซินหลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเชื่อฟัง ไม่รบกวนเขา และเข้านอนไปก่อน
….
[ทักษะ: การอ่าน (ขั้นต้น)]
[ความคืบหน้า: (120/300)]
[ผลของทักษะ: กระปรี้กระเปร่า, จำได้ทุกอย่างที่เห็น]
เฉินซานซือปิดหนังสือเบาๆ หลังจากยืนยันว่าซินห​ลัน​หลับสนิทแล้ว เขาก็เหน็บมีดทำครัวไว้ที่เอว แบกธนูยาวไว้ด้านหลัง แล้วค่อยๆย่องออกจากบ้าน…หายเข้าไปในความมืดมิด​
……
ณ ซ่องโคมแดง
“คุณชาย คืนนี้นอนที่นี่เลยสิ กลับทำไมกัน”
“ยุ่งน่า! ข้ามีธุระ”
ฉินสงผลักหญิงโคมแดงที่กำลังรั้งเขาออก จากนั้น​ก็เดินโซเซออกจากซ่อง
ค่านอนค้างคืนแพงกว่าไม่นอนสามเท่า เขาไม่โง่หรอก
เงินทองที่บ้านต้องเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างประหยัด แถมยังต้องเก็บไว้ให้ของขวัญน้องชายอีก
เขาไม่มีพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ต้องขายขนมเลี้ยงน้องชายมาจนโต พอเริ่มมีเงินเก็บ ก็ส่งน้องชายไปเรียนที่สำนักเทียนหยวน ซึ่งเป็นสำนักยุทธ์ที่ดีที่สุดในเมืองผอหยาง
แต่การฝึกยุทธมันสิ้นเปลืองจริงๆ
ค่าสมัคร ค่าไหว้ครู ค่าต่างๆนาๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากนี้​ถ้าอยากได้วิชาที่แท้จริงก็ต้องจ่ายอีกเยอะ
พวกอาจารย์แก่ๆในสำนักยุทธ์ในเมือง ส่วนใหญ่จะถ่ายทอดวิชาให้ลูกชายตัวเองหรือนักเรียนคนโปรดเท่านั้น คนนอกไม่มีทางได้เรียนวิชาชั้นยอดหรอก
เเละน้องชายเขาเองก็เหมือนกัน
ฝึกมาตั้งสามปี ก็ยังไม่ได้เรียนวิชาที่สมบูรณ์
แต่โชคดีที่น้องชายเขาสนิทกับลูกชายเจ้าสำนัก ไอ้เด็กนั่นมันเป็นพวกเจ้าชู้…ถ้าหาสาวสวยๆไปให้มันได้เยอะๆ บางทีอาจจะพอมีหวังได้เรียนวิชาที่สมบู​รณ์ก็ได้
“ว่าแต่ว่า…ยัยกู้ซินหลันนั่นสวยจริงๆ”
“หน้าตางามขนาดนั้น ไม่เหมือนคนบ้านนอกเลยสักนิด”
“เสียดาย…น่าเสียดายจริงๆ!”
พอคิดถึงเรื่องนี้ ฉินสงก็รู้สึกเจ็บใจ…นอกจากนี้​ เขาต้องมาขอโทษไอ้เฉินซานซือนั่นอีก
แต่นี่เป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น
พอน้องชายเขามีเวลาว่างเมื่อไหร่ นายพรานกระจอกๆเเบบมันจะไปสู้ได้ยังไง?
ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็สู้คนที่ฝึกยุทธไม่ได้หรอก?
ถึงตอนนั้น แค่หาวิธีให้น้องชายไปฆ่าไอ้เฉินซานซือบนเขาก็พอ จากนั้น​เมียมันก็จะตกเป็นของเขา!
“ฮ่าๆๆ!”
พอคิดถึงสะโพกผายๆของยัยนั่น ฉินสงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“วู้ววววว…”
ทันใดนั้น​ลมเย็นก็พัดผ่านมา ทำให้เขาสร่างเมาไปกว่าครึ่ง
เมื่อมองไปรอบๆ เขาก็พบว่าเขาเดินออกมาจากเมืองโดยไม่รู้ตัว รอบข้างมืดสนิท มีเสียงกาขันเป็นระยะ ทำให้ยามค่ำคืนดูเงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม
“เฮอะ ข้าเริ่มขี้กลัว​มากขึ้นทุกวันแล้วสิ!”
ไม่รู้ทำไม วันนี้ฉินสงรู้สึกขนลุกตลอดเวลา เหมือนมีใครเดินตามเขาอยู่ข้างหลัง
เขาหัวเราะเยาะตัวเอง แล้วกำลังจะกลับบ้าน เเต่ทันใดนั้นก็มีลมพัดมาจากข้างหลังอีกครั้ง
ลมนี้แหลมคม รุนแรง พุ่งตรงไปที่ท้ายทอยของเขา ราวกับความเย็นยะเยือกที่แทรกเข้าไปถึงกระดูก
“ลม” นี้พุ่งทะลุจากท้ายทอยทะลุออกมาที่กระหม่อม ดูภายนอกเหมือนกับว่ามีเขาขึ้นที่หน้าผากของฉินสง
จากนั้น​ฉินสงก็ล้มลงไปเเน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนอีกตลอดไป
……
“ยังไม่สาสมเลยเเฮะ!”
เฉินซานซือเดินออกมาจากป่าข้างทาง แล้วเดินเข้ามาดูศพ
ปกติพวกที่ฝึกยุทธ์จะต่อสู้กันด้วยดาบ กระบี่ หรือไม่ก็ใช้วิชาตัวเบา
แต่เขาแค่ยิงธนูออกไปจากระยะไกล ทุกอย่างก็จบลง แม้แต่มีดทำครัวก็ยังไม่ได้ใช้เลย กระบวนการทั้งหมดมันรวดเร็วเกินไป…ทำให้ไอ้ฉินสงมันตายง่ายเกินไป
“ช่างเถอะ ใครใช้ให้ข้าใจดีล่ะ”
เฉินซานซือค้นตัวศพ พบเงินประมาณสามตำลึง
“แค่นี้เองเหรอ?”
“ไอ้สารเลวนี่มันรังแกชาวบ้านทุกปี มันน่าจะต้องมีเงินอย่างน้อยๆก็หลายสิบตำลึงสิ เเต่เงินของมันหายไปไหนหมด?”
“หรือว่าน้องชายมันฝึกยุทธ…เลยใช้เงินเปลืองมาก?”
หลังจากเก็บเงินเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มคิดว่าจะจัดการกับศพยังไง
ศพมีรอยลูกศรอยู่ ย่อมไม่สามารถทิ้งไว้ที่นี่ได้แน่ๆ
นายพรานแถวนี้มีไม่กี่คนหรอก
เเถมถ้าตัดหัวออก เลือดก็อาจจะเปรอะไปทั่วตัวของเขา…ยิ่งจัดการยากเข้าไปอีก
“โยนทิ้งบนเขานี่แหละ!”
เฉินซานซือตัดสินใจ​เเล้วแบกศพขึ้นบ่า
ด้วยผลของทักษะ “เท้าเบาราวกับนกนางแอ่น” การแบกศพก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย
เพียงชั่วโมงเดียว เขาก็มาถึงเขตภูเขาชั้นที่สอง โยนศพทิ้งในป่ารกที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วกลับไปที่บ้านในหมู่บ้านเยียนเปียนก่อนฟ้าสาง
เมื่อเข้าบ้านเเล้วเห็นกู้ซินห​ลัน​ที่กำลังหลับสนิท เฉินซานซือถอนหายใจยาว
“อย่างน้อยข้าก็กำจัดภัยอันตรายให้ชาวบ้านได้แล้ว”
“แต่ไม่รู้ว่าน้องชายมันจะมาหาเรื่องข้ารึเปล่า”
“ยังไง…ข้าก็ต้องเริ่มฝึกยุทธให้เร็วที่สุด”
การกระทำ​ก่อนหน้า เขาไม่เสียใจเลยสักนิด
ด้วยนิสัยของฉินสง การขอโทษเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ต่อไปถ้าน้องชายมันมีอำนาจเมื่อไหร่ มันต้องมาเอาคืนแน่
ถ้าจะมัวแต่นั่งกระวนกระวายใจ…ถ้าอย่างนั้น​ลงมือก่อนเลยจะดีกว่า
……
เช้าวันรุ่งขึ้น ไก่ขันปลุกผู้คน
เฉินซานซือตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกยิงธนูเหมือนเช่นเคย
เเต่หลังจากที่ทักษะ​ยิงธนูกลายเป็น​ระ​ดับเชี่ยวชาญแล้ว ความเร็วในการเพิ่มความชำนาญก็ลดลงอย่างมาก
เเละนั่นเพราะคันธนูเบาเกินไป
ตอนนี้เขาสามารถใช้คันธนูศิลาหนักร้อยห้าสิบกิโลได้แล้ว คันธนูสี่แรงจึงไม่ได้ช่วยฝึกฝนอะไรเขาเลย
“ธนูหนักหายากจริงๆ”
“แม้แต่สำนักยุทธก็ไม่กล้าเก็บไว้ มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นกบฏ”
“เเถมนอกจากธนูหนักแล้ว ข้าก็ต้องเริ่มฝึกยุทธได้แล้ว”
เฉินซานซือกำลังคิดถึงแผนการในอนาคต…ขณะเดียวกันกู้ซินหลันก็เรียกเขากินข้าวเช้าพอดี
“ม็องง ม็องง ม็องง——” (เสียงเคาะฆ้อง)
ทันใดนั้นเอง มันก็มีเสียงเคาะฆ้องและเสียงตะโกนดังมาจากในหมู่บ้าน
ทางการ!
หัวใจของเฉินซานซือเต้นแรง แต่ก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าจะใช่เรื่องของฉินสง มันเพิ่งตายเมื่อคืนเอง”
“เเละมันไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดต้องลั่นฆ้อง คงเป็นเรื่องอื่นมากกว่า​”
และก็เป็นอย่างที่เขาคิด
เจ้าหน้าที่จากศาลเมืองตะโกนเรียกชาวบ้านทั้งหมดออกมา แล้วประกาศเรื่องสำคัญ
ตอนนี้​มีนักรบจากชนเผ่า​ป่าเถื่อน​ ลอบเข้ามาในเมืองผอหยางและลอบสังหารนายอำเภอ
ทางการจึงมาเพื่อตามหาตัวมือสังหาร
หลังจากรวมตัวชาวบ้านทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็เริ่มตรวจค้นทีละบ้าน ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะจากไป
“นายอำเภอโดนฆ่า”
“ข้าจำได้ว่านายอำเภอคนนี้เพิ่งย้ายมาไม่ถึงสองปี ดูเหมือนว่าการเป็นขุนนางก็ไม่ใช่​เรื่องง่ายเลยนะ” กู้ซินหลันพูดเบาๆ
“อืม”
เฉินซานซือมองดูเจ้าหน้าที่ที่ค่อยๆ หายลับไป เเล้วรู้สึกแปลกๆ
นักรบจากชนเผ่า​ป่าเถื่อน​ฆ่านายอำเภอทำไม?
คนที่รับผิดชอบป้องกันชายแดนคือกองทัพ ไม่ใช่ศาลเมือง ถ้าพวกมันอยากจะบุกเข้ามาเล่นงาน…พวกมันก็ควรจะฆ่าพวกทหารฝีมือดีไม่ใช่เหรอ?
“ช่างเถอะ”
“มันไม่ใช่เรื่องของข้า”
เฉินซานซือส่ายหัว รู้สึกว่าบ้านเมืองเริ่มวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ เเละมันก็ยิ่งกระตุ้นให้เขาต้องรีบหาเงิน
ต้องมีเงินมากๆ ถึงจะมีกำลังป้องกันตัวเองในยุคสมัยที่วุ่นวายนี้
หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาก็แบกธนูขึ้นเขาไปล่าสัตว์
…………………..