- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- บทที่ 82 – เหตุการณ์เหนือธรรมชาติของดารา
บทที่ 82 – เหตุการณ์เหนือธรรมชาติของดารา
บทที่ 82 – เหตุการณ์เหนือธรรมชาติของดารา
บทที่ 82 – เหตุการณ์เหนือธรรมชาติของดารา
การเปลี่ยนผีร้ายให้เป็นอาวุธความร้อนพลังเหนือธรรมชาติ... แรกทีเดียวซูเจินก็รู้สึกตกใจ แต่เมื่อลองไตร่ตรองดู เธอก็คิดว่าวิธีนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ หากผีร้ายทุกตนสามารถถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธความร้อนและเก็บรักษาไว้ได้ในระยะยาว ป่านนี้ผีร้ายในโลกก็น่าจะถูกกำจัดไปจนเกือบหมดแล้ว
แม้คนที่ถูกมัดอยู่กับเก้าอี้จะเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส แต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสติ จนกระทั่งทนไม่ไหวจริงๆ เขาถึงได้ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวดรวดร้าวออกมา
รองผู้อำนวยการอู๋ปรายตามองแล้วเอ่ยว่า "แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว"
จากนั้นเขาก็กวักมือ ร่างเงาสีดำทมึนรูปร่างคล้ายคนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็หายวับไป ชายวัยกลางคนที่ถูกมัดอยู่บนเก้าอี้มีสภาพเหมือนคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ เขาอ้าปากกว้างหอบหายใจอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนราวกับเพิ่งเห็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต
รองผู้อำนวยการอู๋ขยับตัวอย่างรวดเร็ว แปะยันต์แผ่นหนึ่งลงบนหน้าผากของอีกฝ่าย จากนั้นพลิกฝ่ามือ กระดิ่งทองเหลืองก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งทองเหลืองดังกังวานต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงกระดิ่ง คนบนเก้าอี้ค่อยๆ สงบลง แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวเริ่มเหม่อลอย
"คุณชื่ออะไร?" น้ำเสียงของรองผู้อำนวยการอู๋ทุ้มต่ำและมั่นคง
"ฉินคาน"
"ปีนี้อายุเท่าไหร่?"
"39"
"เป็นคนที่ไหน?"
"มณฑล K"
"สังกัดองค์กรอะไร?"
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยออกมา ซูเจินเห็นได้ชัดว่าสีหน้าของชายที่ชื่อฉินคานแสดงอาการขัดขืน
แต่หลังจากดิ้นรนเพียงชั่วครู่ เขาก็สงบลงอย่างรวดเร็วและเอ่ยออกมาสองพยางค์ "ผีเสื้อ"
"ผีเสื้อ?" รองผู้อำนวยการอู๋จ้องหน้าเขา "คุณบอกว่าองค์กรที่คุณสังกัดชื่อ 'ผีเสื้อ' งั้นเหรอ?"
"ใช่"
ซูเจินแปลกใจเล็กน้อย หรือว่าหัวหน้าองค์กรของพวกเขาจะเป็นคนโรแมนติก? ถึงได้ตั้งชื่อองค์กรแบบนี้ว่าผีเสื้อ
อย่างไรก็ตาม รองผู้อำนวยการอู๋เป็นคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เรื่องประหลาดอะไรบ้างที่เขาไม่เคยเห็น เขาจึงรีบถามคำถามต่อไปทันที "หัวหน้าองค์กรของคุณชื่ออะไร?"
"ผีเสื้อ"
ซูเจิน: "?"
"หัวหน้าของคุณชื่อผีเสื้อเฉยๆ เลยเหรอ?" รองผู้อำนวยการอู๋ถามพลางขมวดคิ้ว "เป็นรหัสลับหรือเปล่า?"
"ใช่" ฉินคานตอบ "ทุกคนมีรหัสลับ"
"งั้นรหัสลับของคุณคืออะไร?"
"หนอนไหม"
ซูเจินอยากจะบอกว่าคนในองค์กรนี้ดูจะโรคจิตนิดๆ นะ ชอบแมลงกันจัง แต่เธอกลัวว่าจะรบกวนกระบวนการสอบสวน จึงเก็บความเห็นไว้ในใจและไม่พูดอะไร
รองผู้อำนวยการอู๋หยิบสมุดบันทึกออกมาแล้วก้มหน้าจดอะไรบางอย่าง
สักพักเขาก็ถามต่อ "คุณรู้ชื่อจริงของหัวหน้าไหม?"
"ไม่รู้"
"รู้ชื่อจริงของคนอื่นในองค์กรไหม?"
"ไม่รู้"
"รู้ไหมว่าคนอื่นในองค์กรอยู่ที่ไหน? มีสำนักงานใหญ่หรือเปล่า?"
"ไม่รู้"
สีหน้าของรองผู้อำนวยการอู๋ดูไม่สบอารมณ์นัก อุตส่าห์ลงแรงไปขนาดนี้ ไม่คิดว่าจะได้ผลลัพธ์แบบนี้ เขาตั้งสติแล้วถามต่อ "แผนการครั้งนี้ของคุณเริ่มขึ้นเมื่อไหร่?"
"5 ปีก่อน"
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของรองผู้อำนวยการอู๋ก็เปลี่ยนไป เขาถามย้ำ "เป้าหมายสูงสุดของแผนการคืออะไร?"
"เพื่อปลดปล่อยเทพเจ้าที่ถูกจองจำ"
"เทพเจ้า?!"
แม้รองผู้อำนวยการอู๋จะผ่านโลกมามาก แต่ตอนนี้สมองของเขาก็เริ่มรับไม่ไหว เขาเริ่มสงสัยว่าชายรหัสลับ 'หนอนไหม' คนนี้พูดความจริง หรือว่าสมองเพี้ยนไปแล้วกันแน่
"เทพเจ้าคือใคร?"
"ลูกชายของไป๋ฮั่นเฟย ที่ถือกำเนิดในตระกูลไป๋แห่งเมืองหลวง"
ซูเจินตกใจจนพูดไม่ออก พวกเขาถึงขั้นนับถือผีร้ายเป็นเทพเจ้าเลยเหรอ? แม้ผีร้ายตนนั้นจะทรงพลังมากจริงๆ แต่มันก็เป็นแค่ผีร้ายที่เก่งกาจเท่านั้นเอง พวกเขาบูชาพลังอำนาจกันขนาดนั้นเชียว?
รองผู้อำนวยการอู๋เองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เขาขมวดคิ้วแน่นถามว่า "ทำไม? ทำไมเขาถึงเป็นเทพเจ้า?"
"เขาพิเศษ..." สีหน้าของฉินคานเปลี่ยนไป อาการขัดขืนปรากฏขึ้นอีกครั้ง "เขามีพลังที่จะทำลายล้างโลก..."
รองผู้อำนวยการอู๋กำลังจะก้มหน้าจดบันทึกต่อ ทันใดนั้นฉินคานบนเก้าอี้ก็เริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง เส้นเลือดบนศีรษะและลำคอปูดโปน เขาแหงนหน้าขึ้นอย่างแรงและกรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ "อ๊ากกก!!!"
ซูเจินสะดุ้งโหยง มองเขาด้วยความหวาดผวา
รองผู้อำนวยการอู๋รีบสั่นกระดิ่งทองเหลืองในมือ
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งช่วยให้ฉินคานได้สติกลับมาบ้าง แต่เขาก็ไม่กลับสู่สภาวะเดิม ดวงตาเหม่อลอยจ้องไปข้างหน้า ปากพึมพำอะไรบางอย่างเบาๆ
ซูเจินเงี่ยหูฟังและได้ยินฉินคานพูดว่า "แม่จ๋า... แม่จ๋า..."
ซูเจินเงยหน้ามองรองผู้อำนวยการอู๋ เขาหัวเราะส่ายหน้าแล้วพูดว่า "วันนี้คงถามต่อไม่ได้แล้ว"
เขาเดินไปที่ประตูแล้วกดปุ่ม ไม่นานเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบหลายคนก็เดินเข้ามา เข็นเก้าอี้พาตัวฉินคานออกไป
"พวกเขาพาเขาไปไหนคะ?" ซูเจินถาม
"ก็ต้องพาไปห้องขังน่ะสิ" รองผู้อำนวยการอู๋พลิกสมุดบันทึกในมืออย่างหงุดหงิด
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูเจินเห็นฉากแบบนี้ สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เธอถามว่า "สถานการณ์แบบนี้จัดการยากไหมคะ?"
"ยากแน่นอนอยู่แล้ว" รองผู้อำนวยการอู๋ตอบ "สอบสวนตั้งนานไม่ได้เบาะแสที่มีประโยชน์เลยสักอย่าง จะไปตามจับคนก็ไม่รู้จะไปที่ไหน"
เรื่องนี้ยากจริงๆ แต่ซูเจินรู้สึกว่าประเด็นมันอยู่ตรงนั้นเหรอ? เธอถาม "สิ่งที่ฉินคานพูดเมื่อกี้... เขาบอกว่าเซียนน้ำเต้าของผู้นำตระกูลไป๋คือเทพเจ้า"
"เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก" รองผู้อำนวยการอู๋กล่าว "ถ้าเธออยู่ที่นี่บ่อยๆ เธอจะรู้ว่ามีพวกเพี้ยนๆ ที่บูชาผีร้ายอยู่ไม่น้อย พวกเขาคิดว่าผีร้ายเป็นตัวตนที่สูงส่งกว่ามนุษย์และยกย่องให้เป็นเทพเจ้า ขนาดผีร้ายธรรมดายังมีสาวก นับประสาอะไรกับตัวตนระดับนั้น"
ซูเจินพยักหน้าและถามต่อ "ถ้างั้นถ้าเราไม่ได้เบาะแสอะไรเลย ปฏิบัติการครั้งนี้ก็เสียเปล่าสิคะ?"
"จะเป็นไปได้ยังไง?" รองผู้อำนวยการอู๋แย้ง "เราจับคนได้ตั้งเยอะ จางซานจวินก็ช่วยออกมาได้ แถมเธอยังได้ความดีความชอบ จะเสียเปล่าได้ยังไง?"
ซูเจิน: "..." อ๋อ คิดกันแบบนี้เองสินะ?
ซูเจินจำได้ว่าครั้งนี้จับคนมาได้ไม่น้อย ไม่ใช่แค่คนเดียว เธอถาม "คนอื่นก็กำลังถูกสอบสวนด้วยเหรอคะ?"
"ใช่" รองผู้อำนวยการอู๋เก็บของ เหน็บปากกาเข้ากระเป๋า แล้วเอามือลูบศีรษะที่มีผมน้อยนิด "นายฉินคานคนนี้ถือเป็นสมาชิกระดับแกนนำ คนอื่นน่าจะรู้น้อยกว่านี้อีก"
ก็สมเหตุสมผล ซูเจินไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แน่นอนว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจ การรู้เรื่ององค์กรนั้นไม่ได้มีประโยชน์กับเธอมากนัก เพราะเทพเจ้าของพวกเขาก็คือ 'สามีผู้ล่วงลับหมายเลขสาม' ของซูเจิน และซูเจินก็รู้พิกัดของสามสิ่งที่พวกเขาพยายามตามหาแทบตายเพื่อไปแลกเปลี่ยนกับสามีหมายเลขสามเป็นอย่างดี
ตราบใดที่ซูเจินชิงหาของสามสิ่งนั้นให้เจอก่อนและเก็บไว้กับตัว พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
รองผู้อำนวยการอู๋ชวนซูเจินไปทานมื้อเที่ยงที่โรงอาหาร แต่ซูเจินปฏิเสธ ตอนนี้จางซานจวินกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลของสำนักงานใหญ่ ซูเจินตั้งใจจะไปเยี่ยมเธอ
เนื่องจากเวลาผู้ใช้อาคมเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ อาการมักจะแตกต่างจากคนทั่วไป และไม่สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลปกติได้ ดังนั้นที่สำนักงานใหญ่และในเมืองใหญ่บางแห่ง จึงมีการจัดตั้ง 'โรงพยาบาลผู้ใช้อาคม' ขึ้น
หมอในโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็น 'แพทย์เต๋า' ซึ่งคล้ายกับแพทย์แผนจีนมาก ส่วนใหญ่จะใช้สมุนไพรรักษาโรค แต่เมื่อจำเป็นก็จะใช้วิชาอาคมในการรักษาด้วย โรคเรื้อรังบางอย่างที่รักษาข้างนอกไม่หาย ก็สามารถจัดการได้ที่นี่
สไตล์ของโรงพยาบาลผู้ใช้อาคมแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง ประตูใหญ่ดูเหมือนศาลเจ้าเต๋า มีกระถางธูปยักษ์ตั้งอยู่หน้าประตู ควันธูปลอยอ้อยอิ่ง
ซูเจินเดินเข้าไปเกือบหงายหลังเพราะกลิ่นยาที่ตลบอบอวลอยู่ภายใน
หลังประตูทางขวามือใกล้ทางเข้า มีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ ชายหนุ่มสวม 'ชุดนักพรตเต๋า' นั่งอยู่หลังโต๊ะ พูดตามตรง ผู้ชายสมัยนี้ส่วนใหญ่ไว้ผมสั้น ถ้าไม่ใส่หมวก การสวมชุดนักพรตเต๋าก็ดูแปลกตาพิลึก
เมื่อชายหนุ่มเห็นซูเจินเดินเข้ามา เขาก็ไม่สนใจ ก้มหน้าเล่นมือถือต่อไป
ซูเจินถาม "ห้องผู้ป่วยไปทางไหนคะ?"
"มาเยี่ยมใคร?" ชายหนุ่มถาม
"จางซานจวิน"
ชายหนุ่มคงจะจำจางซานจวินได้แม่น เขาตอบว่า "ตึกผู้ป่วยใน ห้อง 207"
ซูเจิน: "ตึกผู้ป่วยในอยู่ทางไหนคะ?"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นพิจารณาใบหน้าของซูเจินอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ชี้มาที่เธอ "ฉันจำเธอได้!"
ซูเจิน: "?"
"คนที่วันนั้น... คนที่ได้รับรางวัล... คนที่หยิ่งๆ นั่นไง" ชายหนุ่มลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น ถูมือไปมา "เธอก็มาทำงานที่นี่ด้วยเหรอ? จะไปหาจางซานจวินใช่ไหม? เดี๋ยวฉันพาไป"
เห็นท่าทางตื่นเต้นของชายหนุ่ม ซูเจินก็ถูจมูกแก้เขิน คิดในใจว่าตอนนี้เธอก็ถือเป็นคนดังในวงการผู้ใช้อาคมแล้วสินะ แบบนี้ไม่ดีเลย ไม่เอื้อต่อการทำตัวให้กลมกลืน
ชายหนุ่มพาซูเจินเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาอย่างกระตือรือร้นจนกระทั่งถึงตึกผู้ป่วยใน
ตึกผู้ป่วยในเป็นเรือนแยกต่างหากอยู่ด้านหลัง เมื่อเดินเข้าไป ซูเจินเห็นผู้ป่วยสองสามคนกำลังเดินเล่นในสวน ขณะที่ชายหนุ่มพาซูเจินเดินลึกเข้าไป พวกเขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมาแต่ไกล
"โอ้โห พวกเธอไม่รู้หรอกว่าคืนนั้นอันตรายขนาดไหน! ห้าคนเชียวนะ ทั้งห้าคนมีเซียนน้ำเต้าหมด แล้ววางแผนมาอย่างดี ดักซุ่มรอเราอยู่ที่นั่น เรามีกันแค่สองคน ฉันกับเสี่ยวซู เสี่ยวซูเป็นแค่เด็กสาวบอบบาง อายุเพิ่งยี่สิบต้นๆ เธอหลบอยู่หลังฉัน มองฉันด้วยน้ำตาคลอเบ้า ฉันจะทำยังไงได้? ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ แต่ฉันก็ต้องออกหน้า..."
"..."
ซูเจินและชายหนุ่มคนนำทางเงียบกริบพร้อมกัน ชายหนุ่มหันมามองซูเจินแล้วบอกว่า "ได้ยินไหม? ตรงไหนเสียงดังที่สุดในตึกผู้ป่วยใน จางซานจวินก็อยู่ตรงนั้นแหละ"
ซูเจิน: "..."
"ยังต้องให้ฉันนำทางอีกไหม?" ชายหนุ่มถามอย่างรู้ใจ
"ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก" ซูเจินขอบคุณเขาแล้วเดินตามเสียงไป
เธอมาถึงศาลาแห่งหนึ่งที่มีคนนั่งล้อมวงอยู่ และตรงกลางวงก็คือจางซานจวิน
ดูเหมือนจางซานจวินจะหายดีแล้ว แม้จะสวมชุดผู้ป่วย แต่ดูจากท่าทางที่กำลังเป็นจุดศูนย์กลางในวงสนทนา ก็พอดูออกว่าน่าจะหายเกือบปกติแล้ว
"อะแฮ่ม" ซูเจินกอดอกพิงเสาแล้วกระแอมเบาๆ
วงสนทนาทางนั้นยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีใครสังเกตเห็นซูเจินเลย
ซูเจินเลยกระแอมให้ดังขึ้น "อะแฮ่ม!!"
"ใครน่ะ?" ผู้ป่วยคนหนึ่งหันมา "ผีวัณโรคตัวใหม่เพิ่งย้ายเข้ามาเหรอ?"
จากนั้นพวกเขาก็เห็นซูเจิน ดวงตาของจางซานจวินเป็นประกาย เธอพุ่งเข้ามาด้วยความคล่องแคล่วแล้วดึงซูเจินเข้าไปกอด "เสี่ยวซู!"
ซูเจินเกือบถูกชนล้ม โชคดีที่หลังพิงเสาอยู่
"เสี่ยวซู!" จางซานจวินตื่นเต้นสุดขีด "น้องรัก ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ พี่คงไม่ได้กลับมา ไม่เสียแรงจริงๆ ที่พี่แนะนำแฟนให้เธอ..."
เพื่อนผู้ป่วยต่างมองซูเจินด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"นี่คือซูเจินเหรอ?"
"ดูเด็กจังเลยนะ"
"เธอเพิ่งสร้างความดีความชอบมาอีกแล้วนี่"
"โห สุดยอด พรสวรรค์จริงๆ..."
ซูเจินปล่อยให้จางซานจวินกอดอย่างเก้อเขินแล้วถามว่า "ฉันแค่แวะมาเยี่ยม พี่เป็นไงบ้าง? ร่างกายโอเคไหม?"
"พี่สบายมาก" จางซานจวินปัดผมม้าแล้วพูดว่า "จริงๆ พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ถูกผีร้ายของพวกนั้นสิงนานเกินไป พลังงานอาถรรพ์เลยกัดกร่อนร่างกาย ตอนนี้หมอที่โรงพยาบาลเอาพลังงานอาถรรพ์ออกให้แล้ว พักผ่อนดีๆ เดี๋ยวก็หาย"
"งั้นก็ดีแล้วค่ะ" ซูเจินถาม "ถ้าพี่สบายดี ทำไมไม่โทรหาฉันล่ะ?"
"โทรศัพท์พี่หายน่ะสิ" จางซานจวินถอนหายใจ "พี่ฝากคนเอาบัตรประชาชนไปเปิดซิมใหม่แล้ว"
จางซานจวินคลายอ้อมกอดจากซูเจินแล้วโอบไหล่เธอแทน พูดว่า "พี่ไม่ได้พูดตามมารยาทนะ ครั้งนี้พี่ติดหนี้เธอจริงๆ ขอบใจมากนะ"
ซูเจินกำลังจะพูดถ่อมตัวตามมารยาท แต่ก็ได้ยินจางซานจวินพูดต่อว่า "ถ้าเธอไม่ชอบพวกหลานๆ ในบ้านพี่ งั้นช่างมันเถอะ เดี๋ยวพี่แนะนำคนที่ดีกว่าให้"
พูดจบ เธอก็โน้มตัวมากระซิบข้างหูซูเจิน "เธอคิดยังไงกับจางซานหลิง?"
ซูเจิน: "?!"
"ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง?" จางซานจวินวิเคราะห์ให้ฟัง "เขาแก่กว่าเธอแค่ 8 ปีเอง 8 ปี... ช่องว่างก็ไม่ได้เยอะมากใช่ไหม? ที่สำคัญที่สุดคือเขากำลังจะได้เป็นผู้อำนวยการ ถ้าเธอคบกับเขา เธอก็จะได้เป็นภรรยาผู้อำนวยการนะ"
ซูเจิน: "..."
"ทำไม?" จางซานจวินถาม "กลัวเขาไม่อยากคบกับเธอเหรอ?"
ซูเจินไม่ได้กังวลเรื่องนั้น ไม่ใช่ว่าหลงตัวเอง แต่ขนาดผีร้ายยังต้านทาน 'ประกันขอแต่งงานสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์' ไม่ได้
เธอไม่เชื่อว่าจางซานหลิงจะทนไหว แต่ประเด็นมันอยู่ที่นั่นเหรอ?
ซูเจินมองจางซานจวิน สายตาเลื่อนลงต่ำไปหยุดอยู่ที่ลำคอของเธอ
จางซานจวิน: "มองอะไร?"
"มองเซียนน้ำเต้าของพี่น่ะ" ซูเจินงุนงงมาก "พวกนั้นยึดแม้กระทั่งโทรศัพท์พี่ แต่ทำไมถึงปล่อยเซียนน้ำเต้าของพี่ไว้ล่ะ?"
...
สองวันต่อมา รางวัลจากเบื้องบนสำหรับซูเจินก็มาถึง เธอได้รับรางวัลความดีความชอบระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วงนี้งานยุ่ง จึงไม่มีพิธีมอบรางวัล แต่พอได้ยินว่าซูเจินทำอาวุธความร้อนพลังเหนือธรรมชาติหาย เบื้องบนจึงอนุญาตให้เธอไปเลือกอันใหม่ที่คลังแสงด้วยตัวเอง
ในฐานะคู่หูชั่วคราวและผู้ช่ำชองในวงการผู้ใช้อาคม ไป๋เว่ยเจิงเป็นคนพาเธอไปเลือกอาวุธ
"ตอนนี้ฟังก์ชันของอาวุธความร้อนพลังเหนือธรรมชาติยังค่อนข้างจำกัด" ไป๋เว่ยเจิงเดินนำหน้า พลางอธิบาย "ความแตกต่างหลักๆ อยู่ที่ขนาดของอานุภาพทำลายล้าง"
ไป๋เว่ยเจิงดึงผ้าใบคลุมออก ย้ายกล่องใบหนึ่ง แล้วเปิดออกให้เห็นปืนฉีดน้ำด้านใน "ปัจจุบันมีแค่สองชนิดที่แจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีเหนือธรรมชาติได้ คือปืนฉีดน้ำและระเบิดพลังงานอาถรรพ์ สองอย่างนี้น้ำหนักเบา พกพาง่าย ใช้งานสะดวก ที่สำคัญคือต่อให้ตกไปอยู่ในมือคนไม่ดี ก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายมากนัก"
ซูเจินพยักหน้าแล้วหยิบปืนฉีดน้ำมาสองกระบอกทันที
ไป๋เว่ยเจิงเหลือบมองเธอ เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอ เขาเดินไปเปิดกล่องระเบิดพลังงานอาถรรพ์ให้เธอเงียบๆ แล้วเตือนว่า "คุณหยิบได้มากสุดแค่สองลูกนะ"
หลังจากซูเจินรับอาวุธเรียบร้อย ไป๋เว่ยเจิงก็พูดขึ้นเหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ "ตอนนี้คุณเริ่มงานอย่างเป็นทางการแล้ว อนาคตคงไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวเท่าไหร่"
ซูเจินพยักหน้า เธอเตรียมใจมานานแล้ว ไม่ต่างจากงานนักนอนบ้านผีสิงเท่าไหร่... ว่างก็นอนอยู่บ้าน มีงานก็ออกไป แน่นอนว่างานตอนนี้อันตรายกว่า
เห็นเธอไม่เก็ทสิ่งที่เขาจะสื่อ ไป๋เว่ยเจิงเลยพูดตรงๆ "ช่วงนี้ยังมีเวลาว่างนิดหน่อย ไม่อยากกลับบ้านบ้างเหรอ?"
ซูเจินงง กลับบ้านทำไม?
"ไม่กลับไปดูหน่อยเหรอ?" ไป๋เว่ยเจิงถาม "ไม่กลับไปเยี่ยมครอบครัวเหรอ?"
ซูเจินตัวแข็งทื่อ ครอบครัว?
คำว่า 'ครอบครัว' ให้ความรู้สึกห่างไกลเหลือเกิน เหมือนไม่ได้ยินคำนี้มานานมากแล้ว ไม่ใช่เพราะเธอเลือดเย็นหรือใจดำ แต่เป็นเพราะเธอไม่เหลือญาติพี่น้องที่ไหนแล้ว
พ่อแม่ของซูเจินเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่เธอยังเล็ก เธอโตมาด้วยการเลี้ยงดูของย่า ย่าของเธอเป็นคนมหัศจรรย์ แม้จะเป็นหญิงชราที่อยู่บ้านนอกมาตลอดชีวิต แต่ตอนซูเจินสอบติดมหาวิทยาลัยในเมือง A ท่านกลับควักเงินก้อนโตซื้อบ้านที่นั่นให้เธอ
ท่านยังบอกซูเจินว่าอยู่ในที่เล็กๆ ไม่มีอนาคต ให้เธอตั้งรกรากที่เมือง A และไม่ต้องกลับมาอีก ตอนแรกซูเจินยังกลับไปเยี่ยมบ้าง แต่หลังจากย่าเสียชีวิตด้วยโรคร้ายตอนเธออยู่ปี 3 เธอก็ไม่มีเหตุผลให้กลับไปอีก
คิดถึงเรื่องนี้ ซูเจินก็รู้สึกเศร้าสร้อย ไป๋เว่ยเจิงถามอย่างสงสัย "เป็นอะไรไป?"
ซูเจินตอบอย่างอาลัยอาวรณ์ "คุณไม่เข้าใจสถานการณ์ที่บ้านฉันหรอกค่ะ"
"ผมเข้าใจ" ไป๋เว่ยเจิงแย้ง "คุณมาจากเมือง H อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ใต้สังกัดตำบลถังซาน ในครอบครัวมีลุงสองคน ป้าสองคน..."
ซูเจิน: "?"
ซูเจิน: "คุณรู้ได้ยังไง?!"
"ประวัติของคุณถูกตรวจสอบไปนานแล้ว" ไป๋เว่ยเจิงทำหน้าเหมือน 'ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะไม่รู้' "เคลียร์ประวัติตั้งแต่จบเรื่องผีร้ายน้ำเลือด วันที่คุณไปถามจางซานหลิงเรื่องรางวัล แฟ้มประวัติคุณวางอยู่บนโต๊ะเขาเลยนะ"
ซูเจิน: "..."
มุมปากซูเจินกระตุก แต่ก็พอเข้าใจได้ จะรับพนักงานประจำ วงการผู้ใช้อาคมคงต้องตรวจสอบภูมิหลังอย่างละเอียด ซูเจินคิดในใจ บ้านฉันเป็นชาวนาจนๆ มาสามรุ่น เชิญตรวจสอบตามสบาย
"เหอๆ" เธอยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า "ในเมื่อคุณรู้หมดแล้ว จะถามทำไมคะ? ฉันไม่เหลือใครที่บ้านแล้ว"
ไป๋เว่ยเจิงมองเธอแล้วพยักหน้า "งั้นก็ได้ ผมจะได้ปฏิเสธคดีนั้นไป"
ซูเจิน: "คดีอะไรคะ?"
"ดาราคนหนึ่งในเมือง H จู่ๆ ก็เกิดคลุ้มคลั่งระหว่างถ่ายทำ แล้วควักลูกตาตัวเองออกมา หน่วยงานเหนือธรรมชาติในพื้นที่ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เนื่องจากค่อนข้างซับซ้อน เลยขอกำลังเสริมจากสำนักงานใหญ่"
ไป๋เว่ยเจิงพูดต่อ "ผมเห็นที่อยู่เป็นบ้านเกิดคุณ คิดว่าคุณอาจจะอยากกลับไปดู เลยกะว่าจะรับงานนี้ ในเมื่อคุณไม่อยากกลับ งั้นพักผ่อนต่ออีกสักสองสามวันเถอะ เดี๋ยวผมให้คนอื่นไปแทน"
"...เดี๋ยวค่ะ!" ซูเจินรีบเรียกไป๋เว่ยเจิงไว้
ไป๋เว่ยเจิงหันกลับมา "หือ?"
"ฉัน... คือ..." ซูเจินพูดอย่างลังเล "เฮ้อ คุณรับงานนี้เถอะค่ะ"
การตัดสินใจนี้ทำให้ซูเจินรู้สึกลำบากใจ เธอไม่มีใครอยากไปหาที่บ้านเกิดจริงๆ ลุงกับป้าของเธอเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยได้ดูแลเธอตอนเด็ก ความสัมพันธ์เลยแค่ระดับกลางๆ
แต่พอนึกถึงบ้านเกิดและจำนวนปีที่ไม่ได้กลับไป ซูเจินก็อดรู้สึกขมขื่นไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่กลับไปคืองานศพย่า ก่อนตายย่าดึงเธอไปข้างเตียง สั่งเสียให้เธอเป็นคนฉลาดและห้ามบอกลุงป้าเรื่องบ้านเด็ดขาด หลังงานศพเธอก็กลับเมือง A และไม่เคยกลับไปอีกเลย
เธอน่าจะกลับไปดูบ้าง เธอไม่ใช่เด็กสาวซื่อบื้อคนนั้นอีกแล้ว
เหตุการณ์เหนือธรรมชาติรอช้าไม่ได้ เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเจินและไป๋เว่ยเจิงก็ขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่เมือง H
นี่ถือเป็นการเดินทางไปราชการ ค่าเดินทางและค่าอาหารเบิกได้ ซูเจินจึงจองที่นั่งเฟิร์สคลาส
เธอตั้งใจจะนอนทันทีที่ขึ้นเครื่อง แต่ไป๋เว่ยเจิงหยิบปึกเอกสารออกมาแล้วถามว่า "คุณศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติครั้งนี้หรือยัง?"
"ยังค่ะ" ซูเจินตอบตาปรือ "ก็ยังไปไม่ถึงนี่คะ?"
"การเข้าใจสถานการณ์ก่อนไปถึง จะช่วยประหยัดเวลาได้มากเมื่อไปถึงหน้างาน" ไป๋เว่ยเจิงพลิกหน้ากระดาษ "เมือง H มีโรงถ่ายทำภาพยนตร์เล็กๆ ผู้เกี่ยวข้องเป็นนักแสดงที่ไปถ่ายทำที่นั่น ระหว่างถ่ายทำ จู่ๆ เขาก็คลุ้มคลั่ง ขูดยิกๆ ตามตัวจนเลือดท่วม และสุดท้ายถึงขั้นควักลูกตาตัวเองออกมา"
"หลังจากถูกมัดตัวและส่งโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จนปัญญา ตำรวจนั่นแหละที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเลยแจ้งหน่วยงานเหนือธรรมชาติในท้องที่"
"พอเพื่อนร่วมงานในพื้นที่ไปถึง ก็พบว่าเขาถูกผีร้ายสิง พวกเขาพยายามไล่ผีแล้วแต่ล้มเหลว สถานการณ์ซับซ้อนมาก..."
ซูเจินนั่งเอียงคอฟังมาตลอด พอได้ยินดังนั้นเธอจึงถามว่า "พวกเขาหาสาเหตุไม่เจอเหรอคะว่าทำไมเขาถึงโดนสิง?"
"ผู้จัดการส่วนตัวมากับเขาด้วย" ไป๋เว่ยเจิงพลิกอีกหน้า "แต่ผู้จัดการกลัวจนสติแตกไปแล้ว ตอนนี้สภาพจิตใจยังไม่คงที่"
"หือ?" ซูเจินสงสัย เธอชะโงกหน้าไปดูและเห็นรูปถ่ายของนักแสดงที่แนบมาในแฟ้ม
ซูเจิน: "!!"
ไป๋เว่ยเจิง: "คุณรู้จักเขาเหรอ?"
"อื้อ!" ซูเจินพยักหน้ารัวๆ "รู้จักสิคะ เขาชื่อหลัวชวน ดังมากเลยนะ เขาคือ..."
"คุณเป็นแฟนคลับเขาเหรอ?" ไป๋เว่ยเจิงมองซูเจินด้วยสายตาแปลกๆ
"เปล่าค่ะ" ซูเจินคิดดูแล้วยอมรับ "สมัยเรียนฉันก็ชอบเขาอยู่นะ แต่ไม่ได้คลั่งไคล้ หลังๆ ก็เฉยๆ แล้ว ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ฉันรู้ด้วยว่าผีอะไรสิงเขาอยู่"
ไป๋เว่ยเจิงประหลาดใจ "ขนาดแฟนคลับยังรู้เรื่องเขาโดนผีสิงเลยเหรอ?"
"อะไรคะ ไม่ใช่ ฉันรู้จักดาราคนหนึ่ง แล้วดาราคนนั้นเล่าให้ฉันฟัง" ซูเจินชี้ไปที่คนในรูป "เขาเลี้ยงผี ใช้วิธีที่วงการผู้ใช้อาคมสั่งห้าม เขาทำสัญญากับผีร้าย แลกเปลี่ยนลูกของตัวเองกับความสำเร็จในอาชีพ..."
การรู้สาเหตุของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทำให้เรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะคดีที่เลี้ยงผีแล้วของเข้าตัว วงการผู้ใช้อาคมต้องคอยตามเช็ดล้างเรื่องพวกนี้ปีละไม่น้อย
หลังจากลงเครื่อง ทั้งสองไม่ได้แวะกินมื้อเที่ยง แต่ตรงดิ่งไปที่โรงพยาบาล
เพื่อนร่วมงานที่มารรอรับหน้าโรงพยาบาลชื่อ เจียงฉิน พอเห็นพวกเขาก็รีบเข้ามาทักทาย "ลำบากพวกคุณแย่เลย ยังไม่ได้ทานข้าวกันมาใช่ไหมครับ? ไปหาอะไรทานก่อนไหม?"
"ไม่ต้องรีบ" ไป๋เว่ยเจิงดูจะเป็นพวกบ้างานนิดๆ "ไปดูสถานการณ์ก่อน"
ทั้งสามเดินเข้าไปในโรงพยาบาลพร้อมกัน ซูเจินถามด้วยความสงสัย "ในเมื่อรู้ว่าเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ทำไมไม่พาตัวเขาออกไปล่ะคะ?"
"คุณซูอาจจะไม่ทราบ เมืองเราไม่มีโรงพยาบาลผู้ใช้อาคมครับ อาการบาดเจ็บของเขาสาหัสมาก ขาดเครื่องมือแพทย์ของโรงพยาบาลไม่ได้" เจียงฉินทำหน้าจนปัญญา "เราเลยต้องปล่อยเขาไว้ที่โรงพยาบาล"
ทั้งสามขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 7 ของตึกผู้ป่วยในอย่างรวดเร็ว เดินไปได้สักพัก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงทารกร้องไห้ดังลั่น "อุแว้ อุแว้ อุแว้..."
ซูเจินอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวา "นี่ไม่ใช่แผนกสูตินารีเวชใช่ไหมคะ?"
"ไม่ใช่แน่นอนครับ" เจียงฉินขมวดคิ้วมองรอบๆ แล้วกระซิบว่า "เสียงนั่นมาจากนักแสดงหลัวชวน ตั้งแต่เมื่อเช้าตรู่ เขาก็ส่งเสียงร้องเหมือนทารกแบบนี้ เราไม่กล้าให้คนไข้คนอื่นหรือเจ้าหน้าที่แพทย์รู้ เลยบอกไปว่าญาติพาเด็กเข้ามาเยี่ยมไข้"