เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 84 พ่อแม่ของซูเจิน

บทที่ 84 พ่อแม่ของซูเจิน

บทที่ 84 พ่อแม่ของซูเจิน


บทที่ 84 พ่อแม่ของซูเจิน

ซูเจินพลิกคูปองในมือกลับไปกลับมาหลายรอบ เพื่อยืนยันว่ามันเป็นของจริง เป็นคูปองจาก 'ประกันอุบัติเหตุชะลอการตาย' ของจริง

เธอจ้องมองคูปองนั้น สมองว่างเปล่าไปหมด

ทำไมของแบบนี้ถึงมาปะปนอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ของคุณย่าได้? หรือว่าคุณย่าเองก็เคยผูกสัญญากับประกันนี้?

ไม่นานซูเจินก็ส่ายหน้า เป็นไปไม่ได้ เธออาศัยอยู่กับคุณย่ามาเป็นสิบปี นอนเตียงเดียวกันทุกคืน คุณย่าไม่เคยแสดงพิรุธหรือความผิดปกติใดๆ ท่านเป็นแค่หญิงชราบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

แต่จะอธิบายที่มาของคูปองใบนี้ยังไงดีล่ะ?

ซูเจินมองคูปองอย่างเหม่อลอย สภาพของมันดูเก่ามาก มีรอยพับและขอบเปื่อยยุ่ย เหมือนธนบัตรเก่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี

เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง ซูเจินยิ่งมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ของคุณย่า ถ้าคุณย่าเป็นสมาชิกประกันอุบัติเหตุจริงๆ ท่านจะเก็บคูปองไว้หลายปีขนาดนี้โดยไม่ใช้เชียวหรือ?

อีกอย่าง คุณย่าเสียชีวิตด้วยโรคชรา ข้อนี้เธอรู้ดีที่สุด ตอนที่คุณย่าป่วยหนัก ซูเจินกลับมาเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงถึงสองวัน

ถ้าไม่ใช่ของคุณย่า แล้วจะเป็นของใคร? คงไม่ใช่ของที่เก็บได้ตามข้างทางหรอกมั้ง?

คูปองจากเมื่อหลายปีก่อน... เก็บรักษาไว้โดยคุณย่าและไม่เคยถูกใช้... ซูเจินนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง: พ่อแม่ของเธอที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่เธอยังเล็ก

ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อแม่ของซูเจินนั้นเลือนรางมาก ประการแรกคือเธอยังเด็กมากตอนที่พวกท่านจากไป ประการที่สองคือเธอจำไม่ได้เลยว่าพวกท่านตายเมื่อไหร่หรืออย่างไร เธอเคยถามคุณย่าครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ ว่าพ่อแม่ตายยังไง คุณย่าบอกว่าพวกท่านประสบอุบัติเหตุรถบัสพลิกคว่ำขณะไปทำงานต่างเมือง

ดังนั้นในหัวของซูเจินจึงมีภาพจำง่ายๆ เพียงว่า พ่อแม่ตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ในต่างถิ่น

เธอโตมาในชนบท เด็กแถวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กที่พ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ของทุกคนต่างไม่อยู่บ้าน บวกกับความรักท่วมท้นที่คุณย่ามอบให้ ชีวิตของเธอจึงมีความสุขดี และไม่ได้เก็บมาคิดน้อยใจว่าทำไมมีแค่เธอที่ไม่มีพ่อแม่

ถ้าข้อสันนิษฐานของเธอถูกต้อง ซูเจินมองคูปองในมือ คูปองใบนี้เป็นของพ่อแม่เธอจริงๆ เหรอ? และพ่อแม่ของเธอตายเพราะทำภารกิจใน 'ด่าน' ล้มเหลว? หลังจากพวกท่านตาย คูปองที่ยังไม่ได้ใช้นี้เลยถูกคุณย่าเก็บไว้ดูต่างหน้า?

นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่ซูเจินจะคิดได้ในตอนนี้ นี่มันโชคชะตาบ้าบออะไรกัน? พ่อแม่ตายในด่านประกันภัยเมื่อสิบกว่าปีก่อน และสิบกว่าปีต่อมา ลูกของพวกเขาก็ต้องมาผูกสัญญากับประกันนี้อีก

เมื่อไป๋เหวยเจิงกลับมาพร้อมไม้ถูพื้นสะอาดๆ ก็เห็นซูเจินนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าประตู

วัยรุ่นมักอารมณ์อ่อนไหว ไป๋เหวยเจิงส่ายหน้า คิดในใจว่าเขาต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ให้ซูเจินได้เรียนรู้และเติบโตเป็นนักสืบเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่มีคุณภาพโดยเร็ว

ไป๋เหวยเจิงทำความสะอาดบ้านอยู่คนเดียว จนกระทั่งใกล้ค่ำ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็มาเกาะรั้วหน้าบ้าน ตะโกนเรียกซูเจินที่นั่งอยู่หน้าประตู "ซูเจิน มากินข้าวได้แล้ว"

ซูเจินไม่ตอบสนอง ป้าสะใภ้ใหญ่เรียกซ้ำอย่างกระอักกระอ่วนเล็กน้อย "กินข้าว!"

ไป๋เหวยเจิงเดินออกมาจากบ้าน พยักหน้ารับ "ทราบแล้วครับ เดี๋ยวพวกเราตามไป"

ป้าสะใภ้ใหญ่เดินกลับไปอย่างอารมณ์ดี ไป๋เหวยเจิงยกเท้าขึ้นจะเตะเรียกสติ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่คู่หูจอมถึกคนเดิมของเขา จะเตะส่งเดชไม่ได้ เขาจึงก้มลงสะกิดซูเจินแทน "คิดอะไรอยู่?"

ซูเจินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หันไปถาม "หือ? มีอะไรเหรอ?"

"ไปกินข้าว" ไป๋เหวยเจิงขมวดคิ้ว "คุณคิดอะไรอยู่ถึงได้ใจลอยขนาดนี้?"

"เปล่าค่ะ" ซูเจินส่ายหน้า ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว

สองวันที่ผ่านมา ไป๋เหวยเจิงพอจะรู้ภูมิหลังครอบครัวของซูเจินมาบ้างแล้ว เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจอารมณ์ของซูเจินในตอนนี้ดี เขาจึงพูดปลอบ "ชีวิตคนเรา การพลัดพรากจากตายเป็นเรื่องธรรมดา พ่อแม่ผมเองก็เสียตั้งแต่ผมยังเล็ก ผมโตมาได้เพราะท่านผู้นำตระกูล..."

ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เห็นซูเจินขมวดคิ้ว

เขาหุบปากทันที หรือซูเจินไม่อยากฟังเรื่องนี้? ไม่ใช่ว่าวิธีปลอบใจที่ดีที่สุดคือการเล่าเรื่องตัวเองให้ดูน่ารันทดยิ่งกว่าหรอกเหรอ?

ที่ซูเจินขมวดคิ้วเพราะเธอยังคิดไม่ตกเรื่องหนึ่ง: ถ้าพ่อแม่ตายเพราะภารกิจล้มเหลว ทำไมถึงมีคูปองเหลือทิ้งไว้?

'คูปองเซฟ' ฟังดูมีประโยชน์กว่าคูปองความกลัวหรือคูปองแช่แข็งตั้งเยอะ ในเมื่อมีอันตรายและมีคูปองอยู่ในมือ ทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้? เพราะใช้ไม่ทันงั้นเหรอ?

ด้วยความสงสัยเต็มอก ซูเจินเดินมาถึงบ้านลุงใหญ่

ป้าสะใภ้ใหญ่เตรียมกับข้าวไว้เต็มโต๊ะ แทบทุกจานเป็นเนื้อสัตว์ ดูหรูหรายิ่งกว่าตอนตรุษจีนเสียอีก

ขณะเชิญซูเจินและไป๋เหวยเจิงให้นั่งลง เธอก็พูดเจื้อยแจ้ว "พี่ชายเรางานยุ่ง วันนี้กลับมาไม่ทัน ป้าโทรบอกเขาแล้ว พรุ่งนี้เขาต้องกลับมาแน่ หนูยังไม่เคยเจอพี่สะใภ้กับหลานชายใช่ไหม? จะบอกให้นะ หลานชายหนูเพิ่งแปดเดือน น่ารักน่าชังสุดๆ..."

มื้อนี้เป็นมื้อที่ทรมานสำหรับซูเจินมาก ไม่ใช่เพราะอาหารไม่อร่อย แต่เพราะใจเธอไม่ได้อยู่ที่การกินเลย

ในที่สุดเมื่อกินเสร็จ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็เริ่มเก็บจานชามไปล้างในครัว ซูเจินรีบลุกขึ้นทันที "เดี๋ยวหนูช่วยค่ะ"

ไป๋เหวยเจิงเงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ ซูเจินทำตัวแปลกๆ!

"ไม่ต้องๆ ไปพักเถอะ ไปพัก" ป้าสะใภ้ใหญ่รู้สึกเกรงใจ "ป้าจะให้หนูทำได้ยังไง?"

ซูเจินไม่สน เธอกวาดจานชามรวบรวมอย่างรวดเร็วแล้วตรงดิ่งเข้าครัว ป้าสะใภ้ใหญ่รีบวิ่งตามมา จับมือซูเจินกดไว้กับก๊อกน้ำ "หนูเป็นแขก ป้าจะให้หนูล้างจานได้ยังไง?"

ซูเจินไม่ได้กะจะมาช่วยล้างจานจริงๆ มือเธอจึงปล่อยทันที

ป้าสะใภ้ใหญ่กลัวเธอจะแย่งล้างจานอีก เลยต้องรีบลงมือล้างเองก่อน

ซูเจินยืนอยู่ข้างๆ ชวนคุยสัพเพเหระอยู่ไม่กี่นาที ในที่สุดก็หมดความอดทนและเข้าประเด็น

"ป้าคะ" ซูเจินกำเมล็ดทานตะวันไว้ในมือ "นอกจากมาทำงานแล้ว ที่หนูกลับมาคราวนี้ก็ตั้งใจจะมาไหว้หลุมศพคุณย่า แม่ แล้วก็พ่อด้วยค่ะ"

"อ้อ ได้สิ" ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่มีทางขัดข้องอยู่แล้ว เธอกระตือรือร้นเสนอ "ต้องใช้กระดาษเงินกระดาษทองใช่ไหม? เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าป้าไปตลาดจะซื้อมาเผื่อนะ?"

"ขอบคุณค่ะป้า" ซูเจินกล่าวขอบคุณ

"ไม่เป็นไรน่า" ตอนนี้ป้าสะใภ้ใหญ่ดูใจดีกว่าตอนซูเจินเด็กๆ เยอะ "เรื่องแค่นี้เอง"

ซูเจินยิ้มแล้วถามว่า "จริงสิคะป้า ป้ารู้ไหมว่า... พ่อแม่หนูเสียได้ยังไง?"

ป้าสะใภ้ใหญ่ชะงักกับคำถามกะทันหัน

จากนั้นเธอก็พูดว่า "เอ้อ เรื่องนี้ป้าก็ไม่ค่อยรู้ละเอียดหรอกนะ"

เธอคิดทบทวนแล้วเล่า "ตอนนั้นลุงใหญ่เราไปทำงานต่างเมือง หลังเกิดเรื่อง เจ้าหน้าที่รัฐก็มาหาแล้วเอาอัฐิกลับมาให้ บอกว่ารถบัสคว่ำ เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์"

ข้อมูลนี้ตรงกับที่คุณย่าเคยบอก ป้าสะใภ้ใหญ่ชำเลืองมองซูเจินด้วยความสงสาร "น่าสงสารจริงๆ ตอนนั้นหนูยังเล็กนิดเดียว ตอนถูกส่งกลับมาใหม่ๆ หนูไม่พูดไม่จาเลย คนในหมู่บ้านลือกันว่าหนูช็อกจนเป็นบ้าไปแล้ว พูดจาเลอะเทอะกันทั้งนั้น คนบ้าที่ไหนจะสอบติดมหาลัยดังๆ ได้? จะเป็นข้าราชการในเมืองหลวงได้ยังไง?"

เดี๋ยวนะ! ซูเจินจับจุดสำคัญได้ทันที "ส่งกลับมา? หนูไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านตลอดเหรอคะ?"

"ใช่สิ" ป้าสะใภ้ใหญ่บอก "นั่นมันหลังจากเกิดเรื่อง ก่อนหน้านั้นหนูไปเข้าโรงเรียนอนุบาลข้างนอกกับพ่อแม่"

ซูเจินตะลึง เธอเคยไปเรียนอนุบาลข้างนอกตอนเด็กๆ เหรอ? ทำไมเธอจำไม่ได้เลยสักนิด?

เพราะซูเจินแสดงอาการตกใจมากเกินไป ป้าสะใภ้ใหญ่จึงสังเกตเห็นความผิดปกติ "หนูจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?"

ซูเจินส่ายหน้าอย่างงุนงง ป้าสะใภ้ใหญ่มองเธอด้วยความเวทนา คิดในใจว่าเด็กคนนี้คงจะขวัญเสียจริงๆ แม้จะไม่ถึงกับบ้า แต่สมองก็น่าจะมีปัญหาอยู่บ้าง

เธอเล่าต่อ "ป้าเห็นหนูมาตั้งแต่เล็ก ก่อนหนูเข้าโรงเรียน พ่อแม่หนูอยู่บ้านตลอด ไม่ได้ไปทำงาน..."

เธอชะงัก รู้สึกว่าไม่ควรนินทาพ่อแม่ให้ลูกฟัง เลยข้ามไป

"...ต่อมา พอหนูจะเข้าโรงเรียน พวกเขายืนกรานว่าเรียนในหมู่บ้านไม่มีอนาคต จะพาหนูไปเรียนข้างนอก ก็เลยพาหนูไปด้วย" ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าว "ไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดเรื่อง แล้วหนูก็ถูกส่งกลับมาพร้อมอัฐิ"

คำพูดของป้าหนักแน่นและไม่มีเหตุผลต้องโกหก แล้วทำไมซูเจินถึงจำช่วงเวลานั้นไม่ได้เลย?

ตอนนั้นเธอเรียนอนุบาลแล้ว ไม่น่าจะจำอะไรไม่ได้เลยไม่ใช่เหรอ?

เห็นซูเจินเงียบ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็พูดต่อ "จำไม่ได้จริงๆ เหรอ? ตอนกลับมาใหม่ๆ เป็นครึ่งค่อนปีที่หนูไม่พูด ไม่ไปเล่น ไม่ร้องไห้ แล้วก็ไม่หัวเราะ มิน่าคนเขาถึงหาว่าหนูช็อกจนเพี้ยนไปแล้ว ตอนนั้นมัน... ไม่ปกติจริงๆ นั่นแหละ"

ซูเจินจำเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน ตรงกันข้าม เธอรู้สึกมาตลอดว่าตอนเด็กๆ เธอร่าเริงจะตาย

"แล้วพ่อแม่หนูเกิดเรื่องที่ไหนคะ?" ซูเจินถาม "เมืองอะไร?"

"เมือง K" ป้าสะใภ้ใหญ่ตอบ

เมือง K? ซูเจินถามต่อ "ป้าคะ ป้ามีความทรงจำยังไงเกี่ยวกับพ่อแม่หนูบ้าง?"

ป้าสะใภ้ใหญ่: "หือ?"

"พูดมาเถอะค่ะ" ซูเจินกลัวป้าจะเกรงใจแล้วพูดชมพ่อแม่เกินจริง "เอาความจริงเลยค่ะ หนูแค่อยากรู้ว่าพ่อแม่หนูเป็นคนยังไงกันแน่"

สีหน้าป้าดูลำบากใจ แต่ก็เข้าใจความต้องการของซูเจิน

เธอลังเลแล้วบอก "เรื่องนี้ต้องไปถามลุงใหญ่ ป้าแต่งเข้าทีหลัง"

"ป้าเล่าก่อนเถอะค่ะ" ซูเจินรบเร้า "เดี๋ยวหนูค่อยไปถามลุง"

ป้าสะใภ้ใหญ่เลยเรียบเรียงคำพูดแล้วเล่า "ตอนป้าแต่งเข้ามา แม่หนูยังทำงานอยู่ต่างเมือง วันหนึ่งจู่ๆ เธอก็กลับมา พาผู้ชายหนุ่มๆ มาด้วยคนหนึ่ง นั่นก็คือพ่อของหนู"

พูดถึงตรงนี้ ซูเจินก็รู้สึกแปลกใจ ตั้งแต่เด็กเธอไม่เคยได้ยินเรื่องปู่ย่าตายายฝั่งพ่อเลย

"แล้วปู่ย่าล่ะคะ?" ซูเจินถาม "ตอนพ่อแม่แต่งงานกัน ป้าได้เจอพวกท่านไหม?"

"ไม่มีหรอก!" ป้าสะใภ้ใหญ่บอก "ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตเลยนะ สาวโสดจู่ๆ ก็พาผู้ชายกลับบ้าน มันงามหน้าไหมล่ะ? คนสมัยนั้นนินทากันให้แซ่ดว่าแม่หนูโดนไอ้หนุ่มหน้ามนนั่นหลอก ย่าหนูใจดี บอกว่าถ้าแม่หนูรักเขาจริง ก็แต่งงานกันได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามประเพณี พ่อแม่ฝ่ายชายต้องมาสู่ขอ"

ถึงตรงนี้ ป้าตบมือฉาด "พ่อหนูบอกว่าเขาตัวคนเดียว ไม่มีพ่อแม่ ขอเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน ก็เลยแต่งกันแบบนั้น ไม่มีเรือนหอ อาศัยอยู่กับย่าหนูนั่นแหละ"

อย่างนี้นี่เอง ซูเจินคิด มิน่าล่ะเธอถึงใช้นามสกุลซูตามแม่

"แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ?" ซูเจินถาม "หลังแต่งงานเป็นยังไงบ้าง?"

"ก็ไม่มีอะไร ก็อยู่ดีมีสุข"

ป้าสะใภ้ใหญ่พูดไปก็งงไป "แต่ก็แปลกนะ หลังแต่งงาน พ่อแม่หนูก็อยู่แต่ในหมู่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงานทำการ แต่ดูเหมือนจะไม่เคยขัดสนเรื่องเงินเลย แถมพ่อหนูยังเจ้าสำอาง ชอบแต่งตัวหล่อตลอดเวลา"

ได้ยินแบบนี้ ซูเจินค่อนข้างมั่นใจว่าพ่อแม่ของเธอต้องผูกสัญญากับประกันนั่นแน่ๆ

ทั้งสองคนอาจจะเจอกันในด่านด้วยซ้ำ หลังจากรักกัน แม่ก็พาพ่อรูปหล่อกลับมาเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน ตอนแรกคงไม่อยากจากไปไหน แต่พอซูเจินโตขึ้นและต้องเข้าโรงเรียน พวกเขาคิดว่าเรียนในเมืองดีกว่า เลยออกจากหมู่บ้านไป

ซูเจินจำหน้าพ่อแม่ไม่ได้แล้ว และจำรายละเอียดช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่พอได้ฟังป้าสะใภ้เล่าถึงพวกเขาแบบนี้ เธอก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เหมือนมีบางอย่างเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย

ขณะกำลังซาบซึ้ง ไหล่ของเธอก็ถูกกระแทกเบาๆ

เธอเงยหน้าขึ้น เห็นป้ามองเธอด้วยสายตาล้อเลียน "คนที่แซ่ไป๋นั่นเป็นใครเหรอ?"

ซูเจินทำหน้างง "ก็เพื่อนร่วมงานไงคะ"

"แค่เพื่อนร่วมงานเหรอ?" ป้าทำหน้าไม่เชื่อ "เพื่อนร่วมงานที่ไหนจะตามกลับมาบ้านนอกด้วย? แถมยังช่วยทำงานบ้านอีก? ป้าเห็นนะ—บ้านหลังเก่านั้นสกปรกจะตาย หญ้าขึ้นรกเต็มลานบ้าน เขาจัดการทำความสะอาดคนเดียวหมดเลย หนูไม่ได้แตะผ้าขี้ริ้วสักผืน"

ซูเจิน: "..."

"หนูนี่..." ป้าวัยห้าสิบกว่าขยิบตาให้ ไม่รู้ไปเรียนมาจากไหน "เหมือนแม่ไม่มีผิดเลยนะ?"

ซูเจิน: "...อย่าพูดเหลวไหลสิคะ หนูเป็นหัวหน้าเขา มันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องช่วยหนูต่างหาก"

เมื่อป้าเดินออกจากครัว สายตาที่มองไป๋เหวยเจิงก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนมองด้วยความเกรงใจข้าราชการจากเมืองหลวง แต่ตอนนี้ความเกรงใจหายเกลี้ยง แทนที่ด้วยความดูแคลนเล็กน้อย

ผู้ชายอายุขนาดนี้ ยังเป็นลูกน้องเด็กสาวรุ่นลูก—แสดงว่าคงไม่ค่อยเอาถ่านเท่าไหร่

ซูเจินไม่อยากพูดแบบนั้น แต่สถานการณ์มันบังคับ ถ้าเธอยืนยันว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน ป้าต้องไม่เชื่อแน่ๆ เลยต้องจำใจพูดไป

อีกอย่าง เธอเพิ่งสร้างผลงานใหญ่ น่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ นี้ ถึงตอนนั้นเธอก็จะเป็นหัวหน้าของเหล่าไป๋จริงๆ แล้วไม่ใช่เหรอ?

"เสี่ยวไป๋ (ไป๋น้อย)"

ป้าเดินถือจานผลไม้ออกมาจากครัว ร้องเรียกไป๋เหวยเจิง "มากินผลไม้เร็วเข้า"

ไป๋เหวยเจิงที่กำลังนั่งเล่นไพ่กับลุงใหญ่เงยหน้าขึ้น รู้สึกประหลาดใจสุดขีด เมื่อกี้ยังเรียกคุณไป๋อย่างเกรงใจอยู่เลย ทำไมจู่ๆ เปลี่ยนมาเรียก 'เสี่ยวไป๋' ซะงั้น?

แถม... มันก็นานมากแล้วจริงๆ ที่ไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อนี้

หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำที่บ้านลุงใหญ่ ซูเจินและไป๋เหวยเจิงก็เดินกลับตามถนนชนบทที่มืดสนิท

ไป๋เหวยเจิงเอาแต่หันซ้ายหันขวา ซูเจินทนไม่ไหวเลยถาม "มองอะไรคะ?"

"ฮวงจุ้ย" ไป๋เหวยเจิงตอบ "ฮวงจุ้ยหมู่บ้านคุณธรรมดามาก แต่ที่ดินตรงบ้านเก่าของคุณย่าคุณ..."

ซูเจิน: "ฮวงจุ้ยดีมากเหรอคะ?"

"ฮวงจุ้ยแย่บรมเลยต่างหาก"

เขาพยักหน้าย้ำ "ลุงคุณทำถูกแล้วที่ย้ายออกไปไม่อยู่ที่นั่น"

อารมณ์ซูเจิน... อย่าให้พูดเลย เธอพูดอย่างเอือมระอา "พูดจาให้มันเป็นมงคลหน่อยไม่ได้หรือไงคะ?"

ไป๋เหวยเจิงทำหน้าไร้เดียงสา "ก็ฮวงจุ้ยมันแย่จริงๆ นี่ โกหกไปแล้วจะได้อะไร?"

พูดจบเขาก็เสริม "ที่คุณไม่ย้ายกลับมาน่ะถูกแล้ว อยู่ที่นี่นานๆ ไม่ดีหรอก"

ซูเจินไม่อยากคุยกับเขาแล้ว เธอวิ่งเหยาะๆ กลับไปที่บ้านเก่า เข้าไปในห้องที่เคยนอนกับคุณย่า เดิมทีเธออยากโทรหาโหยวหรงหรง แต่กลัวไป๋เหวยเจิงจะได้ยิน เลยส่งข้อความไปแทน: "ฉันเป็นทายาทประกันรุ่นสองแหละ"

โหยวหรงหรงที่กำลังพาหมาเดินเล่นได้รับข้อความก็ชะงัก สงสัยว่าเป็นศัพท์วัยรุ่นคำใหม่หรือเปล่า กลัวซูเจินจะหาว่าเชยเลยรีบไปเสิร์ชหาในเน็ต แต่ไม่เจออะไรเลย

เธอเลยถามกลับอย่างโล่งใจ "หมายความว่าไง?"

ซูเจิน: "พ่อแม่ฉันก็เคยผูกสัญญากับประกันนี้เหมือนกัน"

โหยวหรงหรง: "เชี่ย! จริงดิ?"

ซูเจิน: "จริง วันนี้กลับมาบ้านเจอคูปองรางวัลของประกันในของใช้คุณย่า มันเก่ามาก ต้องเป็นรางวัลที่พ่อแม่ได้มาตอนยังมีชีวิตอยู่แน่ๆ"

โหยวหรงหรง: "เชี่ย!"

ตอนนี้โหยวหรงหรงพูดได้แค่คำว่า "เชี่ย" เธอรีบผูกสายจูงหมาไว้กับแขน นั่งลงบนม้านั่งสาธารณะเพื่อตอบกลับซูเจิน

โหยวหรงหรง: "นี่มันเกินไปแล้วนะ ประกันบ้านี่จ้องเล่นงานตระกูลเธอโดยเฉพาะหรือเปล่าเนี่ย?"

ซูเจินคิดในใจ 'นั่นสิ' เธอพิมพ์ตอบด้วยความกังวล "ฉันว่าอาจจะเป็นปัญหาเรื่องฮวงจุ้ย วันนี้ไป๋เหวยเจิงบอกว่าฮวงจุ้ยบ้านเก่าฉันแย่มาก"

โหยวหรงหรงศรัทธาในตัวไป๋เหวยเจิงสุดๆ "งั้นคงมีปัญหาจริงๆ แหละ อย่ากลับไปถ้าไม่จำเป็นนะ"

ซูเจิน: "พรุ่งนี้ไหว้หลุมศพคุณย่าเสร็จฉันก็จะกลับแล้ว"

คุยกันสักพัก โหยวหรงหรงก็บอกว่า 'เจ้าฟาไฉ' กำลังไปก่อกวนหมาชเนาเซอร์ที่เดินผ่านมา เลยคุยต่อไม่ได้แล้ว

หลังจากจบการสนทนา อารมณ์ของซูเจินยังไม่สงบลง เธอคิดครู่หนึ่งแล้วเปิดกลุ่ม 'พนักงานขายประกันกลุ่ม 8'

กลุ่มนี้มีคนอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่คุยเรื่องด่าน บางทีก็คุยเรื่องชีวิตประจำวัน ตอนซูเจินเข้าไป พวกเขากำลังถกกันว่าคนที่ติดสัญญากับประกันแต่งงานได้ไหม

ซูเจินโพล่งถามกลางปล้อง "มีใครเคยได้ 'คูปองเซฟ' บ้างไหม?"

"?"

"คูปองอะไรนะ?"

"คูปองเซฟ ฉันรู้จัก ครั้งสุดท้ายที่เห็นคนได้คูปองนี้ก็เมื่อสองปีก่อน เป็นคูปองที่หายากโคตรๆ"

"เชี่ย ฉันเพิ่งติดสัญญามาปีกว่า ไม่เคยได้ยินชื่อคูปองนี้เลย มันทำอะไรได้? เหมือนเซฟเกมเหรอ?"

"จะไปรู้ได้ไง? ฉันไม่มีสักหน่อย"

"ฉันรู้ว่าคนล่าสุดที่ได้คูปองนี้คือคนของกลุ่มพันธมิตรเอาชีวิตรอด"

งั้นก็ง่ายเลย ซูเจินส่งข้อความหา 'มู่หรงเจาตี้' ทันที

"เรียกเจาตี้ เรียกเจาตี้!"

มู่หรงเจาตี้ตอบกลับมาในนาทีถัดมา "อย่าเรียกชื่อจริงฉัน"

ซูเจิน: "คุณรู้จักคูปองเซฟไหม?"

มู่หรงเจาตี้ตื่นตัวทันที "เธอมีคูปองเซฟเหรอ? ไม่น่าใช่นะ ยังไม่ถึงเวลาเธอลงด่านนี่"

ซูเจิน: "ฉันแค่ได้ยินมา เห็นว่าหายาก มันมีไว้ทำอะไรเหรอ?"

ตอนแรกมู่หรงเจาตี้สงสัยว่าซูเจินโกหก แต่ในโลกประกันภัย ถ้าใครได้อะไรมามันจะโชว์ในแอป และช่วงนี้ก็ไม่มีคูปองเซฟโผล่มาจริงๆ

เธอจึงตอบ "มันเป็นคูปองหายากจริงๆ ฟังก์ชันก็เหมือนในเกมนั่นแหละ หลังจากใช้คูปองนี้ มันจะไม่หายไป แต่จะกลายเป็น 'คูปองโหลด' คูปองจะหายไปก็ต่อเมื่อเธอโหลดเซฟเท่านั้น เธอจะย้อนกลับไปในช่วงเวลาและสถานที่ที่เซฟไว้เป๊ะๆ และทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอจะกลับไปสู่สถานะตอนที่เซฟ"

ว้าว สุดยอดไปเลย!

ซูเจินซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ แม้จะจากไปนานหลายปี แต่พ่อแม่ก็ยังคงปกป้องเธออยู่

มู่หรงเจาตี้ถาม "ทำไมส่งข้อความมา? โทรมาไม่ได้เหรอ?"

ซูเจิน: "ไม่ได้ มีคนของทางการอยู่ใกล้ๆ"

เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเจินตื่นแต่เช้า แต่ไป๋เหวยเจิงและป้าสะใภ้ตื่นเช้ายิ่งกว่าเธอเสียอีก

เมื่อซูเจินเดินออกมาจากห้องในสภาพหัวยุ่ง ก็เห็นน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และซาลาเปาวางอยู่บนโต๊ะ ไป๋เหวยเจิงนั่งอยู่ใกล้ๆ กำลังขัดมีดสั้นเงินของเขา

เห็นเธอตื่นแล้ว เขาบอก "ป้าคุณซื้ออาหารเช้ามาให้ แล้วก็ซื้อประทัดกับกระดาษเงินกระดาษทองสำหรับไหว้หลุมศพมาให้ด้วย"

ซูเจินกินมื้อเช้า หยิบกระดาษเงินกระดาษทอง แล้วมุ่งหน้าไปทางภูเขา โดยมีไป๋เหวยเจิงเดินตามมา

ซูเจินพูด "จริงๆ คุณรออยู่ที่บ้านก็ได้นะ"

"มาถึงนี่แล้ว" ไป๋เหวยเจิงกล่าว "ถ้าไม่ไปเคารพศพคุณย่าของคุณ ผมคงรู้สึกไม่ดี"

หลุมศพคุณย่าของซูเจินอยู่ติดกับหลุมศพพ่อแม่ ทุกปีช่วงตรุษจีนและเชงเม้ง ลุงทั้งสองจะมาทำความสะอาดและกราบไหว้ รอบๆ หลุมศพจึงมีแค่หญ้าขึ้นแซมบ้าง แต่ไม่มีพุ่มไม้สูง

ซูเจินจัดวางของไหว้ คุกเข่าลงหน้าหลุมศพ ความรู้สึกตื้นตันเอ่อล้น

เธอกราบคุณย่าก่อน แล้วพูดว่า "คุณย่าคะ หลับให้สบายนะ ตอนนี้หนูสบายดีมาก ไม่ต้องอยู่บ้านหลังเล็กๆ นั่นแล้ว หนูอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ มีเงินเก็บหลายล้าน ด้วยบารมีของคุณย่า ในที่สุดคุณย่าก็วางใจได้แล้วนะคะ"

หลังจากเผากระดาษเงินกระดาษทองให้คุณย่า ซูเจินก็ไปไหว้พ่อแม่ เพราะจำความไม่ได้ การมาไหว้หลุมศพครั้งก่อนๆ ของเธอแม้จะไม่ถึงกับทำพอเป็นพิธี แต่เธอก็ไม่เคยมีอะไรจะพูดมากนัก

ครั้งนี้ เธอเผากระดาษให้พ่อแม่ มองชื่อบนป้ายหลุมศพ แล้วยิ้มทั้งน้ำตา "พ่อคะ แม่คะ ถึงพวกท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่พวกท่านก็ปกป้องหนูมาตลอด หนูรู้แล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ"

พูดจบ เธอก็ก้มกราบ

ไป๋เหวยเจิงยืนอยู่ใกล้ๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ยั้งไว้ เขาเองก็นั่งยองๆ ลงเผากระดาษให้พ่อแม่ซูเจินด้วย

ธรรมเนียมท้องถิ่นเวลาไหว้หลุมศพคือต้องจุดประทัดหลังจากเผากระดาษเสร็จ เพื่อเตือนให้คนข้างล่างรู้ว่าถึงเวลามารับเงินแล้ว

หลังจากจุดประทัด ซูเจินและไป๋เหวยเจิงก็เดินลงจากเขาด้วยกัน

พอหลุมศพของครอบครัวเธอลับสายตา ในที่สุดไป๋เหวยเจิงก็ทนไม่ไหว เขาพูดขึ้นว่า "ฮวงจุ้ยหลุมศพพ่อแม่กับคุณย่าของคุณดีมากเลยนะ"

ซูเจิน: "..."

ภายใต้สายตาเอือมระอาของซูเจิน ไป๋เหวยเจิงฝืนพูดต่อ "ถ้าฝังที่นี่ ลูกหลานจะร่ำรวย"

ตกเที่ยง ลูกชายของลุงใหญ่ หรือลูกพี่ลูกน้องของซูเจินก็กลับมา ผ่านไปหลายปี เขาแต่งงานแล้วและมีลูกอายุเกือบขวบ

ตอนเด็กๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ป้าสะใภ้ไม่ยอมให้ซูเจินกินกากหมูทอด ซูเจินก็ไม่ค่อยอยากเล่นกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้เท่าไหร่ ต่อมาเพราะซูเจินเรียนเก่งสอบติดโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ เลยต้องไปอยู่หอ ยิ่งมีโอกาสเจอกันน้อยลงไปอีก

มาเจอกันคราวนี้ ทุกคนสุภาพต่อกันมาก พวกเขาปฏิบัติกับซูเจินเหมือนแขกผู้มีเกียรติจากแดนไกล

เหตุผลเดียวที่ป้าสะใภ้ยืนกรานให้ลูกชายกลับมาเจอซูเจิน ก็เพราะเห็นว่าตอนนี้ซูเจินได้ดีแล้ว หวังว่าซูเจินจะไม่ลืมญาติพี่น้องและจะช่วยดึงดันกันบ้างถ้ามีโอกาส

พวกเขาไม่ได้พูดออกมาตรงๆ และซูเจินก็ไม่ได้พูดอะไร ครอบครัวกินข้าวด้วยกันอย่างปรองดอง และบ่ายวันนั้น ซูเจินก็ออกจากหมู่บ้านขึ้นเครื่องบินกลับเมืองหลวง

สองสัปดาห์ต่อมาไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไรเกิดขึ้น นอกจากการจัดการกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเล็กๆ น้อยๆ เวลาส่วนใหญ่ซูเจินขลุกอยู่ในห้องสมุดของนิกายไสยเวทเพื่ออ่านหนังสือ

จนกระทั่งถึงเวลาต้องเข้าด่าน ซูเจินก็ขอตัวกลับก่อน โดยอ้างว่ามีเพื่อนมาหาที่เมืองหลวงและจะพาเพื่อนไปเที่ยว

จบบทที่ บทที่ 84 พ่อแม่ของซูเจิน

คัดลอกลิงก์แล้ว