- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- บทที่ 81 แผนกสอบสวน
บทที่ 81 แผนกสอบสวน
บทที่ 81 แผนกสอบสวน
บทที่ 81 แผนกสอบสวน
ตามที่ไป๋เหว่ยเจิงเล่ามา ทั้งดวงตาและเสียงของสามีผู้ล่วงลับหมายเลขสามล้วนมีพลังเหนือธรรมชาติ เหตุผลที่ไป๋หานเฟยทำแบบนั้นก็เพื่อลดทอนพลังของสามีหมายเลขสาม ทำให้ควบคุมหรือผนึกได้ง่ายขึ้น
ถ้าเธอช่วยให้เขากู้คืนสิ่งที่เสียไปกลับมา เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่ๆ และยิ่งแข็งแกร่ง ก็ยิ่งรับมือยากขึ้นไปอีก
ซูเจินรู้สึกลำบากใจ เธอทำเรื่องตั้งมากมายก็เพื่อเป้าหมายเดียว คือส่งสามีหมายเลขสามกลับไปในดันเจี้ยน ถ้าเธอไม่ยอมทำข้อตกลงกับเขา เธออาจจะทำเป้าหมายนั้นไม่สำเร็จไปตลอดกาล แต่ถ้ายอมทำ สามีหมายเลขสามก็จะแข็งแกร่งขึ้น
ยากจังเลย เธอเอามือปิดหน้า เธออายุแค่นี้เอง ทำไมต้องมาเจอเรื่องยากๆ แบบนี้ด้วยนะ?
ด้วยความกลัดกลุ้ม เธอเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว พอตื่นมาตอนเช้าแล้วเช็กเวลา ก็ปาเข้าไปเที่ยงวันแล้ว
ซูเจินยังงัวเงีย เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้... วันนี้ไม่ใช่วันหยุดนี่นา เธอไม่ต้องไปทำงานเหรอ?
"ต้องไปทำงานสิครับ" จางคั่นหลิงพูดผ่านโทรศัพท์ "แต่เวลาทำงานของผู้สืบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติค่อนข้างยืดหยุ่น คุณไม่ต้องนั่งประจำที่ออฟฟิศหรอกครับ แค่ติดต่อได้เวลาเกิดเรื่องก็พอ อีกอย่าง คุณเพิ่งกลับมาจากภารกิจและสร้างผลงานใหญ่ หยุดพักสักสองวันก็ได้ครับ"
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ แต่ซูเจินยังมีเรื่องค้างคาใจ เลยถามต่อ "เอ่อ คนที่พาตัวมาจากเมือง G ถูกสอบสวนหรือยังคะ?"
"กำลังสอบสวนอยู่ครับ" จางคั่นหลิงตอบ
ซูเจินรู้สึกระแวงนิดๆ พวกเขาจะสารภาพเรื่องที่เธอครอบครองเมดูซ่าไปหรือยังนะ?
"เอ่อ..." ซูเจินถามอย่างระมัดระวัง "พวกเขาสารภาพหมดแล้วเหรอคะ? หมายถึง พวกเขาจะปากแข็งไหม?"
จางคั่นหลิงหัวเราะ "คุณคิดว่าแผนกของเราเป็นแบบไหนครับ? คิดว่าปากแข็งแล้วจะรอดเหรอ? ผู้ใช้วิชามีวิธีง้างปากตั้งเยอะแยะ"
จริงด้วย ผู้ใช้วิชามีวิธีตั้งร้อยแปดพันเก้า ไม่ใช่แค่ทรมานเค้นความลับแบบธรรมดาๆ
ซูเจินยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ พอเธอเงียบไป จางคั่นหลิงก็เข้าใจผิดแล้วพูดว่า "คุณอยากไปดูการสอบสวนไหมครับ?"
"...ทำได้เหรอคะ?"
"ทำได้ครับ" จางคั่นหลิงบอก "คุณเป็นคนจับพวกเขามา แล้วก็เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย"
หลังจากซูเจินลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว เธอตั้งใจจะแวะหาอะไรกินรองท้องก่อนไปสำนักงานใหญ่
เดินออกจากบ้านไปได้ไม่ไกล เธอก็เจอกับคนรู้จัก จางเสี่ยวเซ่อ หรืออีกชื่อคือ จางอวี้หลง เขาแต่งตัวสะอาดสะอ้าน ดูสดใสเหมือนเด็กมัธยมปลายกำลังเดินตรงมาหาเธอ พอเห็นซูเจิน เขาก็ยิงฟันขาวโชว์ฟันหน้าสี่ซี่ทันที ทักทายด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า "สวัสดีตอนบ่ายครับ~"
ซูเจินโบกมือทักทายอย่างเก้ๆ กังๆ "สวัสดีค่ะ สวัสดี..."
"กินข้าวหรือยังครับ?" จางอวี้หลงถามขึ้น
"ยังเลย..." ซูเจินพูดปุ๊บก็เสียใจปั๊บ
เป็นไปตามคาด จางอวี้หลงรีบชวนทันที "ผมก็ยังไม่ได้กินเหมือนกัน งั้นไปกินด้วยกันนะครับ"
ในเมื่อนี่เป็นมื้อแรกของวัน จางอวี้หลงเลยพาเธอไปร้านบะหมี่
"บะหมี่จาเจี้ยงเมี่ยนร้านนี้รสชาติต้นตำรับที่สุดในเมืองหลวงเลยครับ" จางอวี้หลงรินชาให้ซูเจินอย่างเอาใจใส่
ซูเจินตอบ "ฉันไม่เคยกินแบบที่ไม่ต้นตำรับเหมือนกันค่ะ"
"อ้อ ลืมไป" จางอวี้หลงพูด "คุณเป็นคนใต้นี่นา"
ซูเจินไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ จริงๆ แล้วเธอรู้สึกหดหู่ใจพิกล สมัยที่ยังไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับหนุ่มหล่อ เธอเคยวาดฝันไว้ว่าถ้าเจอหนุ่มหล่อ เธอจะอ่อยให้เคลิ้ม จะตกเขาให้ได้ ให้เขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่พอได้มาใกล้ชิดกับหนุ่มหล่อจริงๆ เธอกลับรู้สึกเกร็งไปหมด
ซูเจินจ้องมองจางอวี้หลง เขาหล่อจริงๆ สูง หุ่นดี และดูมีความมุ่งมั่น ตรงสเปกที่เธอเคยวางไว้ทุกอย่าง แล้วทำไมกันนะ? หรือจริงๆ แล้วเธอก็แค่เป็นคนปอดแหก?
จางอวี้หลงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจากอีกฝั่งของโต๊ะ เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจ แค่เขินนิดหน่อย แต่เขารู้ว่าในฐานะผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปี เขาจะทำตัวเป็นเด็กๆ ไม่ได้ เขาเลยพยายามทำตัวเป็นธรรมชาติและวางมาดให้ดูเป็นผู้ใหญ่
"ได้ยินว่าคุณรับตำแหน่งในโลกผู้ใช้วิชาแล้วเหรอครับ?" จางอวี้หลงถาม
"อืม" ซูเจินพยักหน้า
สีหน้าของจางอวี้หลงฉายแววปรารถนา "ดีจังเลยครับ ถ้าผมได้มีตำแหน่งในโลกผู้ใช้วิชาบ้างก็คงดี"
"..."
มองแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของจางอวี้หลง ซูเจินก็เข้าใจทันที เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงไม่อยากอ่อยจางอวี้หลงเลยสักนิด เพราะลึกๆ แล้วเธอต่อต้านเขาอยู่นั่นเอง
ที่จางอวี้หลงมาเอาอกเอาใจเธอ ก็เพราะเธอเป็นผู้ใช้วิชา ต่อให้วันนี้คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นหวังเจินหรือเจ้าเจิน ขอแค่เป็นผู้ใช้วิชาหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาก็คงจะทำตัวแบบเดียวกันนี้
พอคิดได้แบบนี้ ซูเจินก็รู้สึกดีขึ้นทันตา เธอไม่ประหม่าหรืออึดอัดอีกต่อไป กลับรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ
พอบะหมี่มาเสิร์ฟ เธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อย ต้องยอมรับว่าร้านนี้รสชาติดีจริงๆ บะหมี่อร่อยมาก ซูเจินกินอย่างมีความสุข
จางอวี้หลงมองดูเธอกินด้วยรอยยิ้ม เห็นแก้วน้ำเธอพร่อง ก็รินเติมให้ แล้วถามเสียงนุ่ม "เดี๋ยวคุณจะไปสำนักงานใหญ่ใช่ไหมครับ ให้ผมไปส่งนะ"
"ได้สิ" ซูเจินตอบรับโดยไม่ต้องคิด ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่อยู่ค่อนข้างไกลและเรียกรถยาก
แม้จางอวี้หลงจะทำงานในโลกผู้ใช้วิชาไม่ได้ แต่เขาก็รู้ทางไปสำนักงานใหญ่ดี เมื่อรถจอดที่หน้าประตูสำนักงานใหญ่ จางอวี้หลงก็บอก "คนนอกขับรถเข้าไปไม่ได้ ผมส่งคุณตรงนี้นะครับ"
ซูเจินทำท่าโอเค หลังจากลงจากรถ เธอกำลังจะหันไปขอบคุณ แต่พอมองกลับไป ก็เห็นจางอวี้หลงจ้องมองประตูสำนักงานใหญ่ด้วยแววตาลึกซึ้ง
เฮ้อ น่าสงสารเด็กมัน อุดมคติกับความเป็นจริงมักสวนทางกันเสมอ เขาอยากจะอยู่ในโลกผู้ใช้วิชาตลอดไปและทำงานที่นั่น แต่ทำไม่ได้ ส่วนซูเจินอยากใช้ชีวิตสงบสุขเรียบง่าย แต่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน
ศูนย์จัดการเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมีแผนกสอบสวนโดยเฉพาะ คนในแผนกนี้ไม่ต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่และไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานอื่นของสำนักงานใหญ่ หน้าที่เดียวของพวกเขาคือง้างปากผู้ถูกสอบสวนให้ได้
"ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ขอแค่ทำให้พวกมันเปิดปากพูดได้ก็พอ" คนที่จางคั่นหลิงส่งมานำทางซูเจินพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแปลกๆ "ได้ยินว่าหัวหน้าแผนกนี้มีเซียนน้ำเต้าเป็น 'ผีพูดความจริง' ใครที่โกหกต่อหน้าเขาจะโดนเซียนน้ำเต้ากระชากลิ้นออกมา"
"หือ?" ซูเจินคิดในใจว่าไม่ดีมั้ง ถ้าลิ้นขาดแล้วจะพูดสารภาพได้ยังไง?
ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีก็เข้ามาอยู่ในชั้นใต้ดิน แผนกนี้ตั้งอยู่ที่นี่
ลิฟต์ลงมาถึงชั้นใต้ดินชั้นที่ 6 ซูเจินจ้องมองเลขชั้นด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ลึกขนาดนี้เลยเหรอ?
คนนำทางเห็นเธอทำหน้างงจึงบอกว่า "หลักๆ ก็เพื่อกันไม่ให้พวกมันแหกคุกน่ะครับ ชั้นนี้ค่อนข้างปลอดภัย"
"อ้อ" ซูเจินพยักหน้า "เข้าใจแล้วค่ะ"
ประตูลิฟต์เปิดออก ชายชราที่มีกระเกลื่อนใบหน้านั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้พับขึ้นสนิมข้างกำแพงหน้าลิฟต์ ตรงหน้าเขามีโต๊ะตัวหนึ่งวางกระดาษและปากกาไว้
ได้ยินเสียงคนเดินมา ชายชราพูดโดยไม่เงยหน้า "ลงชื่อ! ลงชื่อด้วย!"
"รู้แล้วน่า รู้แล้ว" คนนำทางตอบยิ้มๆ แล้วหันมาบอกซูเจิน "แค่เขียนชื่อ ตำแหน่ง แล้วก็รหัสพนักงานครับ"
ซูเจินกำลังก้มหน้าก้มตาลงชื่อในสมุด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากหลังประตูบานหนึ่งใกล้ๆ
"อ๊ากกกกก!!!"
เธอเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ไหนบอกว่าผู้ใช้วิชามีวิธีง้างปากตั้งเยอะแยะ? แล้วเสียงกรีดร้องนั่นมันอะไร? ฟังดูเหมือนคนกำลังโดนทรมานอย่างหนักเลยนะ
"โอ้โห" คนนำทางดูตื่นเต้น เขาถูมือไปมาแล้วเร่ง "เสร็จหรือยังครับ?"
พอเห็นซูเจินเขียนเสร็จ เขาก็รีบดึงเธอแล้วผลักประตูเข้าไปทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ซูเจินก็สั่นสะท้านเพราะไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมา ตอนนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และซูเจินก็ใส่เสื้อโค้ตมา แต่ทำไมแอร์ที่นี่ถึงเย็นขนาดนี้? ความรู้สึกนี้เหมือนกับว่า... มีวิญญาณอาฆาตอยู่เต็มไปหมด
หนึ่งนาทีต่อมา เธอถึงได้รู้ว่าตัวเองคิดน้อยไป เพราะผ่านประตูกระจกบานหนึ่ง เธอเห็นวิญญาณอาฆาตกำลังทรมานคนอยู่จริงๆ
หลังจากผ่านประตูหลักเข้ามา จะเป็นทางเดินยาวตรงดิ่งเข้าไปข้างใน สองข้างทางเป็นประตูเหล็กที่มีแค่ครึ่งบนเป็นกระจกใส
จังหวะนั้น ประตูบานหนึ่งเปิดออก ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบถือกระติกน้ำเดินออกมา ทันทีที่เห็นซูเจิน เขาก็ทัก "คุณซูเจินใช่ไหมครับ? ผมเคยเห็นคุณในงานมอบรางวัล"
คนนำทางรีบแนะนำ "นี่คือรองผู้อำนวยการอู๋ครับ"
"..."
"สวัสดีค่ะ รองผอ.อู๋" ซูเจินจับมือทักทายเขา
"อนาคตไกลจริงๆ" รองผอ.อู๋พูดอย่างกระตือรือร้น "ผอ.จางโทรมาบอกแล้ว ผมรู้ว่าคุณจะมา มาๆๆ กำลังสอบสวนอยู่พอดี เข้ามาดูข้างในสิ"
ซูเจินเดินตามเขาเข้าไปในห้องสอบสวน ห้องนั้นเรียบง่ายมาก มีแต่ผนังสี่ด้าน ไม่มีอะไรอื่นเลย
คนคนหนึ่งถูกมัดติดกับเก้าอี้อยู่กลางห้อง ซูเจินจำได้แม่น... นั่นคือคนที่ทำพิธีอัญเชิญสามีหมายเลขสามในวันนั้น
ตอนนี้เขานั่งคอตกอยู่บนเก้าอี้ หลับตาแน่น เส้นเลือดปูดโปนบนขมับ ตัวเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ร่างกายกระตุกเป็นระยะ ราวกับกำลังอดทนต่อความเจ็บปวดมหาศาล
ซูเจินชำเลืองมองเงารูปร่างคล้ายคนที่ดำมืดสนิทซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ก็รู้ทันทีว่าเป็นเซียนน้ำเต้าของรองผอ.อู๋ เธอถาม "เกิดอะไรขึ้นคะ?"
"กำลังสอบสวนอยู่ครับ" รองผอ.อู๋อธิบาย เพราะรู้ว่าซูเจินเพิ่งมาทำงานที่สำนักงานใหญ่ได้ไม่นาน "ถึงเราจะมีวิธีทำให้คนพูดความจริง แต่สำหรับพวกที่มีจิตใจเข้มแข็งเป็นพิเศษ บางวิธีก็ใช้ไม่ได้ผลเท่าไหร่ เราเลยต้องทำลายจิตใจของพวกมันก่อน แล้วค่อยใช้วิธีรีดความจริง"
ซูเจินพยักหน้าแล้วถาม "แล้วตอนนี้คือ...?"
รองผอ.อู๋ชี้ไปที่เงาดำรูปร่างคนแล้วบอกว่า "เซียนน้ำเต้าของผมชื่อ 'ฝันร้าย' มันสามารถขังคนไว้ในฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น บังคับให้ต้องเผชิญกับสิ่งที่หวาดกลัวที่สุดในจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
พูดพลางเขาก็ดูนาฬิกา "นี่ก็สองชั่วโมงแล้ว คนที่อึดที่สุดทนได้แค่หกชั่วโมงเท่านั้นแหละครับ"
ซูเจินถาม "แล้ว... คุณสอบสวนเรื่องอะไรเขาอยู่คะ?"
"ทุกเรื่อง" รองผอ.อู๋ตอบ "เราต้องรีดให้มันคายความเลวทุกอย่างที่เคยทำมาตั้งแต่เด็ก การพิจารณาโทษจะขึ้นอยู่กับข้อมูลพวกนี้แหละครับ"
"เอ๊ะ?" ซูเจินชี้ไปที่ชายคนนั้นด้วยความตกใจ "เลือดกำเดาไหลแล้วค่ะ!"
รองผอ.อู๋ชำเลืองมองแล้วบอก "ปกติครับ เลือดกำเดานี่ถือว่าเบาๆ บางคนถึงกับราดกางเกงเลยก็มี"
"..."
"แล้วเซียนน้ำเต้าของเขาอยู่ไหนคะ?" ซูเจินจำได้ว่าชายคนนี้มีเซียนน้ำเต้า
"ถูกผนึกไปแล้วครับ"
ซูเจินถามด้วยความอยากรู้ "เซียนน้ำเต้าที่ถูกผนึกพวกนี้จะมีประโยชน์ในอนาคตไหมคะ?"
"มีครับ" รองผอ.อู๋ตอบ "สำหรับตัวที่เจ้าของตายไปแล้ว เราจะพยายามให้เด็กใหม่ฝึกให้เชื่องเพื่อเอาไปเป็นเซียนน้ำเต้าของตัวเอง แต่ถ้าฝึกไม่ได้ ก็จะถูกส่งไปแผนกวิจัยเพื่อทำเป็นอาวุธความร้อนพลังเหนือธรรมชาติ"