- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 6 : ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า, ทักษะการยิงธนู (เชี่ยวชาญ)
บทที่ 6 : ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า, ทักษะการยิงธนู (เชี่ยวชาญ)
บทที่ 6 : ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า, ทักษะการยิงธนู (เชี่ยวชาญ)
บทที่ 6 : ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า, ทักษะการยิงธนู (เชี่ยวชาญ)
​
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เฉินซานซือก็เริ่มทำความสะอาดสถานที่ทันที​
เเต่น่าเสียดาย​ ตอนที่เขาดึงลูกธนูออกจากตัวไก่ป่า เขาออกแรงมากเกินไปจนทำให้ก้านธนูหัก
“คุณภาพของลูกธนูมือสองนี่แย่จริงๆ!”
เฉินซานซือส่ายหัว เก็บหัวลูกธนู แล้วถือไก่ป่าลงจากเขา
หลังจากล่าสัตว์มาทั้งวัน ท้องเขาก็เริ่มร้องโครกคราก…แต่ก็ยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวรอบข้างได้ตลอดเวลา
“คงเป็นผลของ [สดชื่นแจ่มใส] สินะ”
“ดูเหมือนว่าต่อไปนี้ตอนกลางคืนต้องหาเวลาอ่านหนังสือบ้าง, มัวแต่คิดถึงเรื่องสนุกๆกับซินหลันไม่ได้เเล้วสิ”
“ฝึกยิงธนู ล่าสัตว์ อ่านหนังสือ…ข้าจะต้องเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร ถึงจะประสบความสำเร็จ​”
วันนี้ยังไม่มืดมาก ตอนที่เดินผ่านหมู่บ้านเหยียนเปียน ชาวบ้านหลายคนเห็นเฉินซานซือถือไก่ป่าไว้ข้างหนึ่งและกระต่ายป่าไว้อีกข้างหนึ่ง
เรียกว่ากลับบ้านแบบได้ผลลัพท์​เต็มๆ
“เจ้าหนูนี่เก่งนี่หว่า!”
“ซานซือเก่งจริงๆ เพิ่งเริ่มล่าสัตว์ก็หาของได้ทุกวัน”
“ชิ! ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอก”
“ไอ้หัวล้าน อิจฉาเขาละสิ ทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นได้ดี”
“ข้าอิจฉาอะไร แค่นี้ยังไม่พอจ่ายภาษีเลย!”
“จริงด้วย”
พอพูดถึงเรื่องภาษี ทุกคนก็พากันบ่นเป็นเสียงเดียวกัน
ภาษีสุดโหด​ปีนี้ทำให้เงินเก็บทั้งปีของใครหลายคนถูกขูดรีดไปจนหมด
……
“พี่ซานซือ…ข้ากำลังหาพี่อยู่เลย!”
“ชุ่น?”
เฉินซานซือมองเด็กหนุ่มผิวคล้ำวิ่งเข้ามาหาเขา
“มีอะไรเหรอ ชุ่น?”
“พี่…ให้ข้าช่วยไหม?”
เรื่องการเก็บภาษีล่วงหน้าดังไปทั่ว วันนี้หลังจากจางชุ่นขายปลาเสร็จ, เขาก็รีบมาถามไถ่ทันที
“เจ้า…ไม่ต้องไปฝึกวิทยายุทธเหรอ?”
เฉินซานซือเริ่มลังเล
การหาเงินสามตำลึงภายในเจ็ดวัน ไม่มีใครมั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
ถ้าหากยืมเงินมาก่อนได้ก็คงจะดี, เอาไว้หาเงินได้แล้วค่อยคืนให้สองเท่าพร้อมขอบคุณอย่างงามๆ
“การฝึกวิทยายุทธไม่รีบขนาดนั้น การจ่ายภาษีสำคัญกว่า”
จางชุ่นเกาหัว พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงซื่อๆ
“พี่ กลับบ้านพร้อมข้าเถอะ ที่บ้านข้ามีเงิน”
เงินตั้งสามตำลึง…สำหรับชาวบ้านทั่วไป นี่เป็นเงินจำนวนมหาศาล
เฉินซานซือจึงรู้สึกซาบซึ้งใจกับน้องชายคนนี้อย่างมาก
“เอาแบบดอกเบี้ยร้อยละสามสิบเก้าแล้วกันนะ ข้าไม่สามารถเอาเงินเจ้ามาใช้ฟรีๆได้”
“พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พี่เคยสอนข้าอ่านหนังสือ จำได้ไหม ตอนเด็กๆที่เราไปเล่นน้ำในแม่น้ำ ถ้าพี่ไม่ช่วยดึงข้าขึ้นมา ข้าคงจมน้ำตายไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้หรอก!”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การที่ใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามยากลำบาก ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก
“พี่ รอข้าแป๊บนะ ข้ากลับไปเอาเงินที่บ้านก่อน!”
ชุ่นไม่รอให้ปฏิเสธ เขาหันหลันเเล้ว​วิ่งกลับบ้านทันที
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดดอกเบี้ย เฉินซานซือก็เกรงใจที่จะรับเงินมาใช้ฟรีๆ
เขารีบถือไก่ป่าและกระต่ายป่าเดินตามไป ตั้งใจจะมอบให้เป็นของขวัญขอบคุณ
บ้านของทั้งสองคนอยู่ไม่ไกลกันมาก เดินประมาณสิบนาทีก็ถึง เเละตอนนี้​ประตูบ้านของชุ่นไม่ได้ปิด
เฉินซานซือกำลังจะเข้าไปทักทาย เเต่เขาก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันลอยมาตามลมเสียก่อน
“สามตำลึง แกบ้าไปแล้วรึไง?”
“แม่ นั่นพี่ซานซือนะ ตอนเด็กๆเขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้!”
“ช่วยชีวิตไว้แล้วไง บ้านเราก็ตอบแทนเขาไปแล้วนี่ ตอนที่เขาป่วย ไม่ใช่บ้านเราหรือที่ออกค่ารักษาให้?”
“แม่…”
“พวกเราทำงานหนักแทบตายมาหลายปี พยายาม​เก็บเงินขนาดนี้ก็เพื่อให้เจ้าได้เข้าสำนักยุทธ กลายเป็นผู้ฝึก​ยุทธผู้สูงส่ง”
“อย่างน้อย เจ้าก็นึกถึงพ่อเจ้าบ้างสิ พ่อเจ้าขาพิการมาครึ่งปี ยังไม่ยอมเสียเงินไปรักษาเลย เเต่เจ้ากลับจะเอาเงินสามตำลึงไปให้คนอื่น?”
“…”
เฉินซานซือหยุดเดิน วางไก่ป่าลง แล้วเดินจากไปเงียบๆ
การช่วยเหลือเป็นเรื่องของน้ำใจ ดังนั้น​การไม่ช่วยจึงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร!
เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง เเต่กลับรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของชุ่นยิ่งกว่าเดิม
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะร่ำรวย ชีวิตของใครๆก็ลำบาก…เขาต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้!
ณ เวลานี้ เฉินซานซือยิ่งตั้งมั่นที่จะไปที่เขตภูเขาชั้นที่สอง
เขารีบไปที่ร้านอาหารปาเป่าในเมืองก่อนที่ฟ้าจะมืด
กระต่ายป่าน้ำหนักพอๆกับตัวก่อนหน้า ขายได้เจ็ดสิบเอ็ดอีแปะ
หลังจากรับเงินแล้ว เขาไม่ได้รีบกลับบ้าน แต่ไปที่ตลาดเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้าไปในเขตภูเขาชั้นที่สองในวันพรุ่งนี้
“โอ้ เจ้าหนูซานซือ มาอีกแล้วเหรอ?” ลุงซูทักทายอย่างอบอุ่น
“ลุงซู ข้าอยากซื้อลูกธนูสักหน่อย”
ลูกธนูใบหลิวที่เฉินซานซือมีอยู่นั้น ใช้ยิงกระต่ายกับไก่ป่าได้ แต่ถ้าเจอสัตว์ใหญ่ที่มีหนังหนา พลังทำลายของมันคงจะไม่พอ
“อยากได้แบบไหน ลุงมีหมด”
มองไปรอบๆ มีลูกธนูวางขายอยู่เจ็ดแปดแบบ คุณภาพก็ดูดีมาก บางอันดูเหมือนไม่ใช่ของที่ร้านตีเหล็กทั่วไปจะทำได้ น่าจะเป็นของทางการทหาร
นอกเมืองผอหยางไม่ไกลมีค่ายทหารตั้งอยู่ การที่มียุทโธปกรณ์หมุนเวียนในตลาดเเบบนี้​จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น ลุงซูยังเคยเป็นทหารเก่า ลูกชายก็รับช่วงต่อ แถมยังได้เป็นนายสิบ การที่เขามีช่องทางขายยุทโธปกรณ์ทั่วไปจึงเป็นเรื่องปกติ
สายตาของเฉินซานซือกวาดมองไปทั่วแผง
ลูกธนูส่วนใหญ่ทำจากไม้ไผ่ ปลายหางติดขนนก ความแตกต่างหลักๆ อยู่ที่หัวลูกธนู
หัวลูกธนูเเตกต่างกัน การใช้งานก็เเตกต่างกัน
มีแบบที่เน้นพลังทะลุทะลวง แบบที่สร้างบาดแผลฉกรรจ์ แบบที่ใช้ยิงม้า แบบที่ใช้ในน้ำ และแบบที่ใช้ส่งสัญญาณ มีหลากหลายประเภท
ในที่สุดเขาก็เลือกหัวลูกธนูแบบพิเศษ
ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า
ตามชื่อเลย หัวลูกศรมีลักษณะเหมือนเขี้ยวหมาป่า มีสองปีกและสามง่าม
เมื่อลูกธนูแบบนี้ปักเข้าไป ง่ามทั้งสองข้างจะเกาะติดแน่นในเนื้อ ถ้าจะดึงออกก็จะต้องดึงเอาเนื้อหนังออกมาด้วย…ถ้าไม่ดึงออก ง่ามก็จะบดทำลายเนื้อเยื่อต่อไป ไม่ว่าจะใช้ล่าสัตว์หรือล่าคน พลังทำลายของมันก็มีประสิทธิภาพอย่าง​มาก
ลุงซูพูดเเนะนำ​ทันที​ว่า “ลูกธนูเขี้ยวหมาป่านี่ของดีมากนะ ปกติขายคนอื่นยี่สิบสามอีแปะต่ออัน เเต่ข้าจะขายเจ้าแค่ยี่สิบอีเเปะก็พอ”
“ลดอีกไม่ได้เเล้วเหรอลุง?”
“ถ้าลดอีกข้าก็ขาดทุนแล้ว”
เฉินซานซือกัดฟัน จากนั้น​เขาก็ซื้อมาห้าอัน
เขารู้ดีว่าการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าอยากได้ของดีก็ต้องยอมจ่าย
เเละถ้าเป็นไปได้ เขาก็อยากจะซื้อคันธนูที่แข็งแรงกว่านี้ด้วย
เพราะพลังทำลายของคันธนูส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับแรงดึงและน้ำหนัก
เขาแอบมองไปรอบๆ ธนูที่แข็งแรงที่สุดในร้านก็คันธนูแค่สี่แรง ไม่มีที่แรงกว่านี้แล้ว
มีเเค่คันธนูแรงสูงเท่านั้นที่จะสามารถ​เจาะเกราะได้…ดูเหมือนว่าการขายยุทโธปกรณ์ก็มีขีดจำกัด
จ่ายเงิน รับของ
หัวลูกศรสองอันที่เสียหายไปก่อนหน้านี้ หักลบได้สิบเอ็ดอีแปะ สุดท้ายเขาจ่ายไปแปดสิบเก้าอีแปะ
“วันนี้ทำงานฟรี แถมยังขาดทุนอีก!”
เฉินซานซือเก็บลูกธนู​เขี้ยวหมาป่าใส่ย่าม แล้วรีบกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน, เฉินซานซือเจอฉินสงและลูกสมุนอีกครั้ง พวกมันดักรออยู่ที่ทางผ่านหน้าบ้านเขา มองมาที่เขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
เห็นได้ชัดว่าต้องการข่มขู่เขา
“ตามหลอกหลอนไม่เลิก หลบก็หลบไม่พ้นแล้ว”
“จ่ายภาษีไปก่อนแล้วค่อยหาวิธีจัดการพวกมั​นทีหลังละกัน”
เฉินซานซือเลือกที่จะไม่สนใจพวกมัน เเล้วเดินกลับบ้านไป
“พี่ใหญ่ มันอวดดีนี่หว่า!”
“ให้ข้าไปสั่งสอนมันสักหน่อยไหม?”
ลูกน้องอันธพาลพูดด้วยสีหน้าแสยะยิ้ม
“สั่งสอนมัน?”
ฉินสงชี้ไปที่ธนูที่เฉินซานซือสะพายอยู่ด้านหลัง เเล้วถามว่า
“รู้ไหมนั่นคืออะไร?”
“ธนูไงลูกพี่”
“ธนูสี่แรง ยิงแกทะลุกระดูกเเกได้เลยนะ! คิดว่าสู้มันไหวเหรอ?”
ฉินสงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
ตอนแรกเขาคิดว่าเฉินซานซือเป็นแค่บัญฑิต การขึ้นเขาไปล่าสัตว์ก็แค่เสี่ยงดวงเท่านั้น
แต่พอเขสไปสืบดู ถึงรู้ว่าไอ้หมอนี่ล่าสัตว์ได้ติดต่อกันสองวันเเล้ว, นี่แสดงให้เห็น​ว่ามันมีฝีมือจริงๆไม่ใช่เล่นๆ
พวกพรานในหมู่บ้านไม่ใช่พวกที่น่าไปยุ่งด้วยเท่าไหร่​
ก่อนหน้านี้ก็แค่รังแกที่มันเป็นบัณฑิต แถมพ่อก็ตายไปแล้ว
อย่างไร​ก็ตาม, ในยุคนี้ มีแรงอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องมีเงินด้วย
กระต่ายกับไก่ป่าขายไม่ได้ราคาเท่าไหร่หรอก, อีกสองวันถ้ามันหาเงินสามตำลึงไม่ได้ ยังไงก็ต้องมาง้อเขาอยู่ดี…หึๆ
……
ยามค่ำคืน
เฉินซานซือลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบา
ส่วนกู้ซินหลันนั้นเหนื่อยจนหลับไปแล้ว
“ข้ายังเด็กเเละรุนเเรงมากเกินไป”
เฉินซานซือรู้สึกผิดเล็กน้อย สงสัย​คงต้องกลับมาอ่านหนังสือเพื่อสงบจิตสงบใจ​
เเละนอกจากการอ่านหนังสือแล้ว การฝึกยิงธนูก็ห้ามละเลเด็ดขาด​
ก่อนขึ้นเขารอบนี้ เขาควรจะพัฒนาทักษะการยิงธนูไปอีกขั้นก่อน
คิดได้​ดังนั้น​เขาก็นำธนูออกมา ไปที่ลานโล่งหลังบ้าน เเละเริ่มฝึกยิงธนูภายใต้แสงจันทร์
ลูกธนูใบหลิวพุ่งออกไปทีละดอก เเละความเชี่ยวชาญก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เขาฝึกจนถึงดึกดื่น เฉินซานซือจึงตัดสินใจ​กลับไปนอน
เเละเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา พอได้ยินเสียงไก่ขัน เขาก็รีบลุกขึ้นมาฝึกยิงธนูต่อ
“ฟิ้ว——”
ลูกธนูอีกดอกพุ่งออกไป ยิงนกกระจอกที่บินมาหาอาหารแต่เช้าจนตกลงมาจากกิ่งไม้
ในขณะเดียวกัน แผงสถานะก็เปลี่ยนไปในที่สุด​
[ทักษะ: การยิงธนู (เชี่ยวชาญ)]​
[ความคืบหน้า: (0/500)]​
[ผลของทักษะ​: ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น, เป็นนักธนูโดยธรรมชาติ, สามารถใช้ธนูศิลาได้อย่างคล่องแคล่ว, ในระยะเจ็ดสิบก้าว สามารถ​ยิงธนู​สามดอกภายในเวลาสะบัด​นิ้วหนึ่งครั้งเเละไม่พลาดเป้า]​
….
ทันทีที่แผงสถานะอัพเกรด ไม่เพียงแต่พละกำลังและทักษะการยิงธนูของเฉินซานซือจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเท่านั้น, แต่กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ด้วยร่างกายเช่นนี้ ถึงแม้เขาจะไม่เคยฝึกวิทยายุทธมาก่อน เขาก็สามารถดึงธนูหนักหนึ่งศิลาได้อย่างง่ายดาย และยิงธนูเข้าเป้าขนาดเท่าฝ่ามือได้อย่างแม่นยำในระยะแปดสิบเมตร
หนึ่งศิลาในราชวงศ์ต้าเซิ่ง เท่ากับประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลกรัม
ธนูน้ำหนักขนาดนี้ ปกติแล้วจะมีแต่ผู้ฝึกยุทธเท่านั้นที่สามารถ​ใช้ได้
เป้าขนาดเท่าฝ่ามือ มองจากระยะแปดสิบเมตร ก็เล็กเท่าจุดดำๆเท่านั้น
ส่วนคำว่า "สะบัดนิ้วหนึ่งครั้ง"
ในพระไตรปิฎกเคยบันทึกไว้ว่า: การสบัดนิ้วยี่สิบครั้งเป็นเวลาหนึ่งลายู, ยี่สิบลายูเป็นเวลาหนึ่งขณะ, หนึ่งวันหนึ่งคืนมีสามสิบขณะ
ตามคำกล่าวนี้ "สะบัดนิ้วหนึ่งครั้ง" จึงคิดเป็นเวลาประมาณเจ็ดวินาที
ยิงธนู​สามดอกด้วยการสะบัดนิ้วหนึ่งครั้ง…นั่นหมายความว่า ตั้งแต่การง้างธนู หยิบลูกธนู ใส่ลูกธนู จนถึงการยิง ใช้เวลาประมาณสองวินาทีต่อการยิงหนึ่งครั้ง
ธนูน้ำหนัก​หนึ่งศิลา แปดสิบเมตร สองวินาทีต่อหนึ่งดอก
แยกกันดูแล้วอาจจะไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่เมื่อนำมารวมกัน มันช่างน่า​สะพรึงกลัว​มากจริงๆ
เฉินซานซือรู้สึกดีใจอย่างมาก, ทักษะ​การยิงธนู​ระดับเชี่ยวชาญไม่เพียงแต่พัฒนาทักษะ แต่ยังเสริมสร้างร่างกายให้เขาอีกด้วย
เขารู้สึกว่ากระดูกของเขาแข็งแกร่งขึ้น แขนและนิ้วก็ยาวขึ้น
“ไม่รู้ว่าร่างกายแบบนี้จะมีประโยชน์ต่อการฝึกวิทยายุทธในอนาคตรึเปล่า”
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้​เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาจะสามารถ​ล่าสัตว์ใหญ่ได้ภายในหกวัน
“พี่ซานซือ ทานข้าวได้แล้วค่ะ”
ทันใดนั้น​ เสียงหวานใสก็ทำให้เฉินซานซือได้สติ
เขารีบทานข้าวเช้า แล้วนำไข่เค็มที่เหลืออยู่ที่บ้านทั้งหมดติดตัวไป พร้อมกับข้าวฟ่างอีกครึ่งถุง
“จะเอาไปทำอะไรเหรอคะ?” กู้ซินหลันรู้สึกสงสัย
ไข่เค็มพอเข้าใจ แต่ข้าวฟ่างดิบๆมันกินไม่ได้…เเล้วจะเอาไปทำอะไรบนเขา?
“เอาไปเป็นของขวัญ”
เฉินซานซือตอบสั้นๆ แล้วก็จะออกจากบ้านไป
“พี่ซานซือ ช่วงนี้ระวังตัวด้วยนะคะ” กู้ซินหลันพูดด้วยสีหน้ากังวล
“เมื่อวานตอนที่ข้ากลับมา ข้าเห็นพวกไอ้ฉินมันวนเวียนอยู่แถวบ้านเรา ข้ากลัวว่า…”
“ข้ารู้”
“ไม่ต้องห่วงนะซินหลัน มีข้าอยู่​พวกมันไม่มีทางทำอะไรเจ้าได้” เฉินซานซือพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
กู้ซินหลันรู้สึกหน้าร้อนผ่าว
เเต่พอพี่ซานซือพูดแบบนี้ นางก็รู้สึกไม่กลัวขึ้นมาจริงๆ
…………………