- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 2 : แผงค่าสถานะ
บทที่ 2 : แผงค่าสถานะ
บทที่ 2 : แผงค่าสถานะ
บทที่ 2: เเผงค่าสถานะ!
“นิ้วทอง?” (พลังพิเศษ​ของคนข้ามโลก)​
เฉินซานซือพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง
เดิมที ถึงแม้เขาจะมีทั้งธนูและลูกธนู ก็ไม่ได้มั่นใจนักว่าจะล่าสัตว์ได้
เพราะการล่าสัตว์ต้องอาศัยทักษะเฉพาะตัว
ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ทุกคนคงได้กินเนื้อกันหมดแล้ว
แต่ตอนนี้มีเเผงค่าสถานะมาช่วย สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป!
“เหม่ออะไรล่ะ? ลูกธนูมีปัญหาหรือไง?” ลุงซูโบกมือไปมาตรงหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังเหม่อลอย
เฉินซานซือได้สติ รีบหาข้ออ้าง “เปล่าครับ แค่คิดถึงพ่อขึ้นมา”
“เฮ้อ~ พ่อเจ้าเป็นคนดี เสียดายจริงๆ” ลุงซูถอนหายใจ เมื่อพูดถึงพ่อของร่างเดิม
เฉินซานซือไม่พูดอะไรต่อ จ่ายเงินแล้วรับของมาก่อนจะรีบออกไป
เขาแบกธนูและลูกธนู เดินบ้างหยุดบ้าง มุ่งหน้าไปยังเชิงเขาหู่โถว ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบหลี่
บนเขาลูกนี้เป็นที่ที่มีสัตว์ล่าอยู่ใกล้เมืองผอหยางที่สุด และเป็นแหล่งอาหารของนักล่าหลายคน
เฉินซานซือเพิ่งหายป่วย เดินทางไกลขนาดนี้ก็เหนื่อยหอบ ต้องนั่งพักบนก้อนหินอยู่นานกว่าจะหายเหนื่อย
เขาสำรวจธนูและลูกธนูที่พ่อของร่างเดิมทิ้งไว้ให้
ดูจากโครงสร้างแล้ว เป็นธนูแบบโค้งงอทั่วไป
ทำจากไม้ไผ่เป็นแกนกลาง ใช้ไม้หลิวเป็นส่วนโค้ง ใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นส่วนจับ และใช้เอ็นวัวเป็นสายธนู มีแรงดึงประมาณสี่สิบจิน จัดอยู่ในประเภทธนูอ่อน
เฉินซานซือยกธนูขึ้น ทันใดนั้น​เเผงค่าสถานะก็ปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง
[ทักษะ: การยิงธนู (ยังไม่เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: (20/100)]
[ผลของทักษะ: ไม่มี]
คราวนี้ไม่มีใครรบกวน เขาจึงมีสมาธิและเข้าใจการทำงานของระบบมากขึ้น
พูดง่ายๆคือ เขาต้องฝึกฝน!
แค่เขาทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำๆอย่างตั้งใจ ก็จะได้รับความคืบหน้า และเมื่อความคืบหน้าเต็ม ทักษะ​นั้นๆก็จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
“แบบนี้ ถ้าข้าฝึกฝนอย่างหนัก ต่อไปก็มีโอกาสได้เป็นนักธนูที่เก่งที่สุดในเมืองผอหยางได้สิ?”
เฉินซานซือรู้สึกมีความหวังขึ้นมาทันที เขาระลึกถึงคำสอนของพ่อในวัยเด็ก แล้วค่อยๆยกธนูขึ้น
“ธนูสี่สิบจิน (20 กิโลกรัม)​ นี่มันหนักขนาดนี้เลยเหรอ?”
เขาดึงสายธนูอย่างยากลำบาก ต้องกัดฟันแน่นถึงจะดึงได้จนสุด
ไม่อยากจะคิดเลยว่า คนที่ใช้ธนูที่แรงกว่านี้ พวกเขาทำได้ยังไง
“ยืนตัวตรง ใช้น้ำหนักอย่างพอเหมาะ จับธนูให้ถูกวิธี วางลูกธนูอย่างใจเย็น ดันไปข้างหน้า ถอยไปข้างหลังเเล้วดึงจนสุด” เฉินซานซือท่องย้ำๆในใจ
ยืนตัวตรง ดึงสายธนู วางลูกธนู หันข้างเล็งไปที่ต้นไม้ขนาดเท่าเอวคน ที่อยู่ห่างออกไปสี่สิบเมตร ใช้มือซ้ายดันธนูไปข้างหน้า ใช้สามนิ้วของมือขวาดึงสายธนู เล็งปลายลูกธนูต่ำลงเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไป
“วิ้ววว——”
ลูกธนูพุ่งออกไป แต่พลาดเป้าหมาย เเล้วไปปักอยู่บนต้นไม้อีกต้น...
เฉินซานซือไม่ได้ท้อใจ เขารีบหยิบลูกธนูอีกดอกออกจากซอง แล้วเล็งไปที่เป้าหมายอีกครั้ง
คราวนี้ ลูกธนูพุ่งไปปักลงบนพื้นหญ้า
“เอาใหม่!”
เฉินซานซือยิงไปห้านัด จนในที่สุดนัดที่ห้าก็โดนเป้าหมายที่ลำต้น
เขาเดินเข้าไปดึงลูกธนูออกจากลำต้นอย่างระมัดระวัง แล้วทำซ้ำอีกครั้ง
หลังจากลองยิงหลายครั้ง เขาก็สรุปกฎของการเพิ่มความคืบหน้าในการยิงธนูได้
แค่ตั้งใจยิงออกไป ไม่ว่าจะโดนหรือไม่โดน ก็จะเพิ่มความชำนาญ…แต่ถ้าไม่ตั้งใจ ก็จะไม่เพิ่ม
นอกจากนี้ ถ้าโดนเป้าหมาย ความคืบหน้าก็จะเพิ่มมากขึ้น
จากนั้น​ เมื่อเฉินซานซือยิงไปกว่าหกสิบดอก เขาก็เริ่มรู้สึกปวดเมื่อย
ร่างกายเดิมอ่อนแออยู่แล้ว แถมยังขาดสารอาหารอีก, การที่ยิงได้มากขนาดนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
โชคดีที่ทุกครั้งที่ยิงธนูออกไป ความชำนาญก็จะเพิ่มขึ้น ยิ่งยิงมาก ยิ่งแม่นยำมากขึ้น จนในที่สุด​ในระยะยี่สิบก้าว…เขาแทบจะไม่พลาดเลย
[ทักษะ: การยิงธนู (ยังไม่เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: (70/100)]
[ผลของทักษะ: ไม่มี]
อีกไม่นานก็จะถึงระดับเริ่มต้น แต่เฉินซานซือแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว
เขาพักสักครู่ แล้วเริ่มเดินถือธนูและลูกธนูเข้าไปในป่า หวังว่าจะใช้แรงที่เหลือล่าสัตว์กลับไปกิน
แต่น่าเสียดายที่บริเวณนี้ใกล้กับเมืองมากเกินไป สัตว์ที่จับได้ง่ายๆล้วนถูกจับไปหมดแล้ว
เขาเดินไปจนถึงเย็น ก็เจอแต่นกพิราบป่าไม่กี่ตัว และมันก็อยู่ไกลเกินระยะยิงของเขา
“ชาติที่แล้วตกปลาก็แห้วตลอด ชาตินี้ล่าสัตว์ก็แห้วอีกเหรอ?”
แต่ก็ยังดี ที่ไม่ได้แห้วเสียทีเดียว
ก่อนลงจากเขา เฉินซานซือเจอผักกาดป่า จึงรีบขุดมันด้วยมือเปล่าแล้วเก็บใส่เสื้อ ก่อนจะลงจากเขากลับบ้าน
ระหว่างทาง เขาเดินผ่านตลาด เเอบได้ยินว่าราคาข้าวเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพงติดต่อกันหลายปี ราคาข้าวในเมืองผอหยางพุ่งสูงขึ้นถึงหนึ่งร้อยอีแปะต่อหนึ่งถัง ส่วนราคาเนื้อสัตว์ก็แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ เนื้อหมูหนึ่งจิน(0.5 กิโล)​ ราคาตั้งสิบเจ็ดอีแปะ แถมยังต้องซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ผ้าเช็ดตัว ฟืน เทียนไข และจ่ายภาษีต่างๆ อีก…
เฉินซานซือคิดไม่ออกเลยว่า จะมีชาวบ้านกี่คนที่อดตายในฤดูหนาวนี้
เขาคาดว่าราคาข้าวจะยังคงสูงขึ้นอีก จึงตัดสินใจเอาเงินที่เหลือทั้งหมดไปซื้อข้าวสาร แป้งธัญพืช และไข่เค็มอีกสองสามฟอง
“ข้าวสารหนึ่งถัง แป้งธัญพืชครึ่งถัง น่าจะพอให้สองคนกินได้สามถึงห้าวัน ถ้าเอาไปแลกเป็นข้าวฟ่างผสมรำข้าว ก็คงอยู่ได้นานกว่านี้”
แต่เฉินซานซือทำไม่ได้, ในเมื่อเขาตั้งใจจะเป็นนายพราน เขาก็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรกินรำข้าวที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ต้องรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่งั้นถ้าเจออันตรายในป่า จะไม่มีแรงวิ่งหนี
ตอนนี้ท้องเขาร้องโครกครากแล้ว จึงรีบถืออาหารแล้วเดินกลับบ้านเพื่อทำอาหาร
…..
“ไง เจ้าหินน้อย!”
ในขณะที่​เดินใกล้จะถึงบ้าน มันก็มีเสียงคนเรียกชื่อเขาดังมาจากด้านหลัง
เฉินซานซือหันกลับไป ก็เห็นชายร่างสูงใหญ่กำยำยืนอยู่ตรงหน้า
ฉินสง…อันธพาลชื่อดังประจำเมือง
มีลูกน้องเป็นนักเลงหัวไม้ หากินด้วยการปล่อยเงินกู้และค้ามนุษย์ ชาวบ้านยากจนในเมืองหลายคนถูกมันหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว
“โห ธนูกับลูกธนู!”
ฉินสงจ้องไปที่ธนูและลูกธนูที่อยู่บนหลังเฉินซานซือด้วยความประหลาดใจปนเยาะเย้ยนิดๆ
“นี่เจ้า ‘บัณฑิต’ จะหัดขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยเหรอ?”
“มันจำเป็นขอรับ”
เฉินซานซือพยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวเเล้ว​ถามว่า​
“พี่ฉิน มีอะไรรึเปล่า?”
“เรื่องที่คุยกันคราวก่อน เจ้าคิดยังไงบ้าง?” ฉินสงแสยะยิ้มอย่างน่าขยะแขยง​
“คราวก่อน?” หัวใจของเฉินซานซือเต้นแรง ภาพความทรงจำที่ไม่ดีผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
ครึ่งปีก่อน หลังจากพ่อของเขา​เสียชีวิต ครอบครัวก็ลำบากมาก
พอดีฉินสงมาหา ร่างเดิมจึงคิดจะขายกู้ซินหลันเพื่อเอาเงิน
เเต่ถ้าเป็นเขา คงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่
“พี่ฉิน ข้าคิดดูแล้ว คงไม่ต้องใช้เงินพี่แล้วล่ะ” เฉินซานซือปฏิเสธ
เมื่อ​ฉินสงได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที
“คิดดีแล้วเหรอ?”
“ขอรับ ไม่ต้องแล้วขอรับพี่ฉิน” เฉินซานซือกอดอาหารไว้แน่น แล้วเดินอ้อมกลับบ้านด้วยความกังวล
ในความทรงจำของเขา ฉินสงไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เรื่องนี้น่าจะยังไม่จบ
เเต่เเบบนี้​มันเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ
ยังหาทางหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ก็มีอันธพาลมาตามรังควานอีก
เฉินซานซือลูบซองธนูที่อยู่ข้างเอว…ธนูหนึ่งคัน ลูกธนูห้าดอก คือสิ่งเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ในยุคสมัยที่วุ่นวายนี้
ไม่รู้ว่าถ้าความคืบหน้าในเเผงค่าสถานะถึงขั้นเริ่มต้นแล้ว เขาจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง
“ต้องกินให้อิ่มก่อน ถึงจะมีแรงฝึกยิงธนู!”
เมื่อเฉินซานซือผลักประตูเข้าบ้าน เขาก็พบว่ากู้ซินหลันยังไม่กลับมา
ทุกเช้าเธอจะไปทำงานที่ร้านตัดเย็บ ส่วนตอนบ่ายก็ไปซักผ้าให้บ้านคนรวย เรียกได้ว่าเธอทำงานหนักมาก
ดังนั้น, เขาจึงจัดการผ่าฟืน ก่อไฟ และทำอาหารไว้รอ
ข้าวสวยร้อนๆกับไข่เค็ม และซุปผักต้ม
สำหรับหลายๆครอบครัว นี่ถือเป็นมื้ออาหารที่ดีมากแล้ว
……
เวลาผ่านไปสักพัก, ​ พอกู้ซินหลันกลับมาถึงบ้าน นางก็ตกใจมากที่เห็นอาหารร้อนๆวางรออยู่
“พี่ซานซือ บ้านเราเอาข้าวขาวกับไข่เค็มมาจากไหน?”
“กินเถอะ” เฉินซานซือเรียกเธอให้นั่งลง แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างหิวโหย
ตอนนี้เขาหิวมากจริงๆ
“พี่ซานซือ...”
“หือ?”
กินไปได้ครึ่งทาง เฉินซานซือก็สังเกตเห็นว่ากู้ซินหลันยังไม่ได้แตะตะเกียบเลย
ที่หางตาของเธอมีน้ำตาคลอเบ้า น้ำตาใสๆไหลลงมาตามขนตา จากนั้นนางก็พูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“อย่า...อย่าขายข้าเลยนะ”
“หา?” เฉินซานซืองุนงง
“ข้าได้ยินมาว่า วันนี้พี่ซานซือไปตกลงซื้อขายอะไรบางอย่างกับฉินสง...” กู้ซินหลันพูดด้วยเสียงสั่นเทา
ถ้าไม่ใช่แบบนั้น บ้านเราจะมีเงินซื้อข้าวขาวมากิน แถมยังมีไข่เค็มอีกเหรอ?
เธอร้อนรนหยิบถุงเงินที่ปะไว้อย่างหยาบๆออกมาจากเอว เทเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญออกมา แล้วอ้อนวอน
“พี่ซานซือ ข้าผิดไปแล้ว”
“ข้าจะไม่บังคับให้พี่ไปทำงานแล้ว พี่อยู่บ้านอ่านหนังสือเถอะ ข้าจะหาเงินมาจ่ายภาษีเอง ขอร้องล่ะ อย่าขายข้าเลย”
ใครๆในเมืองผอหยางต่างก็รู้จักชื่อเสียงของฉินสง
ถ้าตกไปอยู่ในมือมัน ก็คงไม่พ้นต้องถูกขายไปเป็นโสเภณี
ที่กู้ซินหลันยอมทุ่มเทเพื่อครอบครัวเฉินมาตลอดหลายปี ก็เพราะพ่อของเฉินซานซือซื้อเธอมาจากพ่อค้าทาส ทำให้เธอไม่ต้องตกเป็นโสเภณี เธอจึงสำนึกในบุญคุณครอบครัว​นี้อย่างมาก
เเต่ ณ เวลานี้​
หรือว่าสุดท้ายแล้ว เธอก็หนีไม่พ้นชะตากรรมที่โหดร้ายแบบนั้น?
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” เฉินซานซือเข้าใจแล้วว่าคงมีคนปล่อยข่าวลือ
เขาจึงรีบปลอบเธอทันที
“เจ้าเป็นคนของบ้านเรา ข้าจะขายเจ้าได้ยังไง”
เพิ่งข้ามโลกมาถึงที่นี่ใหม่ๆ เเล้วมีคนอยู่ข้างๆเหมือนพี่สาวแบบนี้มันช่าง​อบอุ่น​นัก…เขาไม่มีทางผลักไสเธอออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็คงน่าสมเพชเกินไป
กู้ซินหลันไม่พูดอะไร นั่งสะอื้นอยู่ตรงนั้นเหมือนยังไม่เชื่อ
เฉินซานซือจึงดึงมือเธอที่บวมแดง เเล้วพาเธอไปที่ห้องด้านใน
“ข้าเอาหนังสือไปขาย ถึงได้เงินมาซื้ออาหาร…ไม่ได้เอาเงินมาจากฉินสง”
กู้ซินหลันเห็นโต๊ะเขียนหนังสือที่ว่างเปล่า และธนูกับลูกธนูที่แขวนอยู่บนผนัง เธอก็ตกตะลึงทันที​
“พี่ซานซือ พี่เอาอุปกรณ์เขียนหนังสือไปขาย แล้วซื้อธนูกับลูกธนูมาเหรอ?”
“ใช่” เฉินซานซืออธิบายอย่างใจเย็น
“ต่อไปข้าจะสืบทอดอาชีพของพ่อ ไปล่าสัตว์เลี้ยงครอบครัว จะให้เจ้าลำบากทำงานหนักจนมือพังแบบนี้ไม่ได้เเล้ว”
“เลี้ยงครอบครัว...” กู้ซินหลันไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ออกมาจากปากเฉินซานซือ
ทันใดนั้น​ นางก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ามือที่เป็นแผลของนางยังอยู่ในมือของเขา จึงพยายามดึงมือกลับด้วยความรู้สึกด้อยค่า แต่กลับถูกเขาดึงเข้าไปกอด
“ไม่ต้องห่วง”
เฉินซานซือรู้ว่าเธอต้องการความมั่นคงปลอดภัย จึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พ่อเคยบอกว่า เจ้าจะเป็นภรรยาของข้า…เเล้วเเบบนี้ข้าจะส่งภรรยาตัวเองให้คนอื่นได้ยังไง”
กู้ซินหลันตกใจกับการกอดอย่างกะทันหัน เธอซบหน้าลงบนอกของเขา สัมผัสถึงความอบอุ่นที่หาได้ยาก
สุดท้าย​ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“พี่ซานซือ พี่...พี่ไม่รังเกียจที่ข้าที่เป็นคนชนชั้นต่ำแล้วเหรอ?”
“ไม่รังเกียจเลย” เฉินซานซือพูดอย่างหนักแน่น
“พี่ซานซือ บนโลกนี้ข้าเหลือแค่พี่ที่เป็นญาติคนเดียว พี่อย่าหลอกข้านะ”
กู้ซินหลันไม่พยายามดึงตัวออกอีกต่อไป เธอซบหน้าลงบนอกของเขา สัมผัสถึงความอบอุ่นที่หาได้ยาก
“กู้ซินหลัน”
“ว่าไง?”
“วันนี้ข้ารู้สึกปวดตัว ไปนอนบนเตียง เเล้วนวดให้ข้าหน่อยสิ”
“ได้”
...
“อ๊ะ...พี่ซานซือ ไม่ใช่ให้ข้านวดเหรอ?”
“ข้านวดให้เจ้าเอง”
“อื้อ อื้อ~”
…………………..