- หน้าแรก
- จุติพลังจากซากศพ สร้างตำนานอมตะ
- LG-ตอนที่ 31 หวังเยียน : เจ้าไม่มีอะไรจะถามข้า?
LG-ตอนที่ 31 หวังเยียน : เจ้าไม่มีอะไรจะถามข้า?
LG-ตอนที่ 31 หวังเยียน : เจ้าไม่มีอะไรจะถามข้า?
"เดิมทีข้าคิดว่าเป่าหยวน สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นได้หลบหนีไปแล้ว ข้าจึงได้นำกองทัพออกไล่ล่า โดยสาบานว่าจะจับเขาให้ได้ ทว่าข้าไม่เคยคาดคิดว่าเจ้าสารเลวนั่นจะซ่อนตัวอยู่ในเมืองหยาง เขาเกือบจะทำลายทุกอย่างพังหมด"
"หากไม่ได้เจ้า ข้าอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่โดยตรงไปแล้ว"
"เพราะข้า ทหารกองทัพหลันเถียนนับหมื่นนายจึงต้องประสบความทุกข์ยาก เป็นข้าที่ผิดเอง…"
เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ล่าสุด หลี่เถิงรู้สึกช่วยเหลือตนเองไม่ได้เล็กน้อย แต่สิ่งที่หนักอึ้งในใจเขามากกว่าคือการตำหนิตนเอง
จ้าวเฟิงไม่ได้พูดอะไรเพื่อปลอบโยนเขา เพราะเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของหลี่เถิงจริง ๆ
เนื่องจากความกระตือรือร้นในการแสวงหาความดีความชอบอย่างหน้ามืดตามัว และความล้มเหลวในการทิ้งกำลังพลประจำการไว้ในเมืองหยางที่เพียงพอ จึงเปิดโอกาสให้เป่าหยวนได้ฉวยประโยชน์
เพราะหากหลี่เถิงทิ้งทหารทัพเจี้ยนไว้มากกว่านี้สักหนึ่งหมื่นนายเพื่อปกป้องเมืองหยาง เป่าหยวนก็คงจะไม่สามารถสร้างความวุ่นวายได้มากขนาดนี้ และกองทัพหลันเถียนก็จะไม่ต้องประสบกับความสูญเสียมากมายเช่นนี้
แม้จะมีการกล่าวกันว่าความสำเร็จของแม่ทัพนั้นสร้างอยู่บนภูเขากระดูกและซากศพ แต่ในครั้งนี้ การกระทำของหลี่เถิงไม่สามารถถือเป็นความสำเร็จได้
แต่กลับเป็นความผิดของเขาเอง
นอกจากนี้ ในใจลึก ๆ เมื่อตอนที่กองกำลังของเป่าหยวนเปิดฉากโจมตีอย่างกะทันหัน แม้แต่ จ้าวเฟิง เอง ก็กำลังสบถอย่างรุนแรง ว่าพวกเราถูกกองทัพแคว้นฮั่นซุ่มโจมตีได้อย่างไร ในเมื่อการรบมาถึงขั้นนี้แล้ว?
มันช่างน่าขันสิ้นดี
"หากท่านแม่ทัพหลี่รู้สึกผิดอย่างแท้จริง ท่านก็สามารถไปเยี่ยมหลุมศพของทหารเหล่านั้นในวันอื่นเพื่อแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญของพวกเขา" จ้าวเฟิงแนะนำอย่างช้า ๆ "หรืออาจจะทูลขอสิ่งชดเชยเพิ่มเติมจากฝ่าบาท"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เถิงจึงเงยหน้าขึ้น มองจ้าวเฟิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดว่าจ้าวเฟิงจะพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ โดยไม่แสดงความเกรงกลัวต่อสถานะแม่ทัพใหญ่ของเขา
เพียงแต่ หลี่เถิงไม่ได้โกรธ แต่กลับพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"หลังจากการรบสิ้นสุดลง ข้าจะไป ขอความเมตตาต่อทหารกล้าแห่งกองทัพหลันเถียนที่เสียชีวิตไป ต่อท่านแม่ทัพอาวุโส"
"หากสิ่งของชดเชยเหล่านั้นมากพอ เหล่าทหารที่จากไปเหล่านั้นอาจจะพบกับความสงบได้บ้าง" จ้าวเฟิงกล่าว
เพราะในยุคนี้ บางทีหลายสิ่งอาจอยู่เหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นการถูกเกณฑ์ทหาร การเข้าร่วมกองทัพ การไปรบ และการเสียชีวิต
แต่ทว่าทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป้าหมายที่ไม่ได้พูดออกมา นั่นคือเพื่อความอยู่รอดและเพื่อให้ครอบครัวของตนอยู่รอดได้
แม้ว่าทหารจะเสียชีวิต แต่เงินชดเชยของพวกเขาคือของขวัญสุดท้ายที่พวกเขาสามารถมอบให้แก่ครอบครัวได้
แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสักหนึ่งส่วนก็อาจทำให้ครอบครัวของพวกเขาอยู่ได้ดีขึ้นอีกเล็กน้อย
เนื่องจากในยุคนี้คนทั่วไปส่วนใหญ่ล้วนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนา นอกเหนือจากการทำงานในร้านค้า
"วางใจได้" หลี่เถิงกล่าวกับจ้าวเฟิงพร้อมรอยยิ้ม "แคว้นฉินล้วนไม่เคยละเลยที่จะให้เกียรติผู้ที่สร้างความดีความชอบ นอกจากนี้ ข้าได้รับแจ้งจากท่านแม่ทัพอาวุโสแล้วว่า เขาได้รายงานความสำเร็จทางการทหารของเจ้าและความสำเร็จของกองทัพหลันเถียนแล้ว ภายในสิบวัน อาจมีราชโองการมาถึง เมื่อถึงเวลานั้น เจ้าคงจะไม่ได้อยู่ในกองทัพหลันเถียนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนึ่งในทหารทัพเจี้ยนซึ่งอยู่ในค่ายหลักของข้า ความตั้งใจของแม่ทัพอาวุโสคือให้เจ้ามาอยู่ภายใต้การบัญชาการของข้าโดยตรง”
"เมื่อราชโองการมาถึง ข้าก็จะปฏิบัติตามอย่างแน่นอน" จ้าวเฟิงตอบอย่างใจเย็น พลางประสานมือทำความเคารพ
"ไม่ต้องกังวล" หลี่เถิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "ข้ารู้ว่าเจ้าเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ ดังนั้นจงใช้เวลานี้พักผ่อนให้ดี เพราะปัจจุบันกองทัพของเรากำลังไล่ล่ากองกำลังศัตรูที่เหลือและกำลังรุกคืบไปยังเมืองหลวงแคว้นฮั่นทีละน้อย จึงน่าจะไม่มีการรบใหญ่ที่ใกล้จะเกิดขึ้น ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป”
"เข้าใจแล้ว" จ้าวเฟิงพยักหน้า
"ท่านแม่ทัพหลี่" เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน "ข้ามีข้อเสนอ"
ซึ่งนั่นคือหวังเยียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"แม่ทัพหวัง เชิญกล่าว" หลี่เถิงกล่าว พลางหันไปหานาง
"ข้าหวังว่าท่านจะอนุญาติให้จ้าวเฟิงย้ายไปยังกองทัพภายใต้การบัญชาการของข้า" หวังเยียนกล่าวพลางเงยหน้าขึ้น
"ย้ายไปยังกองทัพของเจ้า?" หลี่เถิงแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อสบตากับหวังเยียน เขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่างและค่อย ๆ ถามว่า "เจ้าตัดสินใจดีแล้วงั้นหรือ?"
"ข้าตัดสินใจแล้ว" หวังเยียนพยักหน้า หลังจากพูดคำเหล่านั้น นางก็ดูผ่อนคลายลงมาก
"ก็ได้ ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อท่านแม่ทัพอาวุโส" หลี่เถิงกล่าว
"ขอบคุณท่านแม่ทัพ" หวังเยียนกล่าว จากนั้นนางก็หันไปหาจ้าวเฟิง
"ในเมื่อเจ้าจะถูกโอนย้ายไปยังค่ายรบหลักในไม่ช้าอยู่แล้ว ให้ข้าพาเจ้าไปดูรอบ ๆ ค่ายทหารเพื่อทำความคุ้นเคยหน่อยดีไหม?"
จ้าวเฟิงไม่ปฏิเสธ
"ก็ได้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าค่ายหลักแตกต่างจากกองทัพหลันเถียนอย่างไร"
หลังจากนั้น หวังเยียนก็พาจ้าวเฟิงออกจากห้องโถงไป
เด็กคนนั้นมีความแค้นต่อข้า หลี่เถิงคิด พลางมองร่างของจ้าวเฟิงที่กำลังเดินจากไป เขาสัมผัสได้ถึงความเฉยเมยในคำพูดของจ้าวเฟิงอย่างเป็นธรรมชาติ บางทีข้าอาจจะเป็นคนนำสิ่งนี้มาสู่ตัวเอง เพราะการกระทำของข้า ข้าได้นำอันตรายมาสู่กองทัพหลันเถียน... เฮ้อ…
ในทางกลับกัน จ้าวเฟิง ก็คิดในใจ
บางทีนี่อาจเป็นธรรมชาติของข้า การไม่ชอบความเสแสร้ง ข้าไม่สามารถก้มหัวให้หลี่เถิงหรือประจบประแจงผู้มีอำนาจได้จริง ๆ นอกจากนี้ ด้วยความแข็งแกร่งที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น
「 ระหว่างทาง 」
หวังเยียนเดินนำหน้า ในขณะที่จ้าวเฟิงเดินตามหลัง ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ หวังเยียนก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
จ้าวเฟิงก็หยุดลงอย่างกะทันหันเช่นกัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
หวังเยียนหันกลับมาและพูดด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
"เจ้าไม่มีอะไรจะถามหรือจะพูดหน่อยเหรอ?”
"ข้ายังจะมีอะไรต้องถามด้วยเหรอ?" จ้าวเฟิงตอบด้วยความงุนงง
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นสตรี?" หวังเยียนถาม พลางจ้องมองเขา
จ้าวเฟิงมองนางอย่างแปลก ๆ แล้วหัวเราะ
"นี่ ถ้าใครมีตาหน่อย ก็น่าจะมองเห็นได้ชัดไม่ใช่เหรอ? หนุ่มหน้าสวยอย่างท่าน น่าจะมีไม่มากในกองทัพ และไม่ว่าท่านจะพยายามทำให้เสียงของท่านหยาบกระด้างแค่ไหน ท่านก็ไม่สามารถปกปิดน้ำเสียงที่เป็นสตรีได้ทั้งหมด"
"นอกจากนี้..." สายตาของจ้าวเฟิงกวาดมองไปที่หน้าอกของหวังเยียน
"ไม่ว่าท่านจะรัดมันแน่นเพียงใด บุรุษที่ไหนจะมีกล้ามหน้าอกใหญ่โตจนไร้สาระขนาดนั้น? ท่านคิดว่าข้าเป็นคนโง่หรือไง!"
เมื่อคำพูดของเขาจบลง หวังเยียนก็ก้มมองลงโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าขาวผ่องของนางแดงก่ำในทันที
"เจ้าคนหื่นกาม" นางบ่นเบา ๆ
"เป็นท่านที่ถามข้าเอง" จ้าวเฟิงตอบด้วยความหงุดหงิด
"เจ้าอยากกลับบ้านมากขนาดนั้นเลยหรือไง?" หวังเยียนถามอย่างกะทันหัน
"ท่านกำลังพูดเรื่องเหลวไหลอะไรอยู่?" จ้าวเฟิงมองนางและพูดอย่างหงุดหงิด "หรือว่าท่านไม่อยากกลับบ้าน?"
"ข้าไม่อยาก" หวังเยียนตอบ พลางส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มที่ฝืนใจ
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ จ้าวเฟิงก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวว่า
"ข้าเป็นเพียงสามัญชน ข้าไม่เข้าใจเรื่องราวของตระกูลขุนนางของพวกท่านหรอก แต่ข้าคิดว่าคงมีเรื่องจุกจิกอีกมากมายที่คนตระกูลใหญ่จะต้องจัดการ”
"ถูกต้อง" หวังเยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
"ถ้าเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากเกิดในในสิ่งที่เรียกว่า 'ตระกูลใหญ่' หรอก และในบางที ข้าก็คงไม่ต้องมารู้สึกว่าชีวิตของข้ามักอยู่เหนือการควบคุมของข้ามากขนาดนี้”
จ้าวเฟิงเงียบไป โดยไม่ตอบอะไร
ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นี้จะตกเป็นเป้าหมายของการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ไม่อย่างนั้นนางคงไม่หนีมาที่กองทัพเพื่อซ่อนตัว นางอาจจะกำลังพยายามสร้างความดีความชอบทางการทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของนางด้วยตนเอง
แต่ทว่าสิ่งนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สกุลของนางคือหวัง และนางยังเป็นบุตรสาวของหวังเจี้ยนด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสที่บุตรสาวของเขาจะถูกบังคับให้ต้องแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่แน่ว่าคนที่บังคับนี้ก็คือตัว ฮ่องเต้แคว้นฉินเอง ไม่ว่าจะเป็น เชื้อพระวงศ์ หรือ ขุนนางตระกูลใหญ่ เหล่าคุณหนูที่มีฐานะทางบ้านดีเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะถูกมัดไปด้วยความปราถนาของบิดามารดาและการจัดการของแม่สื่อ ดังนั้นมันจึงเป็นชะตากรรมที่ยากจะต่อต้านของเหล่าสตรีในยุคนี้