- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- บทที่ 83 คูปองบันทึก
บทที่ 83 คูปองบันทึก
บทที่ 83 คูปองบันทึก
บทที่ 83 คูปองบันทึก
ระหว่างที่พูด เจียงฉินก็ผลักประตูห้องผู้ป่วยเข้าไป เสียงร้องไห้ของเด็กทารกยิ่งชัดเจนขึ้น
เสียงร้องนั้นแหลมสูงจนบาดแก้วหู พอประตูเปิดออก สามคนที่ยืนอยู่ข้างนอกก็ชะงักพร้อมกัน เจียงฉินสูดหายใจลึกแล้วเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก
ซูเจินเดินตามไป๋เว่ยเจิงเข้าไป ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าห้อง กลิ่นประหลาดก็โชยมาเตะจมูก เป็นกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเน่า ไม่ได้ฉุนกึก แต่ก็ชัดเจนจนไม่อาจละเลย
หน้าของเธอยู่ยี่ทันที เธอยกมือปิดปากและจมูก หรี่ตามองเข้าไป เห็นคนนอนอยู่บนเตียงในสภาพถูกพันผ้าพันแผลแทบทั้งตัวเหมือนมัมมี่
นี่คือลั่วชวน ดาราชายชื่อดังเจ้าของรางวัลการแสดงมากมายทั้งในและต่างประเทศ ทุกครั้งที่มีการจัดอันดับทักษะการแสดงของดาราชายในประเทศ ชื่อของเขาจะติดอันดับต้นๆ เสมอ และถ้าจัดอันดับความหล่อ เขาก็ไม่เคยหลุดโผ
แต่ตอนนี้ แขนขาของเขาถูกมัดติดกับเตียง หัวทั้งหัวถูกพันด้วยผ้ากอซที่มีเลือดซึมออกมาจางๆ แม้จะไม่เห็นว่าสภาพใต้ผ้าพันแผลเป็นยังไง แต่ความหล่อเหลาที่เคยมีคงไม่เหลือแล้ว
แม้แขนขาจะถูกมัด แต่ร่างกายของเขาก็ยังดิ้นรนไม่หยุด หัวของเขาเงยขึ้นสูง อ้าปากกว้าง ส่งเสียงร้องไห้ของเด็กทารกออกมาดังลั่น
ไม่ว่าจะมองยังไง ฉากนี้ก็ดูพิลึกพิลั่น ซูเจินหันไปมองไป๋เว่ยเจิง
ไป๋เว่ยเจิงคิดครู่หนึ่ง แล้วหยิบมีดเงินเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า
ซูเจินเลิกคิ้ว จะเริ่มแล้วเหรอ? เธอยังดูไม่ออกเลยว่าเป็นอะไร ไป๋เว่ยเจิงจะลงมือแล้วเหรอ?
จากนั้นเธอก็เห็นไป๋เว่ยเจิงใช้มีดกรีดนิ้วตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วป้ายเลือดลงบนหว่างคิ้วอย่างเท่ๆ
ซูเจิน: “...”
ไม่ใช่แค่ซูเจิน คนอื่นในห้องก็ทำหน้าบอกไม่ถูกเหมือนกัน
ซูเจินกลั้นไว้ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูด "จริงๆ แล้ว... คุณไม่ต้องกรีดนิ้วก็ได้มั้งคะ? ใช้ยันต์ไม่ดีกว่าเหรอ? สิ่งที่คุณทำ... มันก็เท่อยู่หรอก แต่ทำร้ายร่างกายตัวเองมันก็ไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอ?"
ไป๋เว่ยเจิงส่ายหน้า "ยันต์มีผลต่อเนื่อง แต่เลือดผมเช็ดออกเมื่อไหร่ก็ได้"
พอเขาอธิบาย ซูเจินก็เข้าใจทันที
ตาเฒ่าไป๋ เธอเข้าใจเขาผิดมาตลอดเลย!
ครั้งแรกที่ซูเจินเจอไป๋เว่ยเจิง ทุกคนตกลงกันว่าจะใช้วิธีปิดบังพลังหยางเพื่อแก้ผีบังตา คนอื่นใช้ยันต์กันหมด มีแค่ไป๋เว่ยเจิงคนเดียวที่กรีดนิ้วใช้เลือด
ตอนนั้นเธอคิดว่าผู้ชายคนนี้แก่อายุปูนนี้แล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ ชอบโชว์พาว ที่แท้เขาก็มีเหตุผลของเขา
ยันต์มีระยะเวลาออกฤทธิ์ ใช้แล้วผลจะคงอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นไปได้มากว่าภารกิจจบแล้วแต่ฤทธิ์ยันต์ยังไม่หมด ไป๋เว่ยเจิงคงไม่ชอบความรู้สึกนี้ เลยเลือกใช้เลือดแทน พอไม่ต้องการปิดบังพลังหยางแล้ว แค่เช็ดเลือดออกก็จบ สะดวกกว่าใช้ยันต์นิดหน่อย
เจียงฉินและคนอื่นก็เข้าใจเช่นกัน สายตาแปลกๆ ที่มองไป๋เว่ยเจิงจึงกลับมาเป็นปกติ
"ฉันเอาด้วย" ซูเจินมองมือไป๋เว่ยเจิง "ป้ายให้ฉันหน่อยสิ"
ไป๋เว่ยเจิงมองเธอ แววตาลำบากใจฉายวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วเขาก็ยกมือข้างที่กรีดนิ้วขึ้นมา ท่าทางกรีดนิ้วของเขาชำนาญมาก เห็นได้ชัดว่าทำมานับครั้งไม่ถ้วน เขาควบคุมแรงได้แม่นยำ กรีดแค่แผลเล็กๆ เลือดที่ไหลออกมาก็พอดีสำหรับใช้คนเดียว
แต่ตอนนี้ซูเจินอยากได้ด้วย และแผลเขาก็เลือดหยุดไหลแล้ว
ไป๋เว่ยเจิงลังเลแค่วินาทีเดียว ก่อนจะใช้อีกมือบีบนิ้วที่มีแผล บังคับให้เลือดไหลออกมาอีกนิด เขาเงยหน้ามองซูเจิน ซูเจินก็ยื่นหน้าเข้าไปหาอย่างรู้งาน ไป๋เว่ยเจิงป้ายเลือดจากนิ้วลงบนหว่างคิ้วของเธอ
ฮิฮิ ซูเจินรู้สึกว่ามีคู่หูแบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ
หลังจากปิดบังพลังหยางแล้ว ซูเจินมองไปที่ลั่วชวนบนเตียงอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
ในสายตาของเธอตอนนี้ ลั่วชวนถูกปกคลุมด้วยไอสีดำ กลุ่มไอสีดำรูปร่างเหมือนเด็กทารกนับไม่ถ้วนไต่ยั้วเยี้ยไปทั่วตัวเขา เดี๋ยวก็มุดเข้าไปในท้อง เดี๋ยวก็โผล่ออกมาจากหน้า กลุ่มไอดำเหล่านี้เคลื่อนที่เข้าออกร่างกายเขาตลอดเวลา ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมลั่วชวนถึงพยายามข่วนตัวเอง หรือแม้แต่ควักลูกตาตัวเองออกมา
เขาคงรู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมมากมายอยู่ในร่างกาย เจ็บปวดทรมานและอยากจะควักพวกมันออกมา แต่เขาทำไม่ได้ ต่อให้ฉีกเนื้อตัวเองหรือควักตาออกมา ก็กำจัดพวกมันไม่ได้
"วิญญาณอาฆาต" ไป๋เว่ยเจิงกล่าว "เป็นวิญญาณทารกที่ยังไม่ได้เกิดทั้งนั้น"
"พวกเราก็เจอเหมือนกันครับ" เจียงฉินทำหน้าเครียด "ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาไปทำอะไรมา วิญญาณอาฆาตเยอะขนาดนี้ วิธีการของพวกเราใช้ไม่ได้ผลเลย กำจัดไม่ออก"
ซูเจินมองภาพตรงหน้าด้วยคิ้วขมวดแน่น สิ่งที่หลี่เป่าเป่าเล่าให้ฟังน่าจะเป็นเรื่องจริง ลั่วชวนทำข้อตกลงกับผีร้ายว่าจะยกลูกของตัวเองให้ แต่บางทีเขาอาจจะไม่อยากให้ผีร้ายมาเกิดในร่างลูกตัวเองจริงๆ เขาเลยป้องกันไม่ให้เด็กเกิดมา
เขาคบผู้หญิงหลายคน และหลายคนก็ท้อง แต่เขาไม่ยอมให้ใครคลอดออกมาเลย บังคับให้ไปทำแท้งหมด วิญญาณอาฆาตพวกนี้ต้องเป็นเด็กที่ถูกทำแท้งแน่ๆ
วินาทีนั้น ความรังเกียจที่ซูเจินมีต่อลั่วชวนพุ่งถึงขีดสุด
เธอขมวดคิ้ว "สมควรแล้วที่เขาเจอแบบนี้ เราต้องช่วยเขาจริงๆ เหรอคะ?"
ไป๋เว่ยเจิงหน้านิ่ง เขาแค่ปลดเป้ลงมาแล้วพูดว่า "การจัดการกับพลังวิญญาณคืองานของเรา ชะตากรรมของเขาไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเรา"
พูดจบ เขาก็หยิบกระดิ่งทองแดง เส้นไหมหมึก ไม้หวาย และขวดสีดำใบเล็กที่มีอักขระยันต์ออกมาจากเป้
ไป๋เว่ยเจิงร้อยกระดิ่งทองแดงเข้ากับเส้นไหมหมึก แล้วนำไปขึงล้อมรอบเตียงผู้ป่วย จากนั้นเขาก็จุ่มไม้หวายลงในของเหลวสีประหลาดในขวด แล้วเงื้อไม้ฟาดใส่ลั่วชวนบนเตียง
"เพี้ยะ!"
"เพี้ยะ!"
ไป๋เว่ยเจิงยืนตัวตรง มือที่จับไม้หวายทรงพลัง หวดฟาดลงไปอย่างแรง ทุกครั้งที่ไม้กระทบตัวลั่วชวน ลั่วชวนจะกรีดร้องโหยหวน
ถ้าคนอื่นเดินเข้ามาเห็น คงคิดว่าไป๋เว่ยเจิงกำลังทรมานคนป่วย แต่คนในห้องเห็นชัดเจนว่าไม้หวายฟาดใส่วิญญาณอาฆาตสีดำบนตัวลั่วชวน
วิญญาณอาฆาตเหล่านั้นแตกกระจายเมื่อถูกฟาด แต่ก็กลับมารวมตัวกันใหม่อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม้หวายฟาดลงไปเรื่อยๆ ความเร็วในการรวมตัวของวิญญาณอาฆาตก็ช้าลง ซูเจินรู้ว่าถ้าฟาดต่อไปเรื่อยๆ วิญญาณอาฆาตทั้งหมดจะสลายไป
สลายไปก็ดีเหมือนกัน ต่อให้เอาออกไป ก็คงกลายเป็นเซียนน้ำเต้า หรือถูกเอาไปทำเป็นอาวุธความร้อนพลังวิญญาณในอนาคต สู้ให้หายไปจากโลกนี้เลยดีกว่า
เมื่อวิญญาณอาฆาตบนตัวลดน้อยลง ลั่วชวนก็ค่อยๆ สงบลง ไม่ดิ้นรนหรือพยายามทำร้ายตัวเองเหมือนก่อนหน้านี้
เหงื่อผุดพรายบนหน้าผากไป๋เว่ยเจิง เห็นได้ชัดว่าการเฆี่ยนตีคนอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย
ขณะที่ซูเจินคิดว่าทุกอย่างกำลังจะจบลง จู่ๆ เงาดำทะมึนก็ปกคลุมศีรษะของลั่วชวน เส้นไหมหมึกรอบเตียงเริ่มสั่นไหว กระดิ่งทองแดงส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งบาดหู
ก้อนเงาดำนั้นพุ่งเข้าใส่ไป๋เว่ยเจิงด้วยความเร็วสูง ไป๋เว่ยเจิงถอยหลังเท้าขวาไปก้าวหนึ่ง มือซ้ายล้วงมีดเงินออกมา
เขาตวัดมีดด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ มีดเล่มเล็กปะทะเข้ากับก้อนเงาดำเต็มๆ
วินาทีต่อมา มีดเงินเปลี่ยนเป็นสีดำสนิททันทีและร่วงลงพื้นเสียงดัง "เคร้ง" ก้อนเงาดำพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
แต่คราวนี้มันไม่ได้พุ่งหาไป๋เว่ยเจิง มันเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน พุ่งเข้าใส่ซูเจินที่ยืนอยู่ข้างๆ
ซูเจินเลิกคิ้ว คิดว่าฉันรังแกง่ายงั้นสิ?
เธอยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อย และก้อนเงาดำนั้นก็มาไม่ถึงตัวเธอ เพราะไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หลุมศพปรากฏขึ้นข้างเตียง มือจำนวนมากยื่นออกมาจากหลุมศพ คว้าจับก้อนเงาดำนั้นไว้แน่น มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะดิ้นรน ถูกมือเหล่านั้นลากลงไปในหลุมศพอย่างง่ายดาย
หนึ่งนาทีต่อมา มือสีดำสนิทขนาดเล็กเหมือนมือเด็กทารกแรกเกิดก็ยื่นออกมาจากหลุมศพ และร่วมกับมืออื่นๆ ไขว่คว้าไปมาอย่างไร้จุดหมาย
ทั้งหมดนี้ฟังดูซับซ้อน แต่ตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที
จนกระทั่งพลังวิญญาณของสามีผู้ล่วงลับเบอร์สองหายไป ซูเจินยังไม่ได้ขยับนิ้วเลยด้วยซ้ำ เจียงฉินและคนอื่นๆ มองดูเหตุการณ์เงียบๆ ต่างพากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่
สมกับเป็นคนที่สำนักงานใหญ่ส่งมา ไม่มีใครธรรมดาสักคน
ไป๋เว่ยเจิงจัดการทางฝั่งนั้นเสร็จพอดี เขาเปิดเป้และเก็บอุปกรณ์กลับเข้าที่อย่างระมัดระวังทีละชิ้น หลังจากสะพายเป้กลับขึ้นหลัง เขาหันมาบอกซูเจิน "เอาล่ะ ไปกันเถอะ"
ซูเจินล้วงมือใส่กระเป๋า พยักหน้าแล้วบอก "หิวแล้วค่ะ ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
ทั้งสองเดินออกจากห้องผู้ป่วย เจียงฉินรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน คิดในใจว่าเขาช่างจัดการอะไรไม่เป็นเอาเสียเลย พวกเขาอุตส่าห์เดินทางมาไกลขนาดนี้ จัดการปัญหาทันทีที่ลงเครื่อง แล้วตอนนี้เขาจะปล่อยให้พวกเขากลับไปทั้งที่ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ?
เขารีบวิ่งตามไป "คุณไป๋ คุณซู ผมรู้ร้านอร่อยครับ!"
ซูเจินและไป๋เว่ยเจิงเดินออกจากห้องผู้ป่วยพร้อมกัน เห็นว่าเพิ่งจะเที่ยง ไป๋เว่ยเจิงจึงถาม "กินข้าวเสร็จแล้วเราไปบ้านเกิดคุณกันไหม?"
ซูเจินลังเลเล็กน้อย "ฉันไม่รู้ว่าบ้านที่นั่นสภาพเป็นยังไง ถ้าถูกทิ้งร้างไว้นาน คืนนี้คงนอนไม่ได้หรอกค่ะ"
"เราทำความสะอาดได้ครับ" สำหรับไป๋เว่ยเจิง อะไรที่ลงมือทำเองได้ไม่ใช่ปัญหาเลย
ขณะที่ซูเจินกำลังจะพูด จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง "ซูเจิน?!"
เป็นเสียงผู้หญิง ดังขึ้นกะทันหัน
ซูเจินหันกลับไป เห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมเล็กน้อยวัย 50 กว่า ในมือถือกระดาษปึกหนึ่ง เธอเบิกตากว้างเพ่งมองซูเจิน แล้วตบมือฉาด "ซูเจินจริงๆ ด้วย! ซูเจิน เธอกลับมาแล้วเหรอ?"
ซูเจินมองเธออย่างงุนงงครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "อือ"
แล้วเธอก็พูดต่ออีกคำ "ป้าสะใภ้"
"ตายจริง! ซูเจินกลับมาจริงๆ ด้วย" ป้าสะใภ้เดินเข้ามาดูซูเจินใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้น "เธอไม่กลับมาตั้งหลายปี หายไปอยู่ไหนมาฮึ?"
พูดจบ เธอก็สังเกตเห็นไป๋เว่ยเจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอเห็นว่าไป๋เว่ยเจิงสูงโปร่ง หุ่นดี แม้จะดูไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว แต่ก็หล่อเหลาและมีเสน่ห์แบบผู้ชายเต็มตัว
สายตาของป้าสะใภ้เปลี่ยนไปทันที "ซูเจินหลานรัก กลับมาคราวนี้มาทำอะไรจ๊ะ?"
"มาทำธุระน่ะค่ะ" ซูเจินตอบโดยเมินสายตาของป้าสะใภ้ "แล้วก็จะไปเยี่ยมหลุมศพยายด้วย"
"อ๋อ~" ป้าสะใภ้พยักหน้า แล้วชำเลืองมองไป๋เว่ยเจิงอีกครั้ง "แล้วนี่ใครเหรอจ๊ะ?"
ไป๋เว่ยเจิงพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ "สวัสดีครับ ผมเป็นเพื่อนร่วมงานของซูเจิน ชื่อไป๋เว่ยเจิงครับ"
"อ๋อ สวัสดีจ้ะ สวัสดี" ป้าสะใภ้กำลังจะถามต่อ
แต่ซูเจินขัดขึ้น "ป้าสะใภ้ มาทำอะไรที่โรงพยาบาลคะ? ไม่สบายเหรอ?"
"เฮ้อ" พูดถึงเรื่องนี้ ป้าสะใภ้ก็ของขึ้น "ตาลุงนั่นแหละ โดนน้ำร้อนลวกที่บ้าน ต้องนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน เธอมาก็ดีแล้ว ป้ากำลังทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้แกอยู่พอดี"
จังหวะนี้ เจียงฉินวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากห้องผู้ป่วย ตรงมาหาทั้งสองคนแล้วพูดว่า "คุณไป๋ คุณซู อย่าเพิ่งรีบกลับนะครับ มาถึงถิ่นทั้งที ผมต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ผมรู้จักร้นอาหารส่วนตัวข้างโรงพยาบาลนี้ รสชาติดีมาก..."
พูดจบ เขาก็เห็นป้าสะใภ้ยืนอยู่ "ท่านนี้คือ?"
"ฉันเป็นป้าสะใภ้ของซูเจินจ้ะ" ป้าสะใภ้รีบแนะนำตัว
"อ๋อ คุณป้านี่เอง" เจียงฉินไม่ถือตัวเลย เรียกป้าตามซูเจินซะงั้น "คุณป้าทานข้าวหรือยังครับ? ไปทานด้วยกันสิครับ"
เจียงฉินเป็นคนดี สุภาพ ใจกว้าง และจัดการธุระเก่ง ข้อเสียอย่างเดียวคือตาไม่ถึง มองไม่ออกว่าซูเจินกับป้าสะใภ้ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
พอรู้ว่าลุงของซูเจินกำลังจะออกจากโรงพยาบาล เขาก็รีบอาสาจัดการให้ทันที บอกให้ป้าสะใภ้ไปพักผ่อน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เดี๋ยวเขาให้ลูกน้องจัดการให้
จากนั้นเขาก็พาลุงกับป้าสะใภ้ของซูเจินไปที่ร้านอาหารส่วนตัวแห่งนั้น
เงินทุนของผู้ใช้วิชาอาคมนั้นเหลือเฟือเสมอ หลักๆ เพราะอาชีพนี้หาเงินง่าย แค่ช่วยเศรษฐีดูฮวงจุ้ยนิดหน่อยก็ได้เงินก้อนโต นานวันเข้าเลยติดนิสัยใช้จ่ายมือเติบ เช่น ต้องกินของที่อร่อยที่สุดเสมอ
ร้านอาหารส่วนตัวที่เจียงฉินพาซูเจินและทุกคนไป คือร้านที่ดังที่สุดในย่านนี้ รับลูกค้าแค่วันละ 8 โต๊ะ และต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น
จินตนาการได้เลยว่าบรรยากาศข้างในจะเป็นยังไง ลุงกับป้าสะใภ้อ้าปากค้างตั้งแต่ลงจากรถ
ไม่ใช่เพราะพวกเขาจน จริงๆ แล้วครอบครัวลุงของซูเจินแม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีปัญญาซื้อบ้านในเมืองให้ลูกชายด้วยเงินสด ชีวิตความเป็นอยู่ก็สุขสบาย มีเนื้อสัตว์กินทุกมื้อ
แต่ช่องว่างระหว่าง 'อยู่สบาย' กับ 'หรูหรา' มันก็มีอยู่ เช่น พวกเขาคงไม่เข้าร้านอาหารระดับนี้บ่อยๆ
พวกเขาไม่เคยกินอาหารในร้านระดับนี้มาก่อนในชีวิต
กลุ่มคนนั่งลงท่ามกลางฉากกั้นไม้ไผ่สีเขียว ยกเว้นลุง เพราะแผลน้ำร้อนลวกของลุงอยู่ในจุดที่น่าอาย แกเลยนั่งไม่ได้ ต้องยืนกิน และเวลานอนก็ต้องนอนคว่ำ
ช่วยไม่ได้จริงๆ เจียงฉินทำอะไรไม่ได้นอกจากคะยั้นคะยอให้ลุงดื่มชาเยอะๆ
ลุงกับป้าสะใภ้ไม่เคยมาที่แบบนี้มาก่อน ปฏิกิริยาแรกคือซูเจินได้ดีแล้ว มิน่าถึงไม่กลับมาตั้งหลายปี
จากนั้นก็ความอึดอัด ตามด้วยความเสียดาย ถ้ารู้ว่าซูเจินจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ ตอนเด็กๆ น่าจะทำดีกับเธอให้มากกว่านี้หน่อย สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจตัวเองได้คือตอนซูเจินเด็กๆ พวกเขาไม่ได้รังแกเธอ
ป้าสะใภ้ถือถ้วยชาอูหลงเกรดพรีเมียม แต่ลิ้นกลับไม่รับรู้รสชาติวิเศษอะไร รอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าตั้งแต่เดินออกจากโรงพยาบาล จนหน้าเกร็งไปหมด เธอมองซูเจินแล้วถามอย่างระมัดระวัง "ซูเจิน ยังอยู่เมือง A เหรอจ๊ะ? ทำงานอะไรอยู่ล่ะ?"
ซูเจินรู้สึกรำคาญนิดหน่อย เธอไม่ชอบใช้เวลากับลุงและป้าสะใภ้ เธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ ไปเล่นบ้านลุงกับลูกพี่ลูกน้อง ป้าสะใภ้เจียวน้ำมันหมูอยู่ในครัว แล้วเรียกลูกพี่ลูกน้องไปกินกากหมู
ลูกพี่ลูกน้องมองซูเจินที่เล่นอยู่ข้างนอก แล้วบอกว่าจะเรียกน้องมากินด้วย ป้าสะใภ้ก็ถลึงตาใส่และดุลูกชายทันที
แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย และเธอไม่เคยเล่าให้ใครฟัง แต่เธอก็รู้สึกไม่ดี จนไม่อยากจะยุ่งกับพวกเขา
เห็นเธอเงียบ เจียงฉินก็คิดไปเอง เขาเป็นคนช่างสังเกต และพอจะรู้สถานการณ์ของผู้ใช้วิชาอาคมอยู่บ้าง รู้ว่าบางคนมาจากครอบครัวธรรมดาและเข้าสู่วงการไสยเวทโดยบังเอิญ
และการมีอยู่ของผู้ใช้วิชาอาคมเป็นความลับต่อสาธารณชน ดังนั้นผู้ใช้วิชาอาคมบางคนจึงลำบากใจที่จะบอกครอบครัวเรื่องอาชีพ เขาคิดว่าคุณซูคงเงียบเพราะเหตุนี้
เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า "คุณซูย้ายไปทำงานที่เมืองหลวงแล้วครับ"
"งั้นเหรอ?" ลุงที่ยืนดื่มชาอยู่อุทานด้วยความประหลาดใจ "ไปเมืองหลวงเชียว? ไม่เห็นบอกที่บ้านเลย ซูเจินโตแล้วได้ดีจริงๆ..."
"ใช่ครับ" เจียงฉินพูดด้วยน้ำเสียงยินดี โดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง "เป็นข้าราชการด้วยนะครับ"
"โอ้โห!"
สำหรับคนต่างจังหวัด ไม่มีงานไหนจะดีไปกว่าข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในเมืองหลวง สายตาที่ลุงกับป้าสะใภ้มองซูเจินเปลี่ยนเป็นชื่นชมทันที
ซูเจินยกถ้วยชาขึ้นจิบ เธอมองเจียงฉินด้วยสายตาลึกล้ำ เจียงฉินรู้สึกถึงสายตานั้น จึงหันมามองซูเจินด้วยสีหน้าภูมิใจ คิดในใจว่า 'ผมจัดการได้เยี่ยมใช่ไหมล่ะ?'
...มื้ออาหารนี้ ดูเผินๆ ช่างกลมเกลียวอบอุ่น
หลังอาหาร เจียงฉินจัดรถไปส่งพวกเขาที่บ้านนอกอย่างกระตือรือร้น เขาจัดรถ 2 คัน คันหนึ่งให้ลุงกับป้าสะใภ้ อีกคันให้ซูเจินกับไป๋เว่ยเจิง
ในรถ ซูเจินถอนหายใจยาวเหยียด บีบดั้งจมูกอย่างเหนื่อยล้า ไป๋เว่ยเจิงนั่งตัวตรงอยู่ข้างๆ พูดว่า "คุณต้องหัดควบคุมอารมณ์นะ อย่าให้เรื่องเล็กน้อยมากระทบจิตใจ"
ซูเจินหันขวับไปถลึงตาใส่ "พูดง่ายนี่ คุณทำได้เหรอ?"
"ส่วนใหญ่ผมทำได้ครับ" ไป๋เว่ยเจิงตอบอย่างถ่อมตัว "แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาอีกเยอะ"
...
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลพัฒนาชนบท บ้านเกิดของซูเจินมีถนนคอนกรีตตัดผ่าน รถขับไปจอดได้ถึงหน้าประตูบ้าน
หลายปีมานี้ ผู้คนแห่กันเข้าเมือง บ้านในชนบทจึงถูกทิ้งร้างมากมาย บ้านของยายควรจะตกเป็นของลุงทั้งสองคน แต่เพราะคนหนุ่มสาวไปอยู่เมืองกันหมด และพวกเขาก็มีบ้านในหมู่บ้านอยู่แล้ว บ้านยายจึงถูกทิ้งร้าง
นับตั้งแต่ยายเสีย บ้านเก่าก็ถูกปิดตาย วัชพืชในลานบ้านขึ้นรกทึบ ตอนที่ซูเจินและไป๋เว่ยเจิงเดินเข้าไป หญ้าสูงท่วมหัวพวกเขาแล้ว
ไป๋เว่ยเจิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินไปยืมเคียวจากบ้านลุง
ลุงกับป้าสะใภ้เกรงใจมาก บอกว่าจะมาช่วย แต่ลุงก็เจ็บอยู่ ส่วนป้าสะใภ้ก็มีงานบ้านต้องทำ เลยช่วยไม่ได้จริงๆ
ช่วยไม่ได้จริงๆ นะ
ซูเจินเลยได้แต่นั่งดูไป๋เว่ยเจิงถางหญ้าในลานบ้านจนเกลี้ยง จากนั้นเปิดประตู ขนเฟอร์นิเจอร์ออกมาล้าง ล้างเสร็จก็ตากแดดไว้ที่ลาน แล้วเขาก็เข้าไปในบ้านพร้อมไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วเพื่อทำความสะอาด
ทำเอาซูเจินหน้าแดงด้วยความละอาย
ตอนเด็กๆ ซูเจินขยันมาก ช่วยยายทำงานบ้านทุกวัน ไม่รู้ทำไมยิ่งโตยิ่งขี้เกียจ พอเรียนจบมหาลัยมาอยู่คนเดียวที่เมือง A ความขี้เกียจก็อัปเกรดไปอีกขั้น
"เอ่อ" ซูเจินตะโกนถามไป๋เว่ยเจิงที่กำลังกวาดพื้นอยู่ในห้องจากนอกหน้าต่าง "มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?"
ไป๋เว่ยเจิงถือไม้กวาดมือหนึ่ง กวาดตามองรอบๆ แล้วชี้ไปที่กล่องไม้หลายใบในห้อง "คุณอยากเอาของพวกนี้ออกไปผึ่งลมไล่กลิ่นอับไหมครับ?"
ซูเจินรีบเดินเข้าไปยกกล่อง
กล่องพวกนี้หนักเอาเรื่อง ยายใช้เก็บเสื้อผ้าและผ้าห่มตอนยังมีชีวิตอยู่ ได้ยินว่าเป็นสินเดิมของยายด้วย
ซูเจินขนกล่องทั้งหมดออกไปที่ลานบ้าน แล้วเปิดดูทีละใบ
ข้างในมีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ และผ้าห่มเก่าๆ เสื้อผ้าและผ้าห่มเก่าจากบ้านยายนั้นเก่าและไม่มีใครต้องการ ของมีค่าในบ้านถูกลุงทั้งสองคนขนไปหมดแล้ว
จนกระทั่งเปิดกล่องสุดท้ายและเห็นของข้างใน ซูเจินก็รู้สึกตื้นตัน
กล่องนี้ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า แต่เก็บของของซูเจินไว้ทั้งหมด ของเล่นตอนเด็ก กังหันลม ป๋องแป๋ง การ์ดต่างๆ และเกียรติบัตรสมัยเรียน ทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในกล่อง
ข้างในยังมีกล่องคุกกี้เหล็กขึ้นสนิมใบหนึ่ง ยายชอบเอาสมุดบัญชีและเงินสดใส่ไว้ในกล่องนี้ ซูเจินเปิดกล่องเหล็ก และก็เจอสมุดบัญชีจริงๆ
ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชี 7 หยวน มองดูยอดเงินคงเหลือ ซูเจินก็นึกถึงวันที่เธอไปรายงานตัวเข้ามหาวิทยาลัย ยายยืนกรานจะมาส่ง
ตอนแรกเธอเกรงใจยายที่แก่แล้ว ไม่อยากให้ลำบากมาส่ง แต่ยายไม่ยอม ยืนยันจะมาให้ได้
หลังจากรายงานตัวเสร็จ ยายก็ดึงเธอไปที่มุมหนึ่ง หญิงชราผู้มัธยัสถ์ เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต ยัดสมุดบัญชีใส่มือซูเจินแล้วบอกว่า "ไปกัน เจินเจิน ยายจะพาไปซื้อบ้าน"
ตอนนั้นซูเจินอึ้งไปเลย ยายที่ไม่ยอมแม้แต่จะซื้อเนื้อกิน ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ?
พวกเธอไปที่สำนักงานขาย พอถามราคา ยายก็ตบต้นขาด้วยความเสียดาย จับมือซูเจินบ่นอุบอยู่นาน บอกว่าถ้ารู้ว่าซูเจินจะสอบติดที่นี่ น่าจะรีบพามาซื้อบ้านเร็วกว่านี้ เมื่อก่อนเงินก้อนนี้ซื้อบ้านหลังใหญ่ได้ แต่ตอนนี้ซื้อได้แค่ห้องชุดเล็กๆ
ซูเจินสูดจมูก วางสมุดบัญชีลง
ทันใดนั้น เธอก็เห็นวัตถุสีสันสดใสอยู่ที่ก้นกล่องเหล็ก เธอแหวกของข้างบนออก หยิบวัตถุนั้นขึ้นมา และหัวใจก็หยุดเต้นทันที
"ดูอะไรอยู่ครับ?" ไป๋เว่ยเจิงถือไม้ถูพื้นถามจากด้านหลังซูเจิน
มือซูเจินสั่นระริก รีบกำวัตถุนั้นไว้แน่น เธอหันขวับไปถลึงตา "ทำไมเดินไม่ให้สุ้มให้เสียงคะ?"
"หูคุณไม่ดีเองต่างหาก" ไป๋เว่ยเจิงสวน
"ไปๆๆ ไปไกลๆ เลย" ซูเจินโบกมือไล่ "ฉันกำลังดูสมุดบัญชียาย นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ห้ามดู!"
ไป๋เว่ยเจิงพูดไม่ออก เขาจะไปสนใจเงินเล็กน้อยของยายซูเจินทำไม?
เขาถือไม้ถูพื้น เตรียมจะไปซัก เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาบอก "เมื่อกี้ป้าสะใภ้คุณมาบอกว่าเย็นนี้ให้ไปกินข้าวที่บ้านแก"
"รู้แล้ว!" ซูเจินไม่มีกะจิตกะใจจะสนเรื่องนั้น เธอไม่เคยตกใจและหวาดกลัวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ก่อนหน้านี้เธอเกือบตายเพราะถูกผูกมัดกับประกันภัยและเข้าสู่ด่านภารกิจ เกือบถูกสามีผู้ล่วงลับเบอร์สามบีบคอตาย แต่เธอก็ไม่เคยกลัวขนาดนี้
มองแผ่นหลังของไป๋เว่ยเจิงที่ถือไม้ถูพื้นเดินห่างออกไป ซูเจินค่อยๆ แบมือออกอย่างระมัดระวัง
เธอเห็นคูปองสีสันสดใสวางสงบนิ่งอยู่ในกล่องคุกกี้ที่ยายใช้เก็บของมีค่า
ลวดลายบนนั้นเป็นรูปหัวกะโหลกหลากสี และตรงกลางคูปองมีตัวอักษรสีแดงเลือดสองตัวเขียนว่า: "บันทึก"