- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 1 : โลกใหม่
บทที่ 1 : โลกใหม่
บทที่ 1 : โลกใหม่
บทที่ 1: โลกใหม่
“สามีของเจ้าอยู่ไหน?” เสียงชายดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
“เรียนท่านเจ้าค่ะ สามีข้ายังป่วยอยู่บนเตียงเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างน่าสงสาร
“แล้วภาษีบ้านเจ้าจะจ่ายเมื่อไหร่?” ชายคนเดิมยังคงคาดคั้น
“ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ จะไม่เลยกำหนดแน่นอนเจ้าค่ะ” นางยืนยันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
…
ในความมืด เฉินซานซือได้ยินบทสนทนาระหว่างชายหญิง
ชายผู้นั้นพูดจาข่มเหง ส่วนหญิงสาวก็ยอมอ่อนข้อให้ทุกอย่าง
“อึก...”
เขาพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
‘นี่มันที่ไหนกัน?’
‘ฉันไม่ได้กำลังทำงานอยู่หรอกเหรอ?’
“อึก...”
เฉินซานซือรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำ ทำให้เขาต้องยอมรับความจริง
‘ฉัน…ไม่ซิ ข้าข้ามเวลามาเหรอเนี่ย?’
ที่นี่คือเมืองผอหยาง เป็นเมืองชายแดนเล็กๆของราชวงศ์ต้าเซิ่ง
ร่างเดิมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเอียนเปียนนอกเมือง เป็นบัณฑิตยากจนข้นแค้น ครอบครัวทั้งหมดต้องพึ่งพาการล่าสัตว์ของบิดาเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ชีวิตแต่เดิมก็พอถูไถไปได้, จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน บิดาออกไปล่าสัตว์บนเขายามค่ำคืนแล้วก็หายสาบสูญไป
เมื่อครอบครัวสูญเสียเสาหลัก ร่างเดิมก็สอบบัณฑิตไม่ติด ต้องเผชิญกับความบอบช้ำสองเท่า เขาจึงล้มป่วยลงในที่สุด
และเฉินซานซือก็ได้ข้ามเวลามาสู่ร่างนี้
“โอ๊ะ พี่ซานซือ ท่านฟื้นแล้ว!”
หญิงสาวคนหนึ่งถือชามยาเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตื่นขึ้นนางก็แสดงสีหน้าดีใจอย่างสุดซึ้ง
เธอรีบวิ่งมาที่ข้างเตียง เสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวมอยู่แล้วก็ยิ่งสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง ราวกับมีกระต่ายสองตัวกำลังดิ้นอยู่ข้างใน
หญิงสาวผู้นี้มีชื่อว่า กู้ซินหลัน
เป็นภรรยาที่บิดาของร่างเดิมซื้อมาตั้งแต่เด็ก
นางคอยดูแลร่างเดิมเหมือนพี่สาวมาโดยตลอด แม้หลังจากที่บิดาเสียชีวิตและร่างเดิมล้มป่วย นางก็ไม่เคยทอดทิ้งไปใหน
เพียงแต่…ดูเหมือนร่างเดิมจะดูถูกพี่สาวคนนี้อย่างมาก
เพราะนางเป็นลูกหลานของนักโทษที่ ถูกเนรเทศมายังชายแดน และเกือบถูกขายไปยังซ่องโสเภณี ถือเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุด
ส่วนร่างเดิมกลับถือตัวว่าสูงส่ง คิดว่าวันหนึ่งจะต้องสอบได้ตำแหน่งขุนนาง, แต่งงานเป็นเขยที่สมฐานะกับลูกสาวตระกูลร่ำรวย ส่วนนางนั้นไม่คู่ควรกับตน จึงใช้ให้นางทำงานเหมือนคนรับใช้มาตลอด
“พี่ซานซือ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
กู้ซินหลันนั่งลงข้างเตียง วางมือบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจ
“เอ๋…ไข้ลดแล้ว?”
เฉินซานซือลุกขึ้นนั่ง เเล้วลองขยับร่างกาย
นอกจากรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ อาการป่วยหายไปหมดพร้อมกับการข้ามเวลามาของเขา
“พระโพธิสัตว์คุ้มครองจริงๆ” กู้ซินหลันดีใจอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ซานซือ ท่านดื่มยาก่อนเถอะนะ ข้าจะไปหาอะไรให้ท่านทาน”
มองดูทรวดทรงสะบึมของนางตอนเดินออกไป เฉินซานซือใช้เวลาสิบนาทีเพื่อทำใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน
“ข้ามมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้”
เขาเป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วอยู่แล้ว ในเมื่อมาถึงโลกใบนี้แล้ว ก็ต้องหาวิธีใช้ชีวิตให้ดี
หลังจาก​ยกชามยาขมขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เฉินซานซือก็เดินไปที่ห้องข้างๆ
เขาเห็นกู้ซินหลันแทบจะมุดเข้าไปในโอ่งข้าว พยายามควานหาข้าวสารอย่างยากลำบาก
แต่สุดท้ายก็ได้ข้าวฟ่างมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ตั้งแต่บิดาของร่างเดิมเสียชีวิต ครอบครัวก็ขาดรายได้ ประกอบกับร่างเดิมป่วยหนักเมื่อไม่นานมานี้ มันจึงทำให้ต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดจนหมดสิ้น
ตอนนี้เรียกได้ว่าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่สตางค์แดงเดียว
“เมื่อกี้ มีคนมาเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วงเหรอ?”
“จะเก็บเท่าไหร่?”
“สามตำลึงเงิน” กู้ซินหลันตอบ
“สามตำลึง?” เฉินซานซือสูดหายใจเข้าลึกๆ
“พวกมันคิดรวมของท่านพ่อด้วยงั้นเหรอ?”
“อืม” กู้ซินหลันพยักหน้าเบาๆ
“เสมียนเก็บภาษีบอกว่า ถ้าหาศพพ่อไม่เจอก็ถือว่ายังไม่ตาย ยังไม่ได้แจ้งตาย ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ ภาษีล่าสัตว์ก็ต้องจ่ายด้วย”
“ไอ้พวกเวร” เฉินซานซือสบถด่าในใจ
ราชวงศ์ต้าเซิ่งเก็บภาษีมากมายก่ายกองอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงไม่กี่ปีมานี้ยังเกิดสงครามบ่อยครั้ง ภาษีจึงยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“พี่ซานซือ ท่านอย่ากังวลไปเลย”
กู้ซินหลันมีแววตาเป็นกังวล แต่ก็ยังพยายาม​ปลอบใจเขา
“ช่วงนี้ข้าได้งานที่ร้านตัดเย็บ แล้วก็รับซักผ้าด้วย ข้าจึงได้เงินมาบ้างเล็กน้อย”
เห็นได้ชัดว่าร่างเดิมไม่เคยทำงานอะไรเลย
เเละแม้หลังจากบิดาเสียชีวิต เขาก็ไม่ยอมหางานทำ แต่กลับให้พี่หลันออกไปทำงานหนักแทน
“ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีปัญญาหรือเปล่า…”
เฉินซานซือรู้สึกพูดไม่ออกกับร่างเดิม
เเค่สอบเป็นบัณฑิตยังไม่ได้ เเล้วยังฝันหวานว่าจะสอบจอหงวนอีก ไร้สาระสิ้นดี!
เเต่​ตอนนี้​ร่างนี้เป็น​ของเขาเเล้ว, เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาต้องหาวิธีหาเลี้ยงชีพ
ไม่อย่างงั้น…
ถ้าจ่ายภาษีไม่ไหว ผู้ชายก็จะถูกส่งไปเป็นแรงงานแบบบังคับ ส่วนผู้หญิงก็จะถูกขายไปยังซ่องโสเภณี ต่างคนต่างก็มีชีวิตที่ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น
“ข้าไปหุงข้าวก่อนนะ” กู้ซินหลันเริ่มทำงานบ้าน
ไม่นาน ข้าวก็สุก
ข้าวฟ่างสองถ้วยผสมรำข้าวต้ม แม้แต่ผักดองก็ไม่มี
นี่คงเป็นมื้อสุดท้ายของบ้านนี้แล้ว
เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าในถ้วยของเขามีข้าวฟ่างมากกว่า ส่วนในถ้วยของกู้ซินหลันส่วนใหญ่เป็นรำข้าว
รำข้าว คือเปลือกของข้าว ข้าวสาลี ถั่วเหลือง และธัญพืชอื่นๆ มีเนื้อสัมผัสที่หยาบแห้ง ฝืดคอ กลืนยาก…ในยุคปัจจุบัน รำข้าวส่วนใหญ่จะใช้เป็นอาหารสัตว์
“ทานเถอะ พี่ซานซือ”
กู้ซินหลันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากทีละน้อยๆ นิ้วมือของนางแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด บริเวณข้อต่อมีแผลเน่าเปื่อยเล็กๆ
เเละนั่นก็เป็นเพราะการซักผ้ามากเกินไป
นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงครอบครัว ขาดก็แต่เพียงงานหนักที่ผู้ชายเท่านั้นที่ทำได้
เฉินซานซือเห็นและจำใส่ใจ ก้มหน้าก้มตากินรำข้าวเข้าปาก
“พี่ซานซือ”
กินไปได้ครึ่งหนึ่ง กู้ซินหลันก็วางตะเกียบลงเเล้วพูดด้วยน้ำเสียงลังเล
“จริงๆนอกจากภาษีแล้ว เรายังติดหนี้น้าหลี่อีกสองเหรียญเงินค่ารักษาพยาบาล”
“เอ่อ…ข้าแค่เสนอความคิดเห็นนะ ท่านพักฟื้นอีกสักสองสามวัน แล้วก็ออกไปหางานทำเถอะนะ?”
“ถ้าสิ้นเดือนแล้วยังหาเงินมาจ่ายภาษีไม่ได้ ได้ยินมาว่าจะโดนจับตัวไป…”
ขณะพูด นางก็แอบมองสีหน้าของเขา นิ้วมือก็จิกชายเสื้ออย่างกังวล
ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ พี่ซานซือจะโกรธมาก เขามักจะบอกว่าบัณฑิตจะไปทำงานหยาบๆได้อย่างไร
“กินข้าวต่อเถอะ”
เฉินซานซือตักข้าวเข้าปาก คิดคำนวณบัญชีอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
กู้ซินหลันไม่กล้าพูดอะไรอีก กินข้าวจนหมดอย่างเงียบๆ แล้วก็รีบล้างถ้วยล้างชามอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะรีบออกไปทำงานเย็บผ้า
เฉินซานซือนั่งนิ่งๆ คิดอย่างจริงจัง
สมัยโบราณไม่เหมือนสังคมปัจจุบัน แค่มีแรงก็หางานทำได้
บ้านเขาไม่มีที่ดินทำกิน เรียนหนังสือก็ไม่มีตำแหน่ง สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการล่าสัตว์
ร่างเดิมเคยเรียนรู้การล่าสัตว์จากพ่อมาบ้างเมื่อตอนเด็กๆ
หลายปีมานี้ถึงไม่ได้ฝึกฝนเลย แต่พื้นฐานก็ยังอยู่ น่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ไม่ยาก
อีกอย่างยังไงก็ต้องเสียภาษีล่าสัตว์อยู่แล้ว ไม่ล่าก็เสียเงินเปล่าๆ
นอกจากนี้, ที่บ้านก็ยังมีธนูเก่าๆเหลืออยู่
เฉินซานซือเดินไปที่ห้องด้านใน หยิบธนูที่เต็มไปด้วยฝุ่นบนผนังลงมา
“น่าจะยังใช้ได้”
“แต่มีธนูไม่มีลูกธนู คงต้องหาวิธีหาเงินซื้อลูกธนู”
ที่บ้านต้องขายแม้กระทั่งหนังสือเพื่อประทังชีวิต ตอนนี้เหลือเพียงแค่เครื่องเขียนพู่กันจีน หมึก กระดาษ ที่ร่างเดิมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พอจะขายได้ราคาบ้าง
เเน่​นอน​ว่าเฉินซานซือไม่ลังเลเลยที่จะนำพู่กัน หมึก เเละกระดาษทั้งหมดไปขาย
ถึงแม้จะเป็นของคุณภาพต่ำ เเต่มันก็ขายได้ถึงสองร้อยเหรียญทองแดง หรือประมาณสองเหรียญเงิน
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคำกล่าวที่ว่า "คนจนเรียนวิชาบู๊ คนรวยเรียนวิชาบุ๋น" นั้นไม่จริงเสมอไป การเรียนหนังสือก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินเช่นเดียวกัน
หลังจาก​นั้น, เฉินซานซือก็ถือเงินไปที่แผงขายของในตลาดที่ให้บริการนักล่า
“เจ้าหินน้อย มาซื้อลูกธนูเหรอ?” (ชื่อพระเอกเเปลว่าหิน)​
ลุงซูเจ้าของแผงเป็นทหารเกษียณ เคยเป็นเพื่อนเก่ากับพ่อของร่างเดิม
“หืมม…เจ้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์งั้นหรือ นี่ไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?”
“ขอรับ ข้าจะซื้อลูกธนูเก่าๆสักหน่อย”
เฉินซานซือเลือกหยิบลูกธนูใบหลิวมือสอง จำนวนห้าดอกออกมาจากแผง
“ราคาเท่าไหร่ครับ?”
“เจ็ดสิบอีแปะ” (เจ็ดสิบเหรียญ​ทองแดง)​
[100 อีแปะ​ = 1 เหรียญ​เงิน​ = 0.1ตำลึง​เงิน]​
“ลุงซู ลูกธนูเก่าๆราคานี้แพงไปหน่อยนะ อย่างมากก็แค่ห้าสิบอีแปะ” เฉินซานซือต่อรองราคา
“ได้ ห้าสิบอีแปะก็ห้าสิบอีแปะ” ลุงซูตกลงอย่างง่ายดาย
“บอกตามตรงนะ เจ้าควรจะขึ้นเขาไปตั้งนานแล้ว เอาความรู้จากพ่อเจ้ามาใช้เลี้ยงชีพ จะได้ไม่ต้องลำบากยากจนแบบนี้”
“จะไปเรียนหนังสือทำไม ตำแหน่งขุนนางมันไม่ใช่ของลูกคนจนหรอก”
“ขอรับ ท่านลุงพูดถูก”
เฉินซานซือไม่ได้เถียง เขาตรวจสอบลูกธนูว่าไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ จากนั้นก็นำมาขึ้นสายธนูเเล้วเล็งไปที่พื้น
วิ้งงงงง!!!
ทันใดนั้นเอง
ตัวอักษรเล็กๆ หลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[ทักษะ: การยิงธนู (ยังไม่เริ่มต้น)]​
[ความคืบหน้า: (20/100)]​
………………..