เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4: การเก็บภาษี, ทักษะการอ่าน

บทที่ 4: การเก็บภาษี, ทักษะการอ่าน

บทที่ 4: การเก็บภาษี, ทักษะการอ่าน


บทที่ 4: การเก็บภาษี, ทักษะการอ่าน

เฉินซานซือวิ่งไปที่กระต่ายอย่างตื่นเต้น

เขาหยิบมันขึ้นมาชั่งน้ำหนักคร่าวๆ คาดว่าน่าจะหนักประมาณเจ็ดถึงแปดจิน

“ถ้าขายตามราคาตลาดตอนนี้ อย่างน้อยก็ได้หกสิบอีแปะ!”

เขาไม่ได้รีบลงจากเขาทันที แต่ใช้เชือกมัดกระต่ายไว้กับตัว แล้วเดินหาเหยื่อต่อไป

“กู กู…”

ยังคงมีเสียงนกร้องอยู่แถวนั้น

เเละด้วยความช่วยเหลือของทักษะการแกะรอย เฉินซานซือมองเห็นนกพิราบสองตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ในระยะไกล

เขายกธนูขึ้น ใส่ลูกธนู ดึงสายธนู แล้วปล่อยลูกธนูออกไปอีกครั้ง

กระบวนการ​ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น

เงาร่างพุ่งผ่าน นกพิราบสองตัวถูกยิงร่วงลงมาจากต้นไม้พร้อมกัน เเล้วตกลงบนพื้นดัง “พลั่ก!”

เฉินซานซือเก็บนกพิราบทั้งสองตัวใส่ย่าม…นกพิราบมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีราคาแพงกว่ากระต่ายเล็กน้อย นกพิราบสองตัวนี้รวมกันน่าจะขายได้สามสิบอีแปะ

เขาอยากจะล่าสัตว์ต่อ แต่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เขาจึงต้องเก็บของแล้วลงจากเขา

การขายสัตว์ป่า ต้องไปที่ร้านอาหารในเมือง

ระหว่างทาง เขาเดินผ่านหมู่บ้านหลายแห่งที่ยากจนกว่าหมู่บ้านเยียนเปียน ชาวบ้านที่นี่ล้วนผอมแห้ง บางคนนอนอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน ไม่รู้ว่าตายหรือยังมีชีวิตอยู่

พวกเขามองสัตว์ป่าในมือของเฉินซานซือด้วยความอิจฉาและโลภ แต่เมื่อเห็นธนูที่อยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม​ พวกเขาก็ต้องระงับความคิดชั่วร้ายไว้

……

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เฉินซานซือก็ได้มาหยุดอยู่หน้าร้านอาหารเเห่งหนึ่ง​พร้อมมองป้ายชื่อร้านที่ประดับด้วยทองคำเปลว

“ร้านอาหารปาเป่า”

ที่นี่คือร้านอาหารที่พ่อของเขาเคยมาขายสัตว์ป่า และเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมือง, แค่มากินข้าวธรรมดาๆที่นี่ก็ต้องจ่ายเงินอย่างน้อยสามถึงห้าตำลึงเงิน (3000-5000 อีเปะ)​

เมื่อครู่นี้ เขายังเห็นชาวบ้านที่กำลังจะอดตายอยู่ข้างถนน, แต่ตอนนี้เขากลับเห็นเศรษฐีคนหนึ่งเทอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อและผักสดๆลงบนพื้นให้สุนัขกิน

“ช่างเป็นยุคที่ ‘คนรวยกินเหล้ากินเนื้อ คนจนหนาวตายข้างถนน’ เสียจริง”

ขาดแคลนอาหารงั้นเหรอ?

ถ้าเอาอาหารที่อยู่ในยุ้งฉางทั้งหมดออกมา ก็น่าจะเพียงพอให้คนทั้งเมืองกินตลอดฤดูหนาว

เฉินซานซือถอนหายใจกับเรื่องราว​นี้เล็กน้อย​

ทันใดนั้น​ พ่อครัวของร้านอาหารก็ออกมาต้อนรับเขา เเละเขาจำได้ว่าชายคนนี้เป็นเพื่อนของพ่อ

“เนื้อกระต่ายแปดจิน นกพิราบครึ่งจิน รวมทั้งหมดแปดสิบห้าอีแปะ” ชายวัยกลางคนร่างท้วม ดีดลูกคิดอย่างคล่องแคล่ว

“โอเคไหม?”

“โอเคขอรับ ขอบคุณขอรับลุงหลิว”

“ต่อไปถ้ามีของดีๆก็เอามาขายที่นี่ได้เลยนะ รับรองว่าจะไม่เอาเปรียบเจ้าแม้แต่น้อย” หลิวหงต๋าหัวเราะร่า

เฉินซานซือรับเหรียญทองแดงมา

‘วันหนึ่งได้เงินเกือบหนึ่งเหรียญเงิน ในเวลาปกติก็คงพอเลี้ยงชีพได้’

‘แต่ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเก็บภาษีแล้ว แถมยังมีหนี้อีก เงินแค่นี้ยังไงก็คงไม่พอ’

‘ต้องล่าสัตว์ใหญ่ให้ได้!’

ขณะที่เขากำลังนับเหรียญ มันก็มีเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งเดินเข้ามาขายปลา

“พี่ซานซือ?!” เด็กหนุ่มจำเขาได้ทันที

เฉินซานซือเองก็จำชื่อของเด็กหนุ่มคนนี้ได้

จางชุ่น ลูกชายของป้าหลี่

ตอนเด็กๆพวกเขาเคยเล่นโคลนด้วยกัน

เเถมในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ถ้าไม่ได้ป้าหลี่ช่วยพากู้ซินหลันไปทำงาน และคอยช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ พวกเขาคงอดตายไปแล้ว

“ชุ่น มาได้จังหวะพอดีเลย” เฉินซานซือหยิบเหรียญทองแดงที่ยังอุ่นๆอยู่ในมือออกมา “เงินที่ข้าติดบ้านเจ้า…”

ยังพูดไม่ทันจบ จางชุ่นก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

“พี่ซานซือไม่ต้องรีบร้อนหรอก ตอนนี้ข้ายังไม่เรื่องให้ใช้เงิน”

จางชุ่นพูดพลางยกตะกร้าปลาขึ้นมา โชว์ผลงานที่เขาพึ่งไปตกมา ในนั้นมีแม้กระทั่งปลาตัวใหญ่หนักเจ็ดถึงแปดจิน

“พี่เพิ่งหายป่วย คงต้องใช้เงินเยอะ เอาไว้มีเงินเมื่อไหร่ค่อยใช้คืนก็ได้!”

“ขอบใจมากนะชุ่น” เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ

เขาติดเงินอีกฝ่ายสองเหรียญเงิน ตอนนี้มีไม่ถึงครึ่ง เอาไว้เก็บเงินครบแล้วค่อยคืนทีเดียวพร้อมดอกเบี้ยดีกว่า

“พี่ไม่ต้องเกรงใจหรอก ตอนเด็กๆพี่ยังสอนข้าอ่านหนังสือเลย”

ทั้งคู่ต่างก็อาศัยอยู่ในเมืองผอหยาง ทั้งสองจึงเดินกลับบ้านด้วยกัน

ระหว่างทาง เฉินซานซือได้รู้ว่าครอบครัวของจางชุ่นเก็บเงินได้สิบกว่าตำลึงเงิน และวางแผนที่จะส่งเขาไปเรียนที่โรงฝึกวิทยายุทธ

“เรียนวิทยายุทธเหรอ…” เฉินซานซือรู้ว่าในโลกนี้มีวิทยายุทธ และผู้ฝึกยุทธจะมีสถานะที่สูงกว่าคนทั่วไป

ถ้าเด็กจากครอบครัวธรรมดาได้เข้าโรงฝึกวิทยายุทธ เขาถือว่าเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัวได้ระดับ​หนึ่ง…เเละถ้าฝึกฝนจนสำเร็จ ก็จะถือเป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูลเลยทีเดีย​ว

ตัวเขาเองที่มีแผงค่าสถานะก็อยากจะเรียนวิทยายุทธเหมือนกัน แต่ค่าเล่าเรียนมันแพงมาก เขาตอนนี้ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยเก็บเงินเรียนทีหลัง

เมื่อเข้าเขตหมู่บ้าน เฉินซานซือก็แยกทางกับจางชุ่น

อย่างไร​ก็ตาม, เขายังเดินไม่ถึงบ้าน ก็เห็นร่างบางยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยความกระวนกระวาย

แน่นอนว่าต้องเป็นกู้ซินหลัน

วันนี้นางกลับบ้านเร็วกว่าปกติเพื่อทำอาหาร แต่เมื่อยังไม่เห็นสามีกลับมา เเถมฟ้าก็เริ่มมืด…เมื่อ​ครู่นางก็แทบจะขึ้นเขาไปตามหาแล้ว

“พี่ซานซือ!” กู้ซินหลันรีบวิ่งเข้ามาหา ทั้งเป็นห่วงและตำหนิเล็กน้อย

“ฟ้ามืดแล้วท่านเพิ่งจะกลับ จะให้ข้าตกใจตายรึไง! ข้าบอกแล้วไงว่าจะล่าสัตว์ได้หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เฉินซานซือไม่ได้ตอบ แต่ยกยิ้มเบาๆแล้วหยิบนกพิราบสีเทาออกมาจากด้านหลัง

“ว้าว พี่ซานซือล่าสัตว์ได้ด้วยเหรอ?”

ยังไม่ทันที่กู้ซินหลันจะหายตกใจ เขาก็ยัดถุงเหรียญทองแดงใส่มือนาง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสดใส​ว่า

“คืนนี้กินเนื้อกัน”

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

บนโต๊ะอาหาร นอกจากข้าวสวยกับไข่เค็มแล้ว ยังมีซุปนกพิราบอันหอมกรุ่นอีกด้วย

ตั้งแต่พ่อของเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิต พวกเขาก็ไม่ได้กินเนื้อเเบบนี้มานานกว่าหกเดือนแล้ว

“พี่ซานซือ พี่เก่งจังเลย” กู้ซินหลันยังไม่อยากจะเชื่อ

“วันนี้​ได้ยินมาว่าแม้แต่ลุงจ้าวในหมู่บ้านก็ยังกลับบ้านมือเปล่า”

“ข้าแค่โชคดีเท่านั้นเอง ลุงจ้าวกับคนอื่นๆล่าสัตว์ที่เขาเอ้อซานมานานแล้ว ถ้าได้อะไรก็ต้องเป็นของใหญ่ๆ แน่นอน”

เฉินซานซือแทะขานก พร้อมกินข้าวคลุกไข่เค็ม ตอนนี้​เขารู้สึกอิ่มเอมใจอย่างมาก

เขาจงใจไม่ขายสัตว์ป่าทั้งหมดเป็นเงิน เพื่อที่จะได้กินอะไรดีๆบ้าง

แต่กู้ซินหลันยังคงไม่กล้ากินเนื้อ

, เฉินซานซือต้องคะยั้นคะยออยู่หลายครั้ง นางถึงยอมกินปีกนกพิราบไปหนึ่งชิ้น

หลังจากกินอิ่มแล้ว เขาก็ดึงกู้ซินหลันมานั่งข้างๆบนเตียง นางก้มหน้า แก้มแดงระเรื่อ นิ้วมือเกี่ยวกันอย่างประหม่า

วันนี้เป็นวันแรกหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน

ใต้แสงเทียนส่องสว่าง เฉินซานซือจ้องมองใบหน้าสวยของกู้ซินหลันอย่างตั้งใจเป็นครั้งแรก

คิ้วโก่งเรียวงาม ดวงตาสดใสเป็นประกายใต้แสงเทียน แก้มแดงระเรื่อดุจดอกท้อ ทั้งร่างกายแผ่รัศมีแห่งเสน่ห์

ยิ่งไปกว่านั้น นางยังอ่านออกเขียนได้ และปักผ้าเป็น ถ้าไม่ติดที่ชุดผ้าหยาบๆที่นางสวมใส่ นางก็คงดูเหมือนคุณหนูจากตระกูลผู้ดี

“ซินหลัน…” เฉินซานซือโน้มตัวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว

“มีอะไรเหรอ พี่ซานซือ?”

“เจ้าตัวหอมจัง”

“พี่ซานซือ… ข้า… ข้ายังเจ็บอยู่เลยนะ…”

ช่วงกลางดึก

เฉินซานซือกอดกู้ซินหลันไว้ในอ้อมแขน แขนข้างหนึ่งของเขายังคงถูกกอดแน่น

“พี่ซานซือ…” กู้ซินหลันพูดด้วยสีหน้ากังวล

“เราไปทำให้ฉินสงโกรธรึเปล่า?”

“ฉินสง?”

“ใช่” กู้ซินหลันพยักหน้า

“ข้าได้ยินเพื่อนบ้านบอกว่า กลางวันนี้ฉินสงมาวนเวียนอยู่หน้าบ้านเราตั้งนานสองนาน”

“…”

เฉินซานซือจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ

ดูเหมือนว่าหมอนั่นคงไม่ยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ ต่อไปนี้เขาต้องระวังตัวให้มากขึ้น

“นอนเถอะซินหลัน มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่เป็น​ไรหรอก” เขาปลอบโยนนาง

“อืม…” กู้ซินหลันเหนื่อยมากจนเกือบจะหลับอยู่แล้ว ไม่นานนางก็หลับไป

เฉินซานซือเอนตัวพิงหัวเตียง เขาเห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่งวางอยู่บนหัวเตียง เป็นเล่มที่เขาลืมขายไป จึงหยิบขึ้นมาอ่านเล่นๆ

[ทักษะ: การอ่าน (ขั้นต้น)]

[ความคืบหน้า: (15/300)]

[ผลของทักษะ: กระปรี้กระเปร่า, จำได้ทุกอย่างที่เห็น]

…..

“แบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ย”

ตอนที่เขาเรียนรู้ทักษะการแกะรอยเมื่อกลางวัน เขาก็นึกสงสัยว่าทักษะการอ่านจะพัฒนาได้แบบเดียวกันหรือไม่

ปรากฏว่าเขาคิดถูก!!!

ไม่เพียงเท่านั้น ทักษะการอ่านของเขายังอยู่ในขั้นต้นตั้งแต่แรกแล้วด้วย

ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมจะเคยขยันอ่านหนังสือมาบ้าง แต่ทำไมถึงสอบจอหงวนไม่ได้นะ?

ด้วยแผงสถานะนี้ เฉินซานซือมั่นใจว่าถ้าเขาไปสอบ เขาต้องสอบติดแน่ๆ

แต่น่าเสียดายที่การสอบครั้งต่อไปจะจัดขึ้นอีกสองปีข้างหน้า เเละเขารอไม่ไหวเเล้ว

ตอนนี้เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน

หลังจากอ่านหนังสือไปสักพัก เฉินซานซือก็ผล็อยหลับไป

…..

“ก๊อกๆๆ”

“เปิดประตู!”

“เปิดประตูเร็ว!”

เช้าวันรุ่งขึ้น, เฉินซานซือถูกเสียงทุบประตูเสียงดังปลุกให้ตื่น

เขาบอกให้ซินหลันแต่งตัวแล้วหลบอยู่ในห้อง ส่วนตัวเขาเดินไปเปิดประตู

……………………

จบบทที่ บทที่ 4: การเก็บภาษี, ทักษะการอ่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว