เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 : โลกใหม่

บทที่ 1 : โลกใหม่

บทที่ 1 : โลกใหม่


บทที่ 1: โลกใหม่

“สามีของเจ้าอยู่ไหน?” เสียงชายดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด

“เรียนท่านเจ้าค่ะ สามีข้ายังป่วยอยู่บนเตียงเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างน่าสงสาร

“แล้วภาษีบ้านเจ้าจะจ่ายเมื่อไหร่?” ชายคนเดิมยังคงคาดคั้น

“ท่านวางใจเถิดเจ้าค่ะ จะไม่เลยกำหนดแน่นอนเจ้าค่ะ” นางยืนยันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ในความมืด เฉินซานซือได้ยินบทสนทนาระหว่างชายหญิง

ชายผู้นั้นพูดจาข่มเหง ส่วนหญิงสาวก็ยอมอ่อนข้อให้ทุกอย่าง

“อึก...”

เขาพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

‘นี่มันที่ไหนกัน?’

‘ฉันไม่ได้กำลังทำงานอยู่หรอกเหรอ?’

“อึก...”

เฉินซานซือรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขาทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำ ทำให้เขาต้องยอมรับความจริง

‘ฉัน…ไม่ซิ ข้าข้ามเวลามาเหรอเนี่ย?’

ที่นี่คือเมืองผอหยาง เป็นเมืองชายแดนเล็กๆของราชวงศ์ต้าเซิ่ง

ร่างเดิมอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเอียนเปียนนอกเมือง เป็นบัณฑิตยากจนข้นแค้น ครอบครัวทั้งหมดต้องพึ่งพาการล่าสัตว์ของบิดาเพื่อหาเลี้ยงชีพ

ชีวิตแต่เดิมก็พอถูไถไปได้, จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน บิดาออกไปล่าสัตว์บนเขายามค่ำคืนแล้วก็หายสาบสูญไป

เมื่อครอบครัวสูญเสียเสาหลัก ร่างเดิมก็สอบบัณฑิตไม่ติด ต้องเผชิญกับความบอบช้ำสองเท่า เขาจึงล้มป่วยลงในที่สุด

และเฉินซานซือก็ได้ข้ามเวลามาสู่ร่างนี้

“โอ๊ะ พี่ซานซือ ท่านฟื้นแล้ว!”

หญิงสาวคนหนึ่งถือชามยาเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตื่นขึ้นนางก็แสดงสีหน้าดีใจอย่างสุดซึ้ง

เธอรีบวิ่งมาที่ข้างเตียง เสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวมอยู่แล้วก็ยิ่งสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง ราวกับมีกระต่ายสองตัวกำลังดิ้นอยู่ข้างใน

หญิงสาวผู้นี้มีชื่อว่า กู้ซินหลัน

เป็นภรรยาที่บิดาของร่างเดิมซื้อมาตั้งแต่เด็ก

นางคอยดูแลร่างเดิมเหมือนพี่สาวมาโดยตลอด แม้หลังจากที่บิดาเสียชีวิตและร่างเดิมล้มป่วย นางก็ไม่เคยทอดทิ้งไปใหน

เพียงแต่…ดูเหมือนร่างเดิมจะดูถูกพี่สาวคนนี้อย่างมาก

เพราะนางเป็นลูกหลานของนักโทษที่ ถูกเนรเทศมายังชายแดน และเกือบถูกขายไปยังซ่องโสเภณี ถือเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุด

ส่วนร่างเดิมกลับถือตัวว่าสูงส่ง คิดว่าวันหนึ่งจะต้องสอบได้ตำแหน่งขุนนาง, แต่งงานเป็นเขยที่สมฐานะกับลูกสาวตระกูลร่ำรวย ส่วนนางนั้นไม่คู่ควรกับตน จึงใช้ให้นางทำงานเหมือนคนรับใช้มาตลอด

“พี่ซานซือ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”

กู้ซินหลันนั่งลงข้างเตียง วางมือบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจ

“เอ๋…ไข้ลดแล้ว?”

เฉินซานซือลุกขึ้นนั่ง เเล้วลองขยับร่างกาย

นอกจากรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ อาการป่วยหายไปหมดพร้อมกับการข้ามเวลามาของเขา

“พระโพธิสัตว์คุ้มครองจริงๆ” กู้ซินหลันดีใจอย่างเห็นได้ชัด

“พี่ซานซือ ท่านดื่มยาก่อนเถอะนะ ข้าจะไปหาอะไรให้ท่านทาน”

มองดูทรวดทรงสะบึมของนางตอนเดินออกไป เฉินซานซือใช้เวลาสิบนาทีเพื่อทำใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ข้ามมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้”

เขาเป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วอยู่แล้ว ในเมื่อมาถึงโลกใบนี้แล้ว ก็ต้องหาวิธีใช้ชีวิตให้ดี

หลังจาก​ยกชามยาขมขึ้นดื่มรวดเดียวหมด เฉินซานซือก็เดินไปที่ห้องข้างๆ

เขาเห็นกู้ซินหลันแทบจะมุดเข้าไปในโอ่งข้าว พยายามควานหาข้าวสารอย่างยากลำบาก

แต่สุดท้ายก็ได้ข้าวฟ่างมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตั้งแต่บิดาของร่างเดิมเสียชีวิต ครอบครัวก็ขาดรายได้ ประกอบกับร่างเดิมป่วยหนักเมื่อไม่นานมานี้ มันจึงทำให้ต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดจนหมดสิ้น

ตอนนี้เรียกได้ว่าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่สตางค์แดงเดียว

“เมื่อกี้ มีคนมาเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วงเหรอ?”

“จะเก็บเท่าไหร่?”

“สามตำลึงเงิน” กู้ซินหลันตอบ

“สามตำลึง?” เฉินซานซือสูดหายใจเข้าลึกๆ

“พวกมันคิดรวมของท่านพ่อด้วยงั้นเหรอ?”

“อืม” กู้ซินหลันพยักหน้าเบาๆ

“เสมียนเก็บภาษีบอกว่า ถ้าหาศพพ่อไม่เจอก็ถือว่ายังไม่ตาย ยังไม่ได้แจ้งตาย ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ ภาษีล่าสัตว์ก็ต้องจ่ายด้วย”

“ไอ้พวกเวร” เฉินซานซือสบถด่าในใจ

ราชวงศ์ต้าเซิ่งเก็บภาษีมากมายก่ายกองอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงไม่กี่ปีมานี้ยังเกิดสงครามบ่อยครั้ง ภาษีจึงยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“พี่ซานซือ ท่านอย่ากังวลไปเลย”

กู้ซินหลันมีแววตาเป็นกังวล แต่ก็ยังพยายาม​ปลอบใจเขา

“ช่วงนี้ข้าได้งานที่ร้านตัดเย็บ แล้วก็รับซักผ้าด้วย ข้าจึงได้เงินมาบ้างเล็กน้อย”

เห็นได้ชัดว่าร่างเดิมไม่เคยทำงานอะไรเลย

เเละแม้หลังจากบิดาเสียชีวิต เขาก็ไม่ยอมหางานทำ แต่กลับให้พี่หลันออกไปทำงานหนักแทน

“ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีปัญญาหรือเปล่า…”

เฉินซานซือรู้สึกพูดไม่ออกกับร่างเดิม

เเค่สอบเป็นบัณฑิตยังไม่ได้ เเล้วยังฝันหวานว่าจะสอบจอหงวนอีก ไร้สาระสิ้นดี!

เเต่​ตอนนี้​ร่างนี้เป็น​ของเขาเเล้ว, เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาต้องหาวิธีหาเลี้ยงชีพ

ไม่อย่างงั้น…

ถ้าจ่ายภาษีไม่ไหว ผู้ชายก็จะถูกส่งไปเป็นแรงงานแบบบังคับ ส่วนผู้หญิงก็จะถูกขายไปยังซ่องโสเภณี ต่างคนต่างก็มีชีวิตที่ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น

“ข้าไปหุงข้าวก่อนนะ” กู้ซินหลันเริ่มทำงานบ้าน

ไม่นาน ข้าวก็สุก

ข้าวฟ่างสองถ้วยผสมรำข้าวต้ม แม้แต่ผักดองก็ไม่มี

นี่คงเป็นมื้อสุดท้ายของบ้านนี้แล้ว

เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าในถ้วยของเขามีข้าวฟ่างมากกว่า ส่วนในถ้วยของกู้ซินหลันส่วนใหญ่เป็นรำข้าว

รำข้าว คือเปลือกของข้าว ข้าวสาลี ถั่วเหลือง และธัญพืชอื่นๆ มีเนื้อสัมผัสที่หยาบแห้ง ฝืดคอ กลืนยาก…ในยุคปัจจุบัน รำข้าวส่วนใหญ่จะใช้เป็นอาหารสัตว์

“ทานเถอะ พี่ซานซือ”

กู้ซินหลันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากทีละน้อยๆ นิ้วมือของนางแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด บริเวณข้อต่อมีแผลเน่าเปื่อยเล็กๆ

เเละนั่นก็เป็นเพราะการซักผ้ามากเกินไป

นางเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงครอบครัว ขาดก็แต่เพียงงานหนักที่ผู้ชายเท่านั้นที่ทำได้

เฉินซานซือเห็นและจำใส่ใจ ก้มหน้าก้มตากินรำข้าวเข้าปาก

“พี่ซานซือ”

กินไปได้ครึ่งหนึ่ง กู้ซินหลันก็วางตะเกียบลงเเล้วพูดด้วยน้ำเสียงลังเล

“จริงๆนอกจากภาษีแล้ว เรายังติดหนี้น้าหลี่อีกสองเหรียญเงินค่ารักษาพยาบาล”

“เอ่อ…ข้าแค่เสนอความคิดเห็นนะ ท่านพักฟื้นอีกสักสองสามวัน แล้วก็ออกไปหางานทำเถอะนะ?”

“ถ้าสิ้นเดือนแล้วยังหาเงินมาจ่ายภาษีไม่ได้ ได้ยินมาว่าจะโดนจับตัวไป…”

ขณะพูด นางก็แอบมองสีหน้าของเขา นิ้วมือก็จิกชายเสื้ออย่างกังวล

ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ พี่ซานซือจะโกรธมาก เขามักจะบอกว่าบัณฑิตจะไปทำงานหยาบๆได้อย่างไร

“กินข้าวต่อเถอะ”

เฉินซานซือตักข้าวเข้าปาก คิดคำนวณบัญชีอยู่ในใจอย่างเงียบๆ

กู้ซินหลันไม่กล้าพูดอะไรอีก กินข้าวจนหมดอย่างเงียบๆ แล้วก็รีบล้างถ้วยล้างชามอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะรีบออกไปทำงานเย็บผ้า

เฉินซานซือนั่งนิ่งๆ คิดอย่างจริงจัง

สมัยโบราณไม่เหมือนสังคมปัจจุบัน แค่มีแรงก็หางานทำได้

บ้านเขาไม่มีที่ดินทำกิน เรียนหนังสือก็ไม่มีตำแหน่ง สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการล่าสัตว์

ร่างเดิมเคยเรียนรู้การล่าสัตว์จากพ่อมาบ้างเมื่อตอนเด็กๆ

หลายปีมานี้ถึงไม่ได้ฝึกฝนเลย แต่พื้นฐานก็ยังอยู่ น่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ไม่ยาก

อีกอย่างยังไงก็ต้องเสียภาษีล่าสัตว์อยู่แล้ว ไม่ล่าก็เสียเงินเปล่าๆ

นอกจากนี้, ที่บ้านก็ยังมีธนูเก่าๆเหลืออยู่

เฉินซานซือเดินไปที่ห้องด้านใน หยิบธนูที่เต็มไปด้วยฝุ่นบนผนังลงมา

“น่าจะยังใช้ได้”

“แต่มีธนูไม่มีลูกธนู คงต้องหาวิธีหาเงินซื้อลูกธนู”

ที่บ้านต้องขายแม้กระทั่งหนังสือเพื่อประทังชีวิต ตอนนี้เหลือเพียงแค่เครื่องเขียนพู่กันจีน หมึก กระดาษ ที่ร่างเดิมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่พอจะขายได้ราคาบ้าง

เเน่​นอน​ว่าเฉินซานซือไม่ลังเลเลยที่จะนำพู่กัน หมึก เเละกระดาษทั้งหมดไปขาย

ถึงแม้จะเป็นของคุณภาพต่ำ เเต่มันก็ขายได้ถึงสองร้อยเหรียญทองแดง หรือประมาณสองเหรียญเงิน

เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคำกล่าวที่ว่า "คนจนเรียนวิชาบู๊ คนรวยเรียนวิชาบุ๋น" นั้นไม่จริงเสมอไป การเรียนหนังสือก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินเช่นเดียวกัน

หลังจาก​นั้น, เฉินซานซือก็ถือเงินไปที่แผงขายของในตลาดที่ให้บริการนักล่า

“เจ้าหินน้อย มาซื้อลูกธนูเหรอ?” (ชื่อพระเอกเเปลว่าหิน)​

ลุงซูเจ้าของแผงเป็นทหารเกษียณ เคยเป็นเพื่อนเก่ากับพ่อของร่างเดิม

“หืมม…เจ้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์งั้นหรือ นี่ไม่เรียนหนังสือแล้วเหรอ?”

“ขอรับ ข้าจะซื้อลูกธนูเก่าๆสักหน่อย”

เฉินซานซือเลือกหยิบลูกธนูใบหลิวมือสอง จำนวนห้าดอกออกมาจากแผง

“ราคาเท่าไหร่ครับ?”

“เจ็ดสิบอีแปะ” (เจ็ดสิบเหรียญ​ทองแดง)​

[100 อีแปะ​ = 1 เหรียญ​เงิน​ = 0.1ตำลึง​เงิน]​

“ลุงซู ลูกธนูเก่าๆราคานี้แพงไปหน่อยนะ อย่างมากก็แค่ห้าสิบอีแปะ” เฉินซานซือต่อรองราคา

“ได้ ห้าสิบอีแปะก็ห้าสิบอีแปะ” ลุงซูตกลงอย่างง่ายดาย

“บอกตามตรงนะ เจ้าควรจะขึ้นเขาไปตั้งนานแล้ว เอาความรู้จากพ่อเจ้ามาใช้เลี้ยงชีพ จะได้ไม่ต้องลำบากยากจนแบบนี้”

“จะไปเรียนหนังสือทำไม ตำแหน่งขุนนางมันไม่ใช่ของลูกคนจนหรอก”

“ขอรับ ท่านลุงพูดถูก”

เฉินซานซือไม่ได้เถียง เขาตรวจสอบลูกธนูว่าไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพ จากนั้นก็นำมาขึ้นสายธนูเเล้วเล็งไปที่พื้น

วิ้งงงงง!!!

ทันใดนั้นเอง

ตัวอักษรเล็กๆ หลายบรรทัดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

[ทักษะ: การยิงธนู (ยังไม่เริ่มต้น)]​

[ความคืบหน้า: (20/100)]​

………………..

จบบทที่ บทที่ 1 : โลกใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว