- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- บทที่ 25 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 2
บทที่ 25 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 2
บทที่ 25 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 2
บทที่ 25 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 2
ดวงตาของซูเจินพลันสว่างวาบ ที่แท้ก็ใช้วิธีนี้ได้นี่เอง!
เมื่อครู่ ขณะจ้องมองรอยเท้าที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ รอบกาย ซูเจินตกอยู่ในความสิ้นหวังถึงขีดสุด จนกระทั่งมีความคิดแวบหนึ่งว่าจะขอแต่งงานกับ 'ผีโคลนเหลือง' ให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าเธอคงไม่ทำแบบนั้นหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ จากกรณีตัวอย่างของ 'สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่ง' ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ต่อให้การขอแต่งงานจะสำเร็จ แต่ก็ใช่ว่าผีอาฆาตจะเลิกทำร้ายเธอ เว้นเสียแต่ว่าเธอจะตั้งป้ายวิญญาณและกราบไหว้บูชาอย่างถูกต้องที่บ้าน
แต่ผู้โดยสารชุดดำที่ขึ้นรถมาจากป้ายทะเลสาบดินถล่มกลับจุดประกายความคิดบางอย่างให้เธอ ในฐานะคนธรรมดาที่ไม่มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์ อิทธิพลของเธอต่อผีอาฆาตนั้นแทบเป็นศูนย์ แต่ถ้าเธอทำอะไรพวกมันไม่ได้ แล้วผีอาฆาตด้วยกันล่ะ จะส่งผลต่อกันเองไม่ได้เชียวหรือ?
หัวใจของซูเจินเต้นรัว เธอมองรอยเท้าโคลนสีเหลืองที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ บนพื้น ในเมื่อผู้โดยสารชุดดำเมื่อครู่ใช้น้ำชะล้างรอยเท้าได้ เช่นนั้น 'สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่ง' ก็ย่อมต้องทำได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ปรมาจารย์เกาเคยบอกไว้ว่า สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งเป็นผีอาฆาตที่มีฤทธิ์เดชมาก น้ำอาบของเขาไม่น่าจะด้อยไปกว่าน้ำที่หยดมาจากตัวผู้โดยสารชุดดำแน่
พอคิดได้ดังนั้น ซูเจินก็เริ่มตื่นเต้น ตราบใดที่ให้สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งใช้น้ำอาบของเขาชะล้างรอยเท้าบนพื้นก่อนถึงป้ายจอด พวกเธอก็น่าจะลงจากรถได้อย่างปลอดภัยไม่ใช่หรือ?
ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวคือ ตอนนี้สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งยังคงผนึก 'ผีสาวชุดแดง' เอาไว้ ทั้งสองฝ่ายกำลังคานอำนาจกันอยู่อย่างหมิ่นเหม่ หากเธอปล่อยสามีออกมาทำงาน สมดุลนี้มีโอกาสสูงที่จะพังทลายลง
เธอหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็คิดตก ทำไมเธอต้องไปกังวลเรื่องผีสาวชุดแดงด้วยล่ะ? เดิมทีเธอก็วางแผนจะทิ้งผีสาวชุดแดงไว้ในด่านภารกิจนี้อยู่แล้ว และตอนนี้โอกาสทองก็มาวางกองอยู่ตรงหน้า
จะมีทางเลือกไหนดีไปกว่าการทิ้งผีสาวชุดแดงไว้บนรถ แล้วปล่อยให้รถพามันไปให้พ้นๆ
ความตื่นเต้นกับแผนการเริ่มเข้าครอบงำแทนที่ความกลัว แม้แต่เสียงไอของ 'ผีไอโขลก' ข้างๆ ก็ดูเหมือนจะส่งผลต่อเธอน้อยลง
ซูเจินรู้สึกรางๆ ว่าเธอน่าจะค้นพบวิธีที่ถูกต้องในการรับมือกับผีอาฆาตแล้ว
รถเมล์สาย 44 ต้องผ่านอีก 4 ป้ายกว่าจะถึงหมู่บ้านตระกูลหลี่ เธอหวังว่าอีก 2 ป้ายข้างหน้าจะผ่านไปอย่างราบรื่น และทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้มีผู้โดยสารขึ้นมาเลย
บางทีคำอธิษฐานของซูเจินอาจจะส่งไปถึงสวรรค์จริงๆ เพราะไม่มีผีขึ้นมาเลยในป้ายถัดไป
รถเริ่มชะลอความเร็ว
"ชุมชนซันไชน์ ถึงแล้วครับ ผู้โดยสารที่จะลงกรุณาออกทางประตูหลัง"
เมื่อประตูเปิด ซูเจินได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวขึ้นมาจากหน้ารถอย่างชัดเจน แต่เสียงนั้นชะงักไป ก่อนจะก้าวลงไปอีกครั้ง
ไม่มีผู้โดยสารขึ้นมาจนกระทั่งประตูปิด
ผู้โดยสารรายนั้นตั้งใจจะขึ้นมาชัดๆ แต่กลับถอยหลังกลับหลังจากก้าวขึ้นมาแล้ว ต้องมีเหตุขัดข้องบางอย่าง ในโลกความจริงอาจเป็นเพราะลืมของ แต่ผีอาฆาตคงไม่เป็นแบบนั้นมั้ง? ซูเจินเดาว่าผีตนนี้คงขึ้นมาเห็นรอยเท้าของผีโคลนเหลืองเต็มพื้นรถ และเมื่อไม่มีวิธีจัดการรอยเท้าเหมือนผีชุดดำ จึงเลือกที่จะลงไป
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็หมายความว่าผีโคลนเหลืองอาจจะมีฤทธิ์เดชร้ายกาจมาก
ซูเจินเริ่มรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย นับตั้งแต่ตระหนักได้ว่าควรใช้ผีจัดการผี เธอก็อยากจะกำราบผีอาฆาตที่เก่งกาจสักตัว โดยเฉพาะตัวที่สามารถรับมือศัตรูได้เป็นสิบ สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งยังเก่งไม่พอ เขาจัดการได้แค่ตัวเดียวก็หมดสภาพแล้ว
อย่างไรก็ตาม เธอรับประกันไม่ได้ว่าการขอแต่งงานกับผีโคลนเหลืองจะไม่นำภัยมาสู่ตัว เพื่อความปลอดภัย เธอทำได้แค่คิดเท่านั้น
"รถจะออกแล้ว โปรดนั่งให้เรียบร้อยและจับราวให้แน่น สถานีต่อไป โรงแรมรีสอร์ต ผู้โดยสารที่จะลงโปรดเตรียมตัว!"
เสียงประกาศขานชื่อสถานที่ที่คุ้นหู อันที่จริงซูเจินเคยเห็นชื่อนี้บนป้ายรถเมล์มาก่อนแล้ว แต่เธอไม่แน่ใจว่าโรงแรมรีสอร์ตแห่งนี้ใช่ที่เดียวกับที่เธอเคยไปหรือไม่ เพราะในโลกประกันภัยมีโรงแรมรีสอร์ตเยอะแยะไปหมด ใครจะรู้ว่ามีกี่แห่ง
แต่ไม่ว่าป้ายหน้าจะเป็นโรงแรมรีสอร์ตที่เธอเคยไปหรือไม่ ซูเจินก็ไม่กังวลมากนัก เพราะพื้นรถเต็มไปด้วยรอยเท้าของผีโคลนเหลือง ไม่ว่าผีตนไหนจะขึ้นมาและอยากเข้าใกล้ซูเจิน มันต้องฝ่าด่านรอยเท้านี้มาให้ได้ก่อน
เมื่อมีที่พึ่งทางใจ ความกล้าก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังไม่กล้าจ้องหน้าผีอาฆาตตรงๆ แต่เธอก็กล้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ตอนนี้รถเมล์สาย 44 แล่นเข้าสู่พื้นที่คล้ายป่าดงดิบ ข้างนอกเต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา ซูเจินเห็นเงาสะท้อนของ 'ผีไอโขลก' ที่นั่งอยู่ข้างๆ ปรากฏบนหน้าต่างรถ
วินาทีที่เห็นเงานั้น ซูเจินขนลุกซู่ไปทั้งหนังศีรษะ
เพราะเธอเห็นผีชายแก่สวมชุดคลุมยาวสีเทา ถือไม้เท้า ผมบางหรอมแหรม ผิวหนังเหี่ยวย่นเหมือนเนื้อตากแห้ง ยืนชิดเธอจนแทบจะเบียดเสียด มันจ้องมองซูเจินด้วยดวงตาปูดโปนสีแดงฉานอย่างตะกละตะกลาม
ซูเจินเกือบจะหลุดปากร้องออกมา แต่โชคดีที่กลั้นไว้ได้ทัน
เธอรีบละสายตา ไม่มองเงาของผีไอโขลกในหน้าต่างอีก
รถขับนิ่มมากตลอดทาง พูดตามตรง ซูเจินไม่เคยเจอคนขับรถคนไหนในโลกจริงที่ขับได้นิ่มขนาดนี้มาก่อน ขณะที่รถเมล์สาย 44 เริ่มชะลอความเร็ว ซูเจินก็มองเห็นป้ายรถเมล์ข้างหน้า
เธอหรี่ตามอง เหมือนจะเห็นร่างสามร่าง สองสูงหนึ่งเตี้ย ยืนรออยู่ที่ป้าย
"โรงแรมรีสอร์ต ถึงแล้วครับ ผู้โดยสารที่จะลงกรุณาออกทางประตูหลัง"
สิ้นเสียงประกาศ ไม่มีผู้โดยสารคนไหนบนรถขยับเขยื้อน ซูเจินไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขายังไม่ถึงป้ายที่ต้องการ หรือเพราะรถเต็มไปด้วยรอยเท้าผีโคลนเหลืองจนไม่กล้าลง
รถจอดสนิท ตำแหน่งของซูเจินตรงกับป้ายรถเมล์พอดี
ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอลืมก้มหน้า ลืมคำเตือนของคุณ 'ชื่อเล่น' ที่บอกว่าอย่าจ้องมองผีอาฆาต เพราะเธอเห็นคนคุ้นหน้า... หรือจะเรียกให้ถูกคือ ผีคุ้นหน้าสามตน
ครอบครัวสามพ่อแม่ลูกยืนเรียงหน้ากระดานอยู่บนป้ายอย่างเป็นระเบียบ ผู้ชายหน้าตาน่าเกลียดแขนขาบิดเบี้ยว ผู้หญิงสวมชุดนอนเปื้อนเลือดและมีศีรษะรูปหัวใจที่สะดุดตามาก ระหว่างคู่สามีภรรยา มีเด็กชายอายุราวเจ็ดแปดขวบยืนอยู่ ในมือของเขาถือศีรษะชายชราเอาไว้
เห็นครอบครัวสุขสันต์สามคนนี้ ซูเจินถึงกับช็อก หรือว่าในโลกประกันภัยเราสามารถเจอผีหน้าเดิมๆ ได้บ่อยๆ?
หลังจากประตูรถเปิด เดิมทีครอบครัวนี้กำลังจะก้าวขึ้นรถ
ทันใดนั้น เด็กชายราวกับมีสัมผัสพิเศษ เงยหน้าขึ้นสบตากับซูเจินที่กำลังตกตะลึง
ซูเจินเห็นชัดเจนว่าดวงตาที่เดิมก็โตอยู่แล้วของเด็กชายเบิกกว้างขึ้นอีก จากนั้นฝีเท้าที่เชื่องช้าก็เปลี่ยนเป็นซอยเท้าวิ่ง แล้วกระทืบเท้าตึงตังขึ้นมาบนรถ
แล้วเขาก็ถูกกั้นไว้ที่ทางขึ้นด้วยรอยเท้าโคลนเหลือง... ซูเจินยิ้มเงียบๆ แล้วก้มหน้าหัวเราะคิกคักใส่นิ้วเท้าตัวเอง เพราะมัวแต่ก้มหน้า เธอจึงไม่เห็นว่าในขณะนี้ ทั้งผีไอโขลกข้างกาย ผีชุดดำด้านหลัง และผีชุดขาวที่นั่งหลังสุด ต่างพากันจ้องมองเธอด้วยสายตาไร้ชีวิต
"รถจะออกแล้ว โปรดนั่งให้เรียบร้อยและจับราวให้แน่น สถานีต่อไป หมู่บ้านตระกูลหลี่ ผู้โดยสารที่จะลงโปรดเตรียมตัว!"
สิ้นเสียงประกาศ คนเป็นทั้ง 6 ชีวิตบนรถเมล์สาย 44 ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงป้ายสุดท้าย
คุณ 'ชื่อเล่น' ที่นั่งนิ่งมาตลอดหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า พิมพ์ข้อความสองสามบรรทัด แล้วสะกิดคนอื่นให้ดูหน้าจอ
ซูเจินชำเลืองมอง ข้อความเขียนว่า "พอรถจอด ไม่ต้องสนรอยเท้าบนพื้น ให้รีบวิ่งลงไปเลย ผมจะระวังหลังให้เอง"
ซูเจินคิดในใจ 'พี่ชายชื่อเล่น' คงหาเงินก้อนนี้ด้วยความยากลำบากจริงๆ ผีโคลนเหลืองตนนี้ดูทรงแล้วไม่ธรรมดา เขาเตรียมตัวตายเพื่อระวังหลังให้คนอื่นเลยเหรอ?
คิดได้ดังนั้น ซูเจินก็หยิบโทรศัพท์ออกมา พิมพ์ลงในบันทึกข้อความว่า "คุณไม่ต้องหรอก ฉันจะระวังหลังเอง"
'ชื่อเล่น' ขมวดคิ้ว ถ้าเป็นคนอื่นพูดเขาคงหาว่าบ้า แต่ 'อิหยังวะ' ไม่ใช่คนธรรมดา เธอเป็นถึงคนที่ได้ครอบครองดาวอธิษฐาน
แต่เขาก็ยังพิมพ์กลับไปอีกบรรทัด "ผมมีคูปอง"
พอรู้ว่าเขาไม่ได้จะเสียสละชีพพลี ซูเจินก็โล่งอก แต่ก็ไม่อยากให้เขาเสียคูปองไปเปล่าๆ พวกเขายังไม่ถึงหมู่บ้านตระกูลหลี่ และภารกิจยังไม่เริ่มอย่างเป็นทางการ ใครจะรู้ว่าจะเจอกับอันตรายอะไรอีก? เวลาแบบนี้ ยิ่งมีไพ่ตายเหลือไว้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น
ซูเจินจึงพิมพ์ตอบกลับไปอีกครั้ง: "ฉันมีวิธี ฉันจะระวังหลังเอง"
โหยวหรงหรงที่เงียบสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ซูเจินมานาน ยกมือขึ้นบีบแขนซูเจินอย่างแรง แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนซูเจินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ คิ้วขมวดมุ่น
เห็นซูเจินมั่นใจขนาดนั้น คุณ 'ชื่อเล่น' ก็เริ่มสงสัย เดี๋ยวนี้มือใหม่เขาโหดกันขนาดนี้เลยเหรอ? เพิ่งเข้าด่านที่สองก็มีวิธีรับมือผีอาฆาตแล้ว?
ทันใดนั้น เสียง "ครืนๆ" ของวัตถุกลิ้งก็ดังสะท้อนทั่วห้องโดยสาร
วัตถุทรงกลมสีเทาขาวกลิ้งมาหยุดที่เท้าของซูเจิน ทั้ง 6 คนมองตามสัญชาตญาณ แล้วก็ได้เห็นศีรษะชายชราที่มีรูปร่างบิดเบี้ยว
นั่นคือหัวของตาเฒ่าซุน อู๋อวี้และโหยวหรงหรงจำได้ทันที
แค่เห็นหัวคนกลิ้งมาในที่แบบนี้ก็น่ากลัวพอแล้ว ยิ่งเป็นหัวของคนรู้จักยิ่งไปกันใหญ่
ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด โหยวหรงหรงเผลอสูดหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
วินาทีนั้น อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันที!
ซูเจินที่ร่างกายแข็งเกร็งเพราะความหนาวเหน็บ ยกมือขึ้นกำจี้ 'เซียนน้ำเต้า' ที่ห้อยคออยู่ เธอผ่อนลมหายใจเบาๆ หมอกสีขาวกระจายตัวออกไปในห้องโดยสาร
สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่ง ซูเจินคิดในใจ ออกมาเถอะ ปล่อยผีสาวชุดแดง แล้วล้างรอยเท้าพวกนี้ซะ... น้ำเริ่มเจิ่งนองที่เท้าของซูเจิน และเมื่อน้ำไหลทะลักออกมามากขึ้นเรื่อยๆ มันก็ค่อยๆ แผ่ขยายกลายเป็นแอ่งน้ำรอบตัวเธอ
ผีไอโขลกที่เคยยืนเบียดซูเจินหยุดไอ มันขยับหนีไปหนึ่งก้าว เมื่อน้ำแผ่ขยายมาถึง มันก็ขยับหนีไปอีกก้าว
'ชื่อเล่น' ที่จ้องมองเท้าตัวเองอยู่ เบิกตากว้าง มองเท้าของซูเจินอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนท่วมรอยเท้าทั้งหมดรอบตัวซูเจิน รอยเท้าโคลนเหลืองเริ่มละลาย ทำให้น้ำขุ่นคลั่ก ก่อนจะจางหายไปในที่สุด
ถึงตอนนี้ ผิวน้ำเริ่มเดือดพล่าน เสียงน้ำปุดๆ ดังไปทั่วห้องโดยสาร
วัตถุสีขาวขนาดยาวสองเมตรลอยขึ้นมาจากน้ำ มันคืออ่างอาบน้ำ
"ซู่ว..."
ร่างสีแดงลุกขึ้นนั่งตัวตรงในอ่างอาบน้ำ ผมดำหนาทึบ ผิวซีดเผือด และชุดกระโปรงสีแดงเลือด
เล็บสีดำเกาะขอบอ่าง แล้วเธอก็ยืดตัวยืนขึ้นตรง
เท้าข้างหนึ่งยกขึ้น รองเท้าส้นสูงสีแดงเลือดเหยียบลงบนพื้นรถ ขณะที่น้ำยังคงพวยพุ่งออกมาจากอ่างอย่างต่อเนื่อง ผีสาวชุดแดงก็ถอยห่างออกมาจากพื้นที่ที่มีน้ำ
ทันทีที่ส้นสูงสีแดงพ้นจากกระแสน้ำ มันก็เหยียบลงบนชั้นรอยเท้าโคลนเหลือง
เท้าเปื้อนโคลนคู่ที่เคยเดินอยู่ท้ายรถพลันหยุดชะงัก แล้วหันกลับมา ปลายเท้าชี้ตรงมาทางผีสาวชุดแดงที่อยู่หน้ารถ
รองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนก้าวมาข้างหน้าสองก้าวแล้วหยุด เพราะอีกก้าวเดียวก็จะเข้าสู่เขตน้ำของผีอาฆาตอีกตน
ทว่าสิ่งนี้ไม่ได้หยุดผีโคลนเหลืองได้ หลังจากชะงักไปครู่เดียว ผีโคลนเหลืองก็ยกเท้าขวาขึ้นแล้วเหยียบลงไปในน้ำโดยไม่ลังเล
วินาทีนั้น อ่างอาบน้ำสั่นสะเทือน พร้อมกันนั้นน้ำรอบรองเท้าผ้าใบเปื้อนโคลนก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
ผีโคลนเหลืองยกเท้าซ้าย ก้าวเข้ามาอีกก้าว
"ซู่ว..."
ร่างผอมบางลุกขึ้นยืนในอ่างอาบน้ำ น้ำไหลลงมาราวกับน้ำตกจากผมสั้นสีดำของเขา ตกลงสู่พื้นรวมกับน้ำที่เจิ่งนองอยู่เดิม
ผีโคลนเหลืองชะงักไปอีกครั้ง แต่ไม่นานมันก็ยกเท้าขวาขึ้นมาอีก
ซูเจินมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก เธอสัมผัสได้ว่าผีโคลนเหลืองส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่ง
ต้องรู้ก่อนว่า หลังจากผีสาวชุดแดงเหยียบเข้ามาในน้ำของสามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่ง เธอก็ล้มลงและถูกผนึกไว้ในอ่างอาบน้ำทันที
แต่ผีโคลนเหลืองตนนี้ นอกจากจะไม่ถูกผนึกแล้ว ยังสามารถเดินบนน้ำได้ โดยได้รับผลกระทบเพียงแค่ความเร็วลดลงเล็กน้อยเท่านั้น
ทว่า แม้สถานการณ์ในห้องโดยสารจะดูเหมือนภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด แต่รถเมล์สาย 44 กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ยังคงขับเคลื่อนไปอย่างนิ่มนวลและมั่นคง ชะลอความเร็วเพื่อจอดเทียบท่าตามเวลา
"หมู่บ้านตระกูลหลี่ ถึงแล้วครับ ผู้โดยสารที่จะลงกรุณาออกทางประตูหลัง"
ดวงตาของซูเจินเป็นประกาย เธอยกมือขึ้นตบไหล่คนข้างๆ สองคนเป็นสัญญาณให้เตรียมตัว
เสียงประตูเปิดดังเอี๊ยดอ๊าด ทั้ง 5 คนข้างกายซูเจินราวกับถูกไขลาน พุ่งตัวก้มหน้าวิ่งลงจากรถราวกับพายุ เร็วยิ่งกว่าคนตอกบัตรเข้างานสายสองชั่วโมงแล้วกลัวอดโบนัสเสียอีก
เมื่อเห็นพวกเขาลงไปแล้ว ซูเจินก็รีบวิ่งตามลงไปพลางสั่งให้สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งรีบกลับมา
อ่างอาบน้ำและร่างเงาในนั้นสลายไปทันที น้ำบนพื้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา ราวกับทุกสิ่งที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
ซูเจินวิ่งลงจากรถแล้วหันกลับไปมอง เธอเห็นผีร้ายที่น่าสะพรึงกลัว สวมเสื้อผ้าเปื้อนโคลนเหมือนชาวนาที่เพิ่งขึ้นจากนา ยืนอยู่ข้างๆ ผีสาวชุดแดง สีของผีสาวชุดแดงเริ่มเปลี่ยนไป ราวกับซีดจางลง ผมยาวดำขลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีโคลนเหลือง และชุดสีแดงเลือดของเธอก็กลายเป็นสีโคลนเหลืองเช่นกัน
รถเมล์เคลื่อนตัวออกไป ภาพสุดท้ายที่ซูเจินเห็นคือผีสาวชุดแดงกลายเป็นกองโคลนเหลือง ค่อยๆ ไหลซึมเข้าไปรวมกับร่างของผีโคลนเหลือง... มองดูทิศทางที่รถเมล์สาย 44 หายลับไป อารมณ์ของทุกคนยังคงปั่นป่วนอยู่นาน
"ฮ่าๆ" เจ้าของร้านซาลาเปาหวังจี้หัวเราะลั่นขึ้นมาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจที่รอดตายมาได้ "ลงมาได้แล้ว! พวกเราลงมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน! ไม่มีใครตายสักคน!"
อาถีหลับตาลง ยกมือทาบอกแล้วหายใจแรง เธอพูดว่า "เมื่อกี้อยู่บนรถฉันกลัวแทบตาย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ"
'ชื่อเล่น' มองซูเจินด้วยสายตาซับซ้อน เขาพูดว่า "มิน่าล่ะคุณถึงได้ดาวอธิษฐาน ที่แท้คุณก็เป็นผู้ใช้ไสยเวท และนั่นคือผีร้ายที่คุณเลี้ยงไว้ใช่ไหม?"
ซูเจินไม่ได้เป็นผู้ใช้ไสยเวท แต่สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งก็นับเป็นผีที่เธอเลี้ยงไว้ได้จริงๆ เธอเลยไม่ได้พูดอะไร แค่ยิ้มรับ
ท่าทีของเธอทำให้คุณ 'ชื่อเล่น' คิดว่าเธอยอมรับ แล้วเขาก็เกิดความไม่เข้าใจ "จริงๆ แล้วมีคุณอยู่... คุณไม่จำเป็นต้องจ้างคนมาพาผ่านด่านเลย โดยเฉพาะคนระดับผม"
เจอคำถามของ 'ชื่อเล่น' เข้าไป ซูเจินกับอีกสองคนถึงกับไปไม่เป็นชั่วขณะ เพราะตอนแรกพวกเขาก็ไม่รู้ว่าสามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งจะมีประโยชน์แค่ไหน ถ้ารู้ก่อน โหยวหรงหรงคงไม่อยากเสียเงินจ้างหรอก ถึงเธอจะรวยมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบผลาญเงินเล่น
"แหะๆ" โหยวหรงหรงหัวเราะแห้งๆ "พวกเราแค่อยากจะอุ่นใจไว้น่ะค่ะ"
'ชื่อเล่น' กำลังจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ได้ยินโหยวหรงหรงเสริมว่า "อีกอย่าง พวกเราก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินด้วย"
"..."
คำพูดที่เหลือของเขาจึงถูกกลืนลงคอไป
"คุณเลี้ยงผีร้ายได้ด้วยเหรอ?" อาถีเหมือนได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ เธอมองซูเจินด้วยความปรารถนา "เลี้ยงผีร้ายยังไงให้เชื่องคะ?"
ซูเจินคิดในใจว่าเรื่องมันซับซ้อนนะ เริ่มจากต้องขอแต่งงานกับผีร้ายก่อน แล้วผีต้องตกลง จากนั้นก็หาอาจารย์มาช่วยทำพิธีเชิญวิญญาณและตั้งป้ายบูชา ซูเจินไม่รู้จะอธิบายยังไง เลยตอบปัดไปว่า "อ๋อ... ฉันรู้จักอาจารย์คนหนึ่ง แนะนำให้คุณได้ เขารู้วิธีเลี้ยงผีร้าย"
"จริงเหรอ? ขอบคุณค่ะ" อาถีตื่นเต้นมาก มองซูเจินอย่างซาบซึ้ง แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา "งั้นขอเบอร์อาจารย์เลยได้ไหมคะ? อ้อ จริงสิ คุณจะรังเกียจไหมถ้าขอแอดเฟรนด์ไว้?"
"ผมด้วย" เจ้าของร้านซาลาเปาหวังจี้รีบแจม "บ้านผมเปิดร้านซาลาเปา ซาลาเปาที่ผมทำอร่อยมากนะ ถ้ามีโอกาสมาเมืองผม ผมจะเลี้ยงซาลาเปาคุณ..."
เห็นทั้งสองคนได้เบอร์อาจารย์ไป 'ชื่อเล่น' ก็รู้สึกอิจฉาตาร้อน แต่เขารู้สึกว่ามันเสียศักดิ์ศรีที่จะทำแบบนั้น ยังไงเขาก็เป็นคนดังในวงการประกันภัยที่มีเรตราคาชัดเจน
"อะแฮ่ม" 'ชื่อเล่น' กระแอมไอ แล้วพูดว่า "เอ่อ... ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าภารกิจนี้จะยากขนาดนี้ ผมไม่ได้นำพวกคุณจริงๆ หรอก เอาอย่างนี้ ถือว่าพวกเราร่วมทีมกัน ไม่ใช่การจ้างงาน เดี๋ยวออกไปแล้วผมจะคืนมัดจำให้"
พูดจบ เขาก็เสริมเหมือนไม่ได้ตั้งใจว่า "อ้อ จริงสิ ขอเบอร์ติดต่ออาจารย์คนนั้นให้ผมด้วยได้ไหม? อันที่จริงผมก็รู้จักคนในวงการไสยเวทอยู่บ้างเหมือนกัน..."
หลังจากแอดเพื่อนกันแล้ว ความกลัวของทั้ง 6 คนก็จางหายไปได้มาก
รอบกายคือป่าทึบ มีเพียงเส้นทางเปลี่ยวสายเดียวที่มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านตระกูลหลี่
เจ้าของร้านซาลาเปาหวังจี้ถือถุงใส่ปลา อู๋อวี้ถือประทัด อาถีถือกระดาษเงินกระดาษทอง และคุณ 'ชื่อเล่น' เดินนำหน้าสุด
"ฉันว่าภารกิจนี้มีปัญหา" ซูเจินแสดงความเห็น "คำใบ้บอกแค่ว่าเป้าหมายในการกราบไหว้คือคุณย่าของหลี่ฮวา แต่เราไม่รู้ชื่อคุณย่าของหลี่ฮวา แล้วเราจะหาหลุมศพคุณย่าของหลี่ฮวาเจอได้ยังไงถ้าไม่รู้ชื่อ?"
'ชื่อเล่น' พยักหน้า "นั่นคือสิ่งที่ผมคิดอยู่เหมือนกัน ผมถึงอยากจะถามหลี่ฮวาให้รู้เรื่อง"
แต่หลี่ฮวาก็สลบไปแล้ว ทำให้หมดหนทางจะได้เบาะแสจากเขา
โหยวหรงหรงเดินรั้งท้ายคู่กับซูเจิน เธอคล้องแขนซูเจินแล้วกระซิบถาม "คุณรู้วิธีใช้สามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งแล้วเหรอ?"
ซูเจินพยักหน้า แล้วกระซิบตอบ "แต่ฉันคิดว่ายังไม่พอ"
"อะไรที่ไม่พอ?" โหยวหรงหรงไม่เข้าใจ
"ฉันคิดว่าสามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งยังไม่เก่งพอ" ซูเจินพูดเสียงเบาแต่จริงจัง "เขาแกร่งไม่พอ ถ้าเราเจอผีอย่างเจ้าของรอยเท้าโคลนเหลืองนั่นอีกล่ะ? เราคงจนตรอกแน่ๆ ฉันกำลังคิดว่าจะเลี้ยงผีที่เก่งกว่านี้อีกสักตัว"
ได้ยินคำพูดของซูเจิน โหยวหรงหรงรู้สึกบอกไม่ถูก
คนอื่นแค่จะเลี้ยงผีสักตัวยังยากเลือดตาแทบกระเด็น แม่คุณมีตัวหนึ่งแล้วยังไม่พอใจ ยังอยากได้ที่เก่งกว่านี้อีก แต่โหยวหรงหรงก็พูดไม่ออก เพราะเธอรู้ว่าซูเจินทำได้จริงๆ
เธอเลยถามว่า "งั้นคุณเล็งไว้แล้วเหรอ?"
ซูเจินคิดครู่หนึ่งแล้วถาม "ผีจากในด่านภารกิจเอาออกไปได้ไหม?"
"..." คุณพระช่วย เธอกำลังเล็งผีในด่านอยู่จริงๆ ด้วย โหยวหรงหรงส่ายหน้า "ฉันไม่รู้ ฉันเพิ่งเข้าด่านมากกว่าคุณแค่ครั้งเดียวเอง"
ซูเจินมองไปข้างหน้า คิดว่าเดี๋ยวพอถึงหมู่บ้านตระกูลหลี่ต้องเจอผีแน่ๆ แต่เธอยังติดใจอยู่อย่างเดียวว่าผีจากในด่านจะเอาออกไปได้ไหม
ไม่อย่างนั้นก็รอจนกว่าจะออกไปได้ แล้วค่อยให้เฒ่าจางช่วยสืบหาบ้านผีสิงให้
ที่เธออยากทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะมั่นใจเกินเหตุ แต่เพราะเมื่อกี้บนรถมันอันตรายจริงๆ จนเธอเกิดความรู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรง
บนรถเมล์สาย 44 ถ้าสามีผู้ล่วงลับเบอร์หนึ่งรับมือรอยเท้าผีโคลนเหลืองไม่ได้ พวกเธอจะทำยังไง? ถ้าเจอผีร้ายแบบที่คุณ 'ชื่อเล่น' บอก ที่ฆ่าทุกคนที่อยู่ใต้เงาของมัน เธอจะทำยังไง?
ดังนั้นเธอจึงอยากได้ผีตัวใหม่! เธออยากได้สามีผู้ล่วงลับเบอร์สอง!
โหยวหรงหรงที่ลอบสังเกตซูเจินเงียบๆ เห็นเธอกัดฟันกำหมัดแน่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็ได้แต่พูดไม่ออก จำเป็นต้องกัดฟันขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผ่านป่าและเดินตามทางดินโคลนยาวเหยียด ในที่สุดพวกเขาก็เห็นหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า
ทั้ง 6 คนกระตือรือร้นขึ้นและเร่งฝีเท้า
มันเป็นหมู่บ้านที่ทรุดโทรมมาก บ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านสร้างจากดินโคลน และหลังคามุงด้วยหญ้าคา
มีพื้นที่ทำกินรกร้างอยู่ภายในและรอบๆ หมู่บ้าน มองจากระยะไกล ไม่เห็นคนแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้าน
ทั้ง 6 คนไม่แปลกใจกับภาพนี้ ยังไงที่นี่ก็ไม่น่าจะมีคนเป็นอาศัยอยู่แล้ว และจะดีที่สุดถ้าไม่มีคนอยู่ในหมู่บ้านเลย
ทว่า ทันทีที่พวกเขาก้าวข้ามกำแพงหินเตี้ยๆ ที่พังทลายเข้าสู่หมู่บ้าน ประตูของกระท่อมฟางหลังใกล้ๆ ก็เปิดออก หญิงชราตัวเล็กเหี่ยวย่นยืนอยู่ที่ประตู จ้องมองพวกเขาเงียบๆ
เธอชี้มืออันสั่นเทามาที่ทั้ง 6 คน แล้วเริ่มขยับปาก "หนึ่ง สอง สาม..."
'ชื่อเล่น' ขมวดคิ้ว เขาพาทุกคนเร่งฝีเท้า
ประตูบ้านอีกหลังเปิดออก ชายชราหลังค่อมเดินออกมา เขายกมือชี้มาที่กลุ่มคนแล้วอ้าปากที่ไร้ฟัน "หนึ่ง สอง สาม..."
"บ้าเอ๊ย" เจ้าของร้านซาลาเปาหวังจี้พึมพำ "นับอะไรกันวะ? เป็นลางไม่ดีชะมัด"
ซูเจินก็รู้สึกแปลกๆ แม้จะไม่รู้ว่าคนแก่พวกนี้นับเลขทำไม แต่เธอรู้สึกว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
เมื่อประตูบ้านในหมู่บ้านเปิดออกทีละหลัง ทั้งหมู่บ้านก็อื้ออึงไปด้วยเสียงนับเลข
ในที่สุดคุณ 'ชื่อเล่น' ก็ทนไม่ไหว เขาหมุนตัวกลับแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปหาชายชราที่กำลังนับเลขอยู่ในกระท่อมฟางใกล้ๆ ด้วยท่าทางคุกคาม
"...หก" หลังจากชายชรานับเสร็จ เขาก็ถูกปกคลุมด้วยเงาทะมึน เขาเงยหน้ามองชายหนุ่มผมยาวตรงหน้า ดวงตาปลาตายของเขานิ่งสนิท
'ชื่อเล่น' ง้างกำปั้นขนาดมหึมาขึ้น แล้วถามเสียงเหี้ยม "ทางไปสุสานในหมู่บ้านไปทางไหน?!"
...สิบนาทีต่อมา พวกเขาก็มาถึงสุสานนอกหมู่บ้าน โดยมีชายชราคนนั้นเดินนำทางมา