เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 : ขอขมา!

บทที่ 8 : ขอขมา!

บทที่ 8 : ขอขมา!


บทที่ 8 : ขอขมา!

“หมูตัวใหญ่ร้อยกว่ากิโล แถมยังมีลูกหมูอีกห้าตัว”

“แค่นี้ก็น่าจะพอจ่ายภาษี แถมยังเหลือเงินอีกเยอะ!”

“แต่จะเอาลงไปยังไงนี่สิ ลำบากหน่อยละ”

ที่นี่ถือว่าอยู่ในป่าลึกแล้ว, มันห่างจากเมืองไปหลายสิบกิโลเมตร จะแบกคนเดียวไหวรึเปล่ายังไม่รู้เลย แถมเหยื่อก็เยอะขนาดนี้ ไม่มีทางเอาลงไปได้หมดแน่

เฉินซานซือคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจยิงลูกธนูสัญญาณขึ้นฟ้า

“ข้าอยู่ไกลจากจุดที่แยกกันกับลุงจ้าวมากนัก”

“ไม่รู้ว่าลุงจ้าวอยู่ที่ไหน จะได้ยินเสียงข้ารึเปล่า”

ไม่นานหลังจากยิงธนู​สัญญาณ​ มันก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกป่าไผ่

แต่คนที่มากลับไม่ใช่จ้าวเฉียว แต่เป็นชายร่างกำยำ มีแผลเป็นบนใบหน้า

เมื่อเขาเห็นหมูป่าที่นอนอยู่บนพื้น ตอนแรกก็รู้สึกอิจฉา แต่พอเห็นว่าเป็นเหยื่อของชายหนุ่มที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาก็รู้สึกประหลาดใจ…สุดท้ายสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างแปลกๆ

“น้องชาย!” ชายร่างกำยำเดินเข้ามา มองเฉินซานซือตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลยนะ”

เฉินซานซือจึงแนะนำตัว “ลุงจ้าวเฉียวจากหมู่บ้านเยียนเปียนพาข้าขึ้นมาน่ะขอรับ ข้าชื่อเฉินซานซือ”

“ข้าเดินอยู่แถวนี้สามสี่วันแล้ว ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” ชายร่างกำยำพูดพร้อมหรี่ตาลง

“แต่นี่เป็นวันแรกที่เจ้าขึ้นเขา กลับได้ของมีค่ามาตั้งเยอะเลยนะ”

“แค่โชคดีน่ะขอรับ” เฉินซานซือประสานมือคารวะ

“รบกวนพี่ชายช่วยแบกเหยื่อลงไปที่เมืองให้หน่อยนะ ข้าจะให้ค่าจ้างตามธรรมเนียมของที่นี่”

“ช่วยแน่นอนอยู่แล้ว” ชายร่างกำยำพูด แต่ลูกตากลับกลอกไปมา

“แต่จากที่นี่ไปเมืองไกลไม่น้อยเลยนะ เรื่องราคานี่ก็...”

เขาไม่ได้อะไรมาหลายวันแล้ว ที่บ้านแทบจะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ วันนี้ในเมื่อมีโอกาส ยังไงก็ต้องขูดเงินเพิ่มสักหน่อย

เปรี้ยงงง!!

ในขณะที่เขากำลังคิดแผนอยู่ มันก็มีเสียงสายธนูดังขึ้นราวกับเสียงฟ้าผ่า

เขาเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเฉินซานซือยิงธนูออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ทันใดนั้น​ กระต่ายป่าตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งอยู่ไกลๆก็ล้มลงทันที

ระยะห่างขนาดนี้ อย่างน้อยก็เจ็ดสิบก้าว…แถมยังมีต้นไม้บัง ตัวเขาเองยังไม่ทันสังเกตเห็นกระต่ายป่าด้วยซ้ำ

ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเห็นว่าตอนที่เฉินซานซือง้างธนู เหมือนจะใช้นิ้วแค่ข้างเดียวออกแรง ส่วนอีกข้างแค่แตะลูกธนูไว้ ไม่ได้ออกแรงเลย!

แรงจากนิ้วเดียว สามารถดึงธนูสี่เเรงจนสุดได้ แถมยังแม่นยำขนาดนี้…

ถ้ามีโอกาส คงง้างธนูศิลาหนักร้อยห้าสิบกิโลได้สบายๆเลยสิ?!

เมืองผอหยางมีนักธนูอัจฉริยะที่อายุยังน้อยขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ชายร่างกำยำล้มเลิกความคิดที่จะโก่งราคา รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอย่างรวดเร็ว​

“น้องซานซือ ไม่สิ พี่ซานซือ!”

“ท่านอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวข้าไปเก็บกระต่ายให้ ส่วนเรื่องช่วยแบกเหยื่อข้าไม่คิดเงินหรอก…ขอเเค่เรามาเป็นสหายกันก็พอ!”

พูดจบเขาก็รีบวิ่งไปทางกระต่ายป่าทันที

เฉินซานซือเก็บธนูเเล้วส่ายหัวเบาๆ

เขามีสายตาเฉียบคมขนาดมองเห็นแม้กระทั่งขนสัตว์ จะดูไม่ออกได้ยังไงว่าหมอนี่คิดจะโก่งราคา เลยแกล้งโชว์ฝีมือให้ดูสักหน่อย

ถ้าไม่อยากถูกคนอื่นรังแก ก็ต้องแสดงพลังออกมาบ้างสินะ!

ชายร่างกำยำใช้มีดสับไม้มาสองท่อน แล้วช่วยเฉินซานซือแบกหมูป่าลงเขา

ขณะเดินทาง เขาก็แนะนำตัวว่า

“ข้าชื่ออู๋ต๋า อยู่หมู่บ้านข้างๆพวกเจ้า ปีนี้อายุสิบหก ต่อไปนี้พี่ซานซือช่วยดูแลข้าด้วยนะ”

“....?”

เฉินซานซือมองชายร่างกำยำที่กำลังยิ้มให้เขา เเล้วรู้สึก​พูดไม่ออก

นี่มันคนอายุสิบหกจริงๆเหรอ?!

….

“หมูป่า!”

“เจ้าหนูซานซือล่าหมูป่าได้!”

“..…”

พึ่งจะถึงทางเข้าหมู่บ้านเยียนเปียน ชาวบ้านก็แตกตื่นกันใหญ่

หมูป่าน้ำหนักร้อยห้าสิบกิโล ถึงจะมีคนล่าได้บ่อยๆก็จริง แต่มักจะเป็นการร่วมมือกันสองสามคน!

การที่คนๆเดียวล่าหมูป่าได้ทั้งครอบครัวแบบนี้ ต้องเป็นนายพรานระดับเชี่ยวชาญ​แน่ๆ

ยิ่งสำหรับชาวบ้านแล้ว เฉินซานซือเป็นแค่บัณฑิตที่จนตรอกถึงต้องมาล่าสัตว์, ดังนั้น​ข่าวนี้จึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขาก็มีชื่อเสียงโด่งดัง​ไปทั่วหลายหมู่บ้านในละแวกนั้น

……

ณ ร้านอาหารปาเป่า

“แม่หมูหนักร้อยหกสิบกิโล กิโลกรัมละสิบแปดอีแปะ”

“ลูกหมู กิโลกรัมละยี่สิบอีแปะ ห้าตัวรวมกันได้สามสิบกิโลกรัม”

“รวมเป็นเงิน 6,964 อีแปะ ข้าขอตัดสินใจแทนเถ้าแก่ ให้เจ้าเจ็ดตำลึงเงินเลย…ต่อไปถ้าล่าสัตว์อะไรได้ ต้องมาขายที่ร้านข้านะเจ้าหนูซานซือ!”

เถ้าแก่หลิวหงต้าพูดจบ ก็โยนถุงเงินให้ทันที

ตามหลักแล้ว หนึ่งพันอีแปะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน แต่เงินเป็นสินค้าที่แข็งกว่าไม่ได้หาแลกได้ง่ายๆ อัตราแลกเปลี่ยนมักจะสูงกว่านี้ การที่อีกฝ่ายให้เป็นเงิน แสดงว่าให้ความเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ

“ขอบคุณครับลุงหลิว”

เฉินซานซือรับถุงเงินมา รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้ง

เจ็ดตำลึงเงิน!

ไม่ใช่แค่พอจ่ายภาษี แต่ยังมีเงินเหลือซื้อเสื้อผ้าสำหรับหน้าหนาวอีกด้วย

“เจ้าหนูนี่เก่งจริงๆ” หลิวหงต้ากล่าวชม

“ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่นานก็คงย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองได้ ถ้าได้เรียนวิทยายุทธ์อีกสักหน่อย ก็จะถือว่ายอดเยี่ยม​แล้วล่ะ”

“พูดถึง​เรื่องสำนักยุทธ์ ลุงหลิวพอจะมีที่แนะนำบ้างไหมครับ?”

ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้าของเฉินซานซือได้รับการแก้ไขแล้ว แน่นอนว่าต่อไปก็ต้องเริ่มคิดเรื่องการฝึกยุทธ์

“สำนักยุทธ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองผอหยางก็คือ สำนักเทียนหยวน, ​ สำนักไท่เล่ย, สำนักหยุนเหอ และสำนักตระกูล​จ้าว แต่พวกเขารับศิษย์เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด…ปีนี้สายไปแล้วล่ะ”

“เอาจริงๆนะ พวกเราชาวบ้านธรรมดาๆไม่จำเป็นต้องไปสำนักยุทธ์ใหญ่โตอะไร แค่เรียนรู้ทักษะการต่อสู้ไว้บ้าง…พอให้ขู่คนอื่นได้ก็พอแล้ว”

“แต่ถ้าเจ้าอยากไปสำนักยุทธ์ใหญ่จริงๆ ก็ลองไปถามชุ่นดูสิ”

“ชุ่นเหรอครับ?” เฉินซานซือทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจ

“ช่วงนี้หมอนั่นชอบเลี้ยงข้าวพวกศิษย์สำนักยุทธ์บ่อยๆ ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง นั่นไง…ออกมาพอดีเลย”

หลิวหงต้าชี้ไปด้านหลังเขา ฝั่งตรงข้ามร้านอาหารปาเป่ามีร้านอาหารเล็กๆอยู่ร้านหนึ่ง

เฉินซานซือหันไปมอง ก็เห็นจางชุ่นเดินออกมาจากร้านพร้อมกับชายหนุ่มชุดขาวสองคน

“พี่ซานซือ?”

จางชุ่นเห็นเฉินซานซือ ก็รีบทิ้งชายหนุ่มสองคนนั้นแล้ววิ่งเข้ามาหาเฉิน​ซาน​ซือ​ พร้อมกับพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิด

“พี่ ข้าอยากจะไปหาพี่อยู่พอดี เรื่องวันนั้น...”

“ชุ่น ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าหาเงินได้แล้ว”

“วันนี้เจ้าหนูซานซือล่าหมูป่าได้ทั้งครอบครัวเลยนะ เอาเงินจากข้าไปตั้งเจ็ดตำลึงแน่ะ” หลิวหงต้าพูดเสริม

“จริงเหรอ?”

“พี่เก่งมากเลย ข้าต้องหาปลาอีกนานแค่ไหน ถึงจะได้เงินเจ็ดตำลึงเนี่ย!” ชุ่นรู้สึกอิจฉาอย่างมาก

แต่อาการอิจฉาของเขานั้นบริสุทธิ์ใจ ไม่มีความรู้สึกอื่นเจือปนเลยเเม้เเต่น้อย​

“อ้อ นี่ของเจ้า”

เฉินซานซือหยิบเหรียญ​เงินสามเหรียญ​ออกมา ตั้งใจจะคืนทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ย

“พี่ ข้ารับไม่ได้หรอก ครั้งที่แล้วข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรพี่เลย”

“มันคนละเรื่องกัน พ่อเจ้าก็ต้องใช้เงินรักษาขานี่”

หลังจากยื้อกันไปมาอยู่พักใหญ่ เฉินซานซือก็ยัดเงินใส่กระเป๋าอีกฝ่ายได้สำเร็จ…จากนั้น​เขาก็เปลี่ยนเรื่องคุย

“เจ้ากำลังเลี้ยงข้าวพวกศิษย์สำนักยุทธอยู่เหรอ?”

“ใช่” ชุ่นตอบพรางลดเสียงลงเล็กน้อย​

“ก็ข้าพลาดช่วงเวลารับศิษย์ของสำนักไท่เล่ยไปแล้ว เลยคิดจะลองใช้วิธีนี้ดู เผื่อจะขอให้เขารับข้าเป็นศิษย์ได้”

บังเอิญเขาเจอกับศิษย์สองคนนอกสำนัก พวกนั้นบอกว่าจะช่วยพูดให้ เขาเลยเลี้ยงข้าวเพื่อสร้างความสัมพันธ์…นี่ก็มื้อที่สามแล้ว

ถึงจะเป็นร้านอาหารเล็กๆไม่หรูหราเหมือนร้านอาหารปาเป่า แต่ก็เสียเงินไปเยอะเหมือนกัน

“อย่างนี้นี่เอง”

เฉินซานซือมองไปที่ศิษย์สำนักยุทธ์สองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม คนหนึ่งคาบไม้จิ้มฟัน ส่วนอีกคนลูบท้องป่องๆ

เเต่ดูเหมือนพวกเขา​จะรอนานจนเริ่มหงุดหงิดแล้ว คนหนึ่งจึงเร่งว่า

“เจ้าชุ่น จะทำอะไรอีก…ไม่ใช่ว่าจะไปเที่ยวกันเหรอ?”

“ศิษย์พี่ที่ข้าจะแนะนำให้เจ้าน่ะ เป็นคนที่อาจารย์ให้ความสำคัญนะ เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม?”

“ใจเย็นๆก่อนครับพี่ทั้งสอง ข้ามาแล้ว!”

จางชุ่นหันไปตอบ เเล้วรีบกล่าวลาเฉิน​ซาน​ซือ​ทันที​

เฉินซานซือมองพวกเขาเดินจากไป เเต่เขาก็รู้สึกว่าแววตาของศิษย์สำนักยุทธสองคนนั้นดูไม่น่าไว้ใจ

“เดี๋ยวต้องเตือนชุ่นให้ระวังตัวหน่อยแล้ว”

เขาไม่ได้อยู่นาน รีบตรงไปที่จุดจ่ายภาษีเพื่อจ่ายภาษีสามตำลึงเงิน

เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ขีดฆ่าชื่อพวกเขาในบัญชี เขาก็รู้สึกโล่งอกอย่างมาก

“ที่เหลือก็แค่เจ้าพวกแซ่ฉินแล้ว...”

“ไม่รู้ว่ามันจะหาเรื่องข้าด้วยวิธีอื่นอีกรึเปล่า”

“เเต่​ตอนนี้​ต้องรีบกลับบ้านแล้ว ไม่งั้นซินหลันคงเป็นห่วงแย่”

หลังจาก​คิดได้​เเบบนี้​ เฉินซานซือก็รีบกลับบ้านทันที

….

หน้าบ้าน กู้ซินหลันกำลังคุยกับกลุ่มแม่บ้านอยู่

พวกนางต่างพากันอิจฉาที่สามีของนางเก่งกาจ ทั้งรู้หนังสือ ทั้งหาเงินเก่ง หน้าตาก็หล่อเหลา

สรุปคือเมื่อผู้ชายหาเงินได้ ข้อเสียก็จะกลายเป็นข้อดี

“ซินหลัน เจ้าต้องรีบมีลูกกับซานซือนะ!”

“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงหรอก สะโพกของซินหลันใหญ่ขนาดนั้น ต้องได้ลูกชายแน่ๆ”

“…..”

พวกแม่บ้านผลัดกันพูดอย่างไม่อายฟ้าอายดิน จนแก้มของกู้ซินหลันแดงก่ำ

“ซินหลัน ดูสิ สามีเจ้ากลับมาแล้ว”

“พี่ซานซือ!”

กู้ซินหลันไม่มีกะจิตกะใจจะคุยต่อ รีบวิ่งเข้าไปหาเฉินซานซือทันที​

“เย็นนี้กินเนื้อกระต่ายนะ” เฉินซานซือพูดพร้อมรอยยิ้ม แล้วยื่นกระต่ายป่าที่ไม่ได้ขายให้กู้ซินหลัน

กู้ซินหลันไม่ได้มองกระต่ายเลย เอามือลูบตัวเฉินซานซือไปทั่ว

“เป็นไงบ้างคะพี่ซานซือ ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม? ข้าได้ยินมาว่าหมูป่าดุร้ายมากเลยนะเจ้าคะ!”

เฉินซานซือชะงักไปเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง”

กู้ซินหลันโล่งใจที่เฉินซานซือไม่ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นเธอก็ช่วยรับของที่เขาถือมา

“หิวแล้วใช่ไหมคะ? ข้าขอตัวไปทำกับข้าวให้ก่อนนะ”

เฉินซานซือมองแผ่นหลังของซินหลันที่กำลังวุ่นอยู่กับงานบ้าน รู้สึกถึงความรู้สึกผูกพันธ์อย่างบอกไม่ถูก

ในโลกนี้ เขาก็มีบ้านให้กลับมาหาแล้ว

……

ไม่นานนัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาจากห้องครัว ทำให้เฉินซานซือรู้สึกหิวขึ้นมาทันที

“ก๊อกๆๆ”

ในขณะที่​กำลังจะกินข้าวอย่างมีความสุข…มันกลับก็มีคนมาเคาะประตูเสียก่อน

“ใครน่ะ?”

“ข้าเอง! ฉินสง!”

พอได้ยินชื่อนี้ กู้ซินหลันก็หน้าซีดเผือด ดึงชายเสื้อเฉินซานซือไว้…บอกเป็นนัยๆว่าอย่าออกไป

“ไม่เป็นไร ข้าไปดูเอง”

เฉินซานซือเหน็บมีดทำครัวไว้ที่เอว แล้วเดินออกไปเปิดประตู

เขาคิดว่าเจ้าฉินสงรู้ว่าเขาจ่ายภาษีครบแล้ว เลยจะมาหาเรื่องใหม่ หรือไม่ก็จะมาใช้กำลัง

แต่ความจริงแล้วดูเหมือนจะตรงกันข้าม, ฉินสงมีสีหน้ายิ้มแย้ม ในมือของเขาถือเหล้าขาวราคาถูกมาด้วย

“ฮ่าๆๆๆ น้องชาย!”

“พี่มาทำอะไร?” เฉินซานซือขมวดคิ้ว

“น้องชาย พี่มาขอโทษเจ้าน่ะ!” ฉินสงพูดพลางทำเป็นตบไหล่เฉินซานซือเบาๆ

แต่จริงๆแล้วออกแรงมาก แต่เฉินซานซือกลับไม่ขยับเขยื้อนเลย

บ้าเอ๊ย!

ไอ้หมอนี่เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกัน?

วันนี้เขากลับถึงบ้าน ก็ได้ยินว่าบัณฑิตแซ่เฉินคนนั้นล่าหมูป่าได้ทั้งครอบครัว ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง หมูป่ากำลังมีลูก มันจะดุร้ายมาก

เมื่อก่อนก็เคยมีนายพรานหลายคนถูกหมูป่ากิน การที่สามารถจัดการหมูป่าได้ด้วยตัวคนเดียว…มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆแน่

แต่หมอนี่มันเคยเป็นแค่บัณฑิตไร้ค่า!

หรือว่ามันมีพลังมาตั้งแต่เกิด แต่เลือกเดินทางผิด เลยทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ?

ไม่ว่าจะยังไง ฉินสงก็ตัดสินใจล้มเลิกแผนที่จะยึดครองกู้ซินหลันแล้ว

ที่เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในละแวกนี้ได้ เลี้ยงดูน้องชายจนโต แถมยังส่งไปเรียนที่สำนักยุทธที่ดีที่สุดได้ ไม่ใช่เพราะโง่เขลาแบบที่เห็นภายนอกหรอกนะ

เขารู้ดีว่าใครควรยุ่งด้วย ใครไม่ควรยุ่งด้วย

ถ้าไปรบกวนนายพรานที่เก่งกาจ ต่อไปนี้เขาก็คงไม่กล้าขึ้นเขาอีกแล้ว…ไม่งั้นอาจจะโดนลูกธนูยิงทะลุหัวใจจากข้างหลังตอนใหนก็ได้!

ส่วนเรื่องผู้หญิง ถ้าไม่ตายหาใหม่เมื่อไหร่​ก็ได้!

เฉินซานซือรังแกยาก แต่มีคนอื่นที่รังแกง่ายอีกตั้งเยอะ

“น้องชาย! ก่อนหน้านี้เราอาจจะเข้าใจผิดกัน ไหนๆก็มีชาวบ้านคอยฟังอยู่ด้วย…มาเคลียร์กันให้จบๆไปเลยเป็นไง?”

ฉินสงจงใจพูดเสียงดัง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนบ้านที่กำลังทำอาหารอยู่

เขามองเฉินซานซือที่เงียบอยู่นาน คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมง่ายๆ แต่ในที่สุด เขาก็ได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ

“พี่ฉินพูดเล่นน่า” เฉินซานซือยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ข้าไม่เคยคิดแค้นใคร ยิ่งกับพี่ไม่มีทางเป็น ‘ศัตรู’ กันหรอกครับ”

“น้องชายนี่ใจกว้างจริงๆ สมกับเป็นคนมีการศึกษา” ฉินสงวางไหเหล้าลงด้วยความพอใจ

“เหล้านี่ถือเป็นการขอโทษละกัน พี่ขอตัวก่อนนะ”

“ขอรับ พี่ฉินเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะ”

หลังจากปิดประตู เฉินซานซือมองไปที่ธนูยาวที่แขวนอยู่บนผนัง

เรื่องจบแค่นี้เหรอ?

ตอนที่ข้าลำบาก เจ้าก็ซ้ำเติม เเถมคิดจะทำลายครอบครัวข้า พอตอนนี้ข้าเก่งขึ้น…เจ้าก็คิดจะจบเรื่องง่ายๆ

…แค่นี้?

บนโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกนะไอ้เวร!

……………………

จบบทที่ บทที่ 8 : ขอขมา!

คัดลอกลิงก์แล้ว