- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- บทที่ 24 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 1
บทที่ 24 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 1
บทที่ 24 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 1
บทที่ 24 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่ 1
เช้าวันรุ่งขึ้นเวลา 9 โมงตรง ซูเจินเตรียมตัวพร้อมสรรพ
เธอสวมชุดกีฬาที่คล่องตัว รวบผมหางม้า ให้อาหารสุนัข และยังคงสะพายเป้ แต่คราวนี้เป้ใบเล็กลงมาก เธอไม่ได้พกเสบียงไปเยอะเหมือนคราวก่อน
ทันทีที่ถึงเวลา ภาพตรงหน้าก็มืดดับลง
หลังจากผ่านความมืดมิดอันยาวนาน ในที่สุดภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น แล้วซูเจินก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่าตัวเองมายืนอยู่ข้างถนนใหญ่ที่กว้างขวาง
ซูเจินมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง พบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่เสียด้วย
เธอกวาดสายตาสำรวจ ผู้คนไม่ถือว่าน้อยแต่ก็ไม่มาก ทันใดนั้นความเย็นวาบก็แล่นผ่านไขสันหลัง ไม่ใช่เขาบอกกันว่าในด่านนอกจากสมาชิกประกันภัยแล้ว ที่เหลือก็มีแต่ผีหรอกเหรอ? หรือว่าพวกนี้เป็นผีกันหมดเลย?!
ในขณะที่กำลังตื่นตระหนก สับสน และทำอะไรไม่ถูก มือข้างหนึ่งก็แตะลงที่ไหล่ของเธอจากด้านหลัง
ซูเจินสะดุ้งโหยง โหยวหรงหรงผลักไหล่เธอเบาๆ แล้วพูดว่า "ยืนบื้ออะไรอยู่ยะ?"
ซูเจินหันขวับไปมอง เห็นใบหน้าคุ้นเคยของโหยวหรงหรง และเห็น 'ผักชี' ที่คุ้นตาบนหัวของเธอ ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เป็นเธอจริงๆ ไม่ผิดแน่ ผีไม่มีผักชีบนหัวหรอก
"เจ๊หรง" ซูเจินกระซิบ "พวกนี้... ผีทั้งนั้นเลยเหรอ?"
โหยวหรงหรงกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าง แล้วกระซิบตอบ "ยังไงก็ไม่ใช่คนแหละ น่าจะคล้ายๆ NPC มั้ง ฉันเคยเห็นตอนเข้าด่านครั้งแรก ปกติพวกมันไม่ทำร้ายคนหรอก"
ซูเจิน: "แล้วถ้าไม่ปกติล่ะ?"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเสียงเบา คนกลุ่มหนึ่งที่มีผักชีบนหัวก็เดินตรงเข้ามาหา และอู๋อวี้ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
เดินข้างๆ อู๋อวี้คือชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผมยาว สวมเสื้อโปโล คำว่า 'ฉายา' ที่สว่างวาบอยู่บนหัวเขาเตือนซูเจินว่านี่คือผู้เชี่ยวชาญที่พวกเขาจ้างมาด้วยราคาสูงลิบ
ตามหลังทั้งสองมาคือชายหญิงคู่หนึ่ง ดูอายุราวสามสิบปี ผักชีของฝ่ายชายคือ 'ซาลาเปาวังจี' ส่วนของฝ่ายหญิงคือ 'อาตี๋'
ทั้งสี่คนเดินเข้ามา 'ฉายา' ยืนห่างออกไปประมาณสองเมตร เลิกคิ้วมอง อาตี๋ทำหน้าประหลาดใจ แล้วหันไปสบตากับซาลาเปาวังจี กระซิบอย่างตื่นเต้น "เชี่ยอะไรวะ!"
ซาลาเปาวังจีก็ดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน พยักหน้าหงึกๆ
ฉายายิ้มแล้วพูดว่า "อันที่จริง ก่อนพวกคุณสามคนจะติดต่อมา มีกลุ่มสี่คนติดต่อผมมาเหมือนกัน แต่ผมปฏิเสธพวกเขาเพื่อพวกคุณเลยนะ"
อู๋อวี้ถามออกไปโดยไม่รู้ตัว "คุณกับผักชีเป็นญาติกันเหรอ?"
"พูดอะไรแบบนั้น" ฉายายิ้ม "ผมแค่อยากเห็นกับตาตัวเองว่า 'เชี่ยอะไรวะ' นี่เป็นเทพองค์ไหนกันแน่"
ได้ยินแบบนั้น ซูเจินก็อยากจะเบ้หน้าด้วยความกระอักกระอ่วน
จากนั้นเธอก็เห็นฉายาทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นแล้วถามว่า "คุณมีรูปสามีผู้ล่วงลับของคุณไหม? ขอดูหน่อยได้ไหมครับ?"
ซูเจิน: "..."
โชคดีที่อู๋อวี้อ่านสถานการณ์เก่ง เขารีบพูดแทรกขึ้นมาทันที "คนครบแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าแอปมีคำใบ้อะไรบ้าง"
ข้อความใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าแรกของแอปประกันภัย
【หลี่ฮวา ผู้ระหกระเหินจากบ้านเกิดมานานปี กำลังป่วยหนัก ความปรารถนาเดียวของเขาก่อนตายคือการได้กลับไปเยี่ยมหลุมศพของคุณย่าผู้ล่วงลับไปนานแล้วที่ 'หมู่บ้านตระกูลหลี่' บ้านเกิด
หลี่ฮวาเติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของคุณย่า ในยามเจ็บป่วย หลี่ฮวาฝันถึงหมู่บ้านที่เงียบสงบทุกคืน ฝันถึงหัวปลาที่เหลือบนโต๊ะอาหารซึ่งเป็นของโปรดของคุณย่า และฝันถึงคุณย่าผู้รักสันโดษซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยชอบหน้า มักจะนั่งคุยกับแมวดำคู่ใจอยู่ใต้ชายคาเสมอ】
【ภารกิจ: กลับไปเยี่ยมหลุมศพคุณย่าที่บ้านเกิดแทนหลี่ฮวา】
【ระดับ: SS】
"วอทเดอะ...!" ซาลาเปาวังจีอุทานลั่นทันที "ทำไมระดับสูงขนาดนี้?"
คนอื่นๆ ก็ขมวดคิ้วเงียบกริบ ซูเจินจำได้ว่าในด่านที่แล้วมีคนอธิบายว่าระดับบ่งบอกถึงความยากของด่าน โดยทั่วไปด่านของผู้เล่นใหม่จะอยู่ที่ระดับ B หรือ A ดังนั้นระดับ SS น่าจะยากเอาการ
ฉายามีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า เงยหน้ามองโรงพยาบาลข้างๆ แล้วพูดว่า "หลี่ฮวาน่าจะอยู่ในโรงพยาบาลนี้ ด่านนี้ดูเหมือนจะไม่มีกำหนดเวลา ผมว่าเราควรหาตัวหลี่ฮวาก่อน เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม แล้วค่อยเริ่มภารกิจ"
ทุกคนเห็นด้วยกับข้อเสนอของฉายา
พวกเขาเข้าไปในโรงพยาบาล สอบถามหมายเลขห้องพักของหลี่ฮวาจากพยาบาล แล้วก็ได้เห็นคุณปู่หลี่ฮวานอนระโยงระยางไปด้วยสายยางในห้อง ICU
อาตี๋ถามอย่างลังเล "เราควรปลุกหลี่ฮวาไหม?"
อู๋อวี้ก็ดูลำบากใจ "คงปลุกไม่ตื่นหรอกมั้ง?"
"งั้นเราทำไงต่อดี?" ซูเจินถาม
"ซื้อของ" ซาลาเปาวังจีที่ดูจะมีประสบการณ์กว่าเพื่อนพูดขึ้น "ไปไหว้หลุมศพจะไปมือเปล่าไม่ได้หรอก ธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง ต้องมีให้ครบ"
"ใช่" อาตี๋เสริม "ต้องคิดให้ดีว่าจะเอาอะไรไปไหว้บ้าง ภารกิจระดับ SS คงไม่ง่ายแน่ๆ"
ทั้งหกคนจึงออกจากโรงพยาบาลไปซื้อของไหว้ โชคดีที่มีร้านสังฆภัณฑ์อยู่ข้างโรงพยาบาลพอดี พวกเขาซื้อธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง ประทัด หุ่นกระดาษ เงินก้อนทอง และของอื่นๆ ที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มาได้อย่างราบรื่น
พอเลือกของเสร็จ เถ้าแก่ร้านที่มีแววตาเหม่อลอยและใบหน้าซีดเผือดก็ค่อยๆ บรรจงใส่ของลงในถุงใบมหึมา
ฉายารับถุงมาแล้วถาม "เถ้าแก่ รู้ไหมครับว่าจะไปหมู่บ้านตระกูลหลี่ได้ยังไง?"
เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นอย่างแข็งทื่อ ดวงตาไร้ชีวิตจ้องเขม็งไปที่ฉายา แล้วตอบว่า "มีรถเมล์ไปถึง"
ในวินาทีนั้น สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปหมดยกเว้นซูเจิน
หลังจากออกมาจากร้านสังฆภัณฑ์ ทุกคนต่างขมวดคิ้วนิ่วหน้า ซูเจินที่ไม่เข้าใจจึงถามว่า "เป็นอะไรกันไปคะ?"
"คุณเป็นมือใหม่ เลยยังไม่รู้" อู๋อวี้อธิบายด้วยสีหน้ากังวล "บางครั้งหลังจากเข้าด่านประกันภัยมาแล้ว สถานที่ที่เราอยู่ก็อาจไม่ใช่สถานที่ทำภารกิจสุดท้าย ในกรณีนี้ เพื่อไปให้ถึงที่หมาย เราต้องนั่งรถเมล์ แต่ว่า..."
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ อาตี๋จึงพูดต่อ "แต่รถเมล์มันอันตรายมาก เพราะบนรถมีผู้โดยสาร และที่นี่ นอกจากพวกเราแล้ว ผู้โดยสารคนอื่นไม่ใช่คน"
ซูเจินยังคงงงๆ "แล้วมันแปลกตรงไหน? คนรอบตัวเราตอนนี้ก็ไม่ใช่คน เถ้าแก่เมื่อกี้ก็ไม่ใช่คน"
"มันต่างกัน" ซาลาเปาวังจีแย้ง "ในสถานการณ์ปกติ NPC ที่ไม่ทำร้ายคนจะอยู่ในพื้นที่จำกัดและไม่เพ่นพ่านไปไหน มีแต่วิญญาณอาฆาตเท่านั้นที่จะนั่งรถเมล์ไปที่อื่น"
ซูเจินเริ่มกลัวขึ้นมาทันที "พวกคุณเคยนั่งรถเมล์กันไหม?"
"ไม่"
"ไม่เคย..."
"เคยแต่ได้ยินเขาเล่ามา"
ไม่มีใครเคยนั่งรถเมล์มาก่อน ยกเว้นฉายาที่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ผมเคยนั่งครั้งนึง"
ทุกคนหันไปมองเขา ฉายาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอยราวกับกำลังนึกย้อนอดีต เขาค่อยๆ เล่า "นั่นมันเมื่อปีที่แล้ว พวกเราสี่คนขึ้นรถไปด้วยกัน รถวิ่งผ่านไปห้าป้ายกว่าจะถึงที่หมาย รถจอดทุกป้าย และผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..."
ซูเจินจินตนาการตาม แค่เบียดเสียดบนรถเมล์ก็ทรมานพอแล้ว แต่นี่ยังต้องเบียดกับผีอีกเหรอ?
แค่คิดซูเจินก็ขนลุกซู่ เธอถาม "แล้วผีบนรถเมล์ฆ่าคนไหม? คุณรอดมาได้ยังไง?"
ฉายาพ่นลมหายใจยาวแล้วตอบ "คุณไม่ใช่เพิ่งเข้าด่านครั้งแรกนี่ น่าจะรู้ว่าผีมีเงื่อนไขในการฆ่าคน เช่น ผีบางตัวฆ่าได้เฉพาะตอนกลางคืน บางตัวฆ่าคนที่สบตา บางตัวฆ่าคนที่เหยียบรอยเท้า และบางตัวฆ่าคนที่จับมือ ถ้าตรงหน้าคุณมีผีแค่ตัวเดียว แล้วคุณอยู่เฉยๆ คุณอาจจะไม่ไปเข้าเงื่อนไขการฆ่าของมัน แต่ถ้าคุณถูกผีล้อมไว้ล่ะ?"
ซูเจินสูดหายใจเฮือก เธอนึกถึงคุณนายหวังที่ปรากฏตัวได้เฉพาะตอนกลางคืนและพังประตูไม่ได้ แต่ถ้าเป็นบนรถเมล์ที่รายล้อมไปด้วยผี ใครจะรู้ว่าจะมีใครเผลอไปเข้าเงื่อนไขการฆ่าของผีตัวไหนเข้าบ้าง?
"ตอนนั้น พอขึ้นรถไป พวกเราก็ไปยืนรวมกันที่มุมหนึ่ง ก้มหน้า หลับตา และยืนนิ่งๆ" ฉายาเล่าต่อ "ตอนแรกก็ราบรื่นดี แม้จะมีผู้โดยสารขึ้นมาเยอะ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งป้ายรองสุดท้าย มีผีตัวหนึ่งขึ้นมา เงื่อนไขการฆ่าของมันคือจะฆ่าทุกคนที่ถูกเงาของมันทาบ ผม... ยืนอยู่ข้างในสุด และมีอีกสามคนบังให้... สุดท้าย มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ลงจากรถ"
ฉายาหมายความว่าที่เขารอดไม่ใช่เพราะเก่ง แต่เพราะโชคดีที่เงาผีทาบไม่ถึงต่างหาก
ขนาดผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงในโลกประกันภัยยังกลัวขนาดนี้ แสดงว่ารถเมล์ต้องอันตรายมากแน่ๆ
"ไม่นั่งรถเมล์ไม่ได้เหรอ?" โหยวหรงหรงถาม "มีวิธีอื่นไปหมู่บ้านตระกูลหลี่ไหม?"
"ไม่ได้" อาตี๋ส่ายหน้า "แม้รถเมล์จะอันตราย แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือสถานที่ระหว่างทาง บนรถเมล์คุณแค่ต้องระวังผีบนรถ แต่ข้างนอกนั่น ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง"
เธอพูดด้วยสีหน้าประหลาด "ในโลกประกันภัยนี้ นอกจากด่านภารกิจบางแห่งแล้ว ยังมีสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จักอีกเยอะแยะมากมาย"
"แล้วจะทำยังไงดี?" ซูเจินเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดี
"ไปซื้อปลากันเถอะ" ฉายาพูด
"หา?"
การเปลี่ยนเรื่องของเขากะทันหันเกินไปจนทุกคนงง เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน ฉายาจึงอธิบาย "คำใบ้บอกว่าคุณย่าของหลี่ฮวาชอบกินปลา บางทีการไปไหว้หลุมศพอาจต้องใช้ปลา"
"อ้อ..."
นี่หมายความว่าพวกเขายังไงก็ต้องนั่งรถเมล์สินะ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งหกคนก็มาถึงป้ายรถเมล์ ที่ป้ายไม่มีใครเลย พวกเขาศึกษาป้ายแล้วพบว่าการจะไปหมู่บ้านตระกูลหลี่ ต้องนั่งรถเมล์สาย 44 จากป้ายนี้ต้องนั่งไปอีก 4 ป้ายถึงจะถึง
44... ซูเจินคิดในใจ ช่างเป็นตัวเลขอัปมงคลจริงๆ
"เดี๋ยวพอขึ้นรถ ห้ามพูด ห้ามขยับ ห้ามมองไปทั่ว" ฉายากำชับ "ที่เหลือก็แล้วแต่เวรแต่กรรม"
เขาพูด จบ ทุกคนก็เงียบกริบ
ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น ซูเจินเงยหน้ามอง โหยวหรงหรงที่ยืนข้างๆ หน้าซีดเผือด แววตาว่างเปล่าด้วยความหวาดกลัว
เธอจำได้ว่าในด่านโรงแรมรีสอร์ต แม้แต่คนอย่างชายร่างกำยำที่ผ่านด่านมาโชกโชน ยังกระโดดโหยงด้วยความกลัวเวลาเจอผี นี่แสดงให้เห็นว่าความกลัวตายของมนุษย์ไม่ได้หายไปตามกาลเวลา
แต่ครั้งนี้ นอกจากจะหนีไม่ได้แล้ว ยังต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหาอันตรายเองอีกต่างหาก
ทันใดนั้น ฉายาก็ขยับตัว เขาหันไปมองทางขวาแล้วพูดว่า "มาแล้ว"
ซูเจินมองตามไปทางขวา ในระยะไกลท่ามกลางหมอกหนา รถเมล์คันหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เมื่อรถเข้ามาใกล้ ซูเจินก็เห็นสีตัวถังที่กระดำกระด่างและไฟป้ายบอกทางที่กะพริบติดๆ ดับๆ
รถเมล์สาย 44 มาถึงแล้ว
รถเมล์เทียบท่า จอดตรงหน้าทั้งหกคนพอดี
ด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ประตูหน้าและประตูหลังของรถก็เปิดออกพร้อมกัน
ฉายาสูดหายใจลึก แล้วกระซิบ "อย่ามองไปทั่ว เดี๋ยวไปยืนรวมกันที่ประตูหลังตามที่ตกลงกันไว้..."
พูดจบ เขาก็เดินนำขึ้นรถไป
ซูเจินขึ้นเป็นคนสุดท้าย เธออดไม่ได้ที่จะเหลือบมองคนขับรถ สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินเก่าคร่ำคร่าจนดูเป็นสีเทา ภายใต้หมวกแก๊ปคือใบหน้าซูบตอบ แห้งกรังเหมือนศพ สีน้ำตาลเข้ม
เธอรีบหลบสายตา จากมุมของเธอ บนรถมีผู้โดยสารไม่มากนัก
โหยวหรงหรงที่อยู่ข้างหน้าเธอขึ้นรถไปแล้ว ซูเจินรีบก้มหน้าเดินตามโหยวหรงหรงไปติดๆ ภายในรถเงียบกริบ นอกจากเสียงเครื่องยนต์แล้ว ก็ไม่มีเสียงอื่นใด
ฉายาเดินก้มหน้ามุ่งไปทางประตูหลังโดยไม่พูดไม่จา ซูเจินไม่กล้าเงยหน้ามอง สิ่งแรกที่เธอเห็นคือเท้าคู่หนึ่งใกล้ทางเข้าฝั่งซ้าย สวมรองเท้าผ้าสีดำปักลวดลายวิจิตร เธอรู้จักรองเท้าแบบนี้ดี มันคือรองเท้าที่สวมให้คนตาย ดูจากขนาดแล้วน่าจะเป็นของผู้หญิง
เดินไปอีกสองก้าว ก็เห็นเท้าอีกคู่ทางขวา
เท้าคู่นั้นก็สวมรองเท้าผ้าเหมือนกัน แต่สกปรกมาก มีโคลนสีเหลืองเกาะกรังทั้งที่พื้นรองเท้าและตัวรองเท้า
ฉายาจับราวจับใกล้ประตูหลังไว้ คนอื่นๆ ก็เดินตามไปสมทบ พวกเขายืนล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน เอาหลังชนกันตามที่เตี๊ยมกันไว้
ก่อนจะจับราว ซูเจินรีบใช้หางตาสำรวจอย่างรวดเร็ว และเห็นร่างสีขาวนั่งอยู่ที่เบาะยาวแถวหลังสุดของรถ
เธอไม่กล้ามองให้ชัด รีบก้มหน้าและหลับตาทันที
"รถจะออกแล้ว โปรดนั่งและจับราวให้แน่น สถานีต่อไป: ฌาปนสถานประชาชน ผู้โดยสารที่จะลงโปรดเตรียมตัว!"
รถเมล์ออกตัว ทั้งหกคนเซไปพร้อมกัน
ซูเจินลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองไปที่ปลายเท้าตัวเอง จากการกวาดสายตาเมื่อครู่ นอกจากกลุ่มของพวกเธอหกคนแล้ว มีผู้โดยสารอื่นบนรถแค่สามคน คือเจ้าของรองเท้าผ้าสีดำ กับรองเท้าโคลนเหลืองที่นั่งอยู่ด้านหน้า และคนชุดขาวที่นั่งอยู่หลังสุด
ในรถมีที่นั่งทั้งหมด 25 ที่ นอกจากพวกเขาแล้วมีผู้โดยสารแค่ 3 คน แถมตั้งแต่ขึ้นรถมาจนรถออกตัว ทั้งสามคนนั้นก็นิ่งสนิทไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทำให้ซูเจินค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างระมัดระวัง
ขณะรถแล่น ตึกรามบ้านช่องและต้นไม้ข้างทางถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว วิวเมืองค่อยๆ เลือนหาย ทิวทัศน์ภายนอกเริ่มเปลี่ยวร้างขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนชนบททั่วไป ซูเจินเห็นทุ่งนา และนานๆ ทีจะมีบ้านเดี่ยวโผล่มาให้เห็นสักหลังสองหลัง
จนกระทั่งเธอเห็นป้ายรถเมล์และเงาตะคุ่มหลายร่างบนชานชาลาที่เธอไม่กล้าเพ่งมอง
รถเมล์เริ่มชะลอความเร็ว แล้วจอดสนิท
เสียงผู้หญิงแบบเครื่องจักรประกาศ "ฌาปนสถานประชาชน ถึงแล้ว ผู้โดยสารที่จะลงโปรดออกทางประตูหลัง"
ประตูรถเปิดออก ผู้โดยสารสามคนเดิมบนรถไม่มีทีท่าจะขยับ แต่มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางประตูหน้า
ซูเจินได้ยินเสียงหายใจของคนสองคนข้างๆ ถี่กระชั้นขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนจะเงียบหายไปเพราะกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น
เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวาย แสดงว่ามีผู้โดยสารขึ้นมามากกว่าหนึ่งคน เมื่อกี้ซูเจินแค่ชำเลืองมองที่ป้ายแวบเดียว เลยมองไม่ชัดว่ามีกี่คน แต่น่าจะไม่ต่ำกว่าสี่
"ตึก ตึก ตึก..."
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ซูเจินหลับตาลง เธอสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยือกที่พัดผ่านตัวไป แล้วค่อยๆ ห่างออกไป
ทั้งหกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วเสียงฝีเท้าอีกระลอกก็ดังตามมา คราวนี้เป็นเสียงฝีเท้าที่เชื่องช้ามาก และก่อนจะมีเสียงฝีเท้าแต่ละครั้ง จะมีเสียง 'กึก' ดังนำมาก่อน เหมือนเสียงคนแก่เดินถือไม้เท้า
"แคก แคก แคก..."
พร้อมกับเสียงไอโขลกๆ เหมือนมีเสมหะติดอยู่ในคอ ไอเย็นที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเมื่อกี้ก็เคลื่อนเข้ามาใกล้
"ขอให้ผ่านไปเร็วๆ เถอะ" นี่คือคำอธิษฐานในใจของทั้งหกคนในตอนนั้น
"แคก แคก แคก!" เสียงไอแทบขาดใจดังขึ้นอีกครั้ง และในที่สุดเสียงไม้เท้าก็ผ่านพวกเขาไปมุ่งหน้าสู่ด้านหลังรถ
ซูเจินมองไม่เห็นสีหน้าของทุกคน แต่เธอรู้สึกได้ชัดเจนว่าบรรยากาศตึงเครียดรอบตัวผ่อนคลายลงมาก เธอแอบลืมตาขึ้นนิดนึง และเห็นชายกระโปรง
พูดให้ถูกคือชายเสื้อคลุมยาวแบบที่ผู้ชายสมัยโบราณใส่ในละครทีวี สีเทาและดูสกปรกเหมือนไม่ได้ซักมานาน นอกจากเท้าที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อคลุมแล้ว เธอยังเห็นไม้เท้าสีแดงเข้มอีกด้วย
ขณะที่กำลังคิดว่าที่นี่มีผีโบราณด้วยเหรอ ไม้เท้าก็เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน และผีเสื้อคลุมยาวจอมไอก็หันหลังกลับเดินย้อนมา!
"คุณพระช่วย" หัวใจซูเจินแทบหยุดเต้น หรือว่าแค่เธอมองเท้ามัน ก็ไปเข้าเงื่อนไขการฆ่าแล้ว?
ผีขี้ไอค่อยๆ เดินกะเผลกกลับมาพร้อมไม้เท้า ซูเจินรู้สึกถึงไอเย็นที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงไม้เท้าหยุดลงตรงข้างๆ เธอ แล้วรถก็ออกตัว
"รถจะออกแล้ว โปรดนั่งและจับราวให้แน่น สถานีต่อไป: ทะเลสาบเวยซาน ผู้โดยสารที่จะลงโปรดเตรียมตัว!"
"!" ซูเจินหนังหัวชาวาบ มันมายืนอยู่ข้างเธอจริงๆ ด้วย!
ทั้งหกคนยืนเบียดกันแน่น แขนชนแขน เธอรู้สึกได้ชัดเจนว่าคนทางซ้ายมือเธอกำลังตัวสั่น เธอจำได้ว่าคนทางซ้ายคือโหยวหรงหรง
ซูเจินอยากจะปลอบโหยวหรงหรง แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าขยับหรือพูดอะไรทั้งนั้น
"แคก แคก แคก แคก..."
ตั้งแต่ผีขี้ไอขึ้นรถมา รถก็ไม่เงียบอีกต่อไป เสียงไอโขลกๆ ดังระงมไปทั่วคันรถ
ซูเจินต้องทนกับไอเย็นยะเยือกแถมยังต้องทนฟังเสียงไออยู่ข้างหู เธอรู้สึกหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นอารมณ์ที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและกดไว้ไม่อยู่
ขณะที่กำลังคิดว่าเป็นเพราะนิสัยเสียและความใจร้อนของตัวเอง เธอก็ได้ยินคนข้างๆ กลืนน้ำลายเสียงดังเอือก และร่างกายขยับเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่นั้น เธอได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากหน้ารถ
ก่อนหน้านี้ผู้โดยสารบนรถนั่งกันเงียบเชียบ แต่ตอนนี้ ทั้งที่รถยังไม่ถึงป้ายถัดไป กลับมีผู้โดยสารลุกขึ้นเดิน
หรือว่าจะใกล้ถึงป้ายแล้วเลยเตรียมตัวลง?
เธอหวังให้เป็นอย่างนั้น แต่เมื่อความหงุดหงิดในใจทวีความรุนแรงจนแทบทนไม่ไหว ซูเจินก็เกิดข้อสันนิษฐานที่น่ากลัวขึ้นมา ปกติเธออาจจะเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่โดยรวมเธอก็เป็นคนมีเหตุผล เคารพผู้สูงอายุและรักเด็ก ปกติเธอไม่เคยรำคาญคนแก่ไอหรือเด็กเสียงดังเลย วันนี้จึงไม่มีเหตุผลที่เธอจะรู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้
ยิ่งคนที่ไอดันเป็นผี เธอจะไปกล้ารำคาญได้ยังไง!
ประกอบกับเพื่อนร่วมทางที่จู่ๆ ก็เริ่มขยับตัวยุกยิก และผู้โดยสารที่เคยนั่งเงียบๆ จู่ๆ ก็ลุกเดิน ซูเจินจึงคาดเดาว่า หรือเสียงไอจะมีผลต่ออารมณ์ของผู้คน?
ไม่สิ ไม่ใช่แค่คน แต่รวมถึงอารมณ์ของผีด้วย?
"ตึก ตึก ตึก..."
เสียงฝีเท้าเดินจากหน้ารถมาทางด้านหลัง ซูเจินแอบหรี่ตามอง เธอเห็นเท้าเปื้อนโคลนเหลืองเดินผ่านเธอไป ทิ้งรอยเท้าไว้ทุกย่างก้าว
คำพูดของฉายายังก้องอยู่ในหู "...ผีบางตัวจะฆ่าคนที่เหยียบรอยเท้าของมัน..."
แม้จะไม่รู้ว่าเงื่อนไขการฆ่าของผีเท้าโคลนตัวนี้จะเป็นแบบนั้นไหม แต่ซูเจินไม่อยากเหยียบรอยเท้ามันเด็ดขาด เธอสวดอ้อนวอนเทพเจ้าทั้งทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกในใจ ขอให้มันแค่เดินผ่านไปเฉยๆ อย่าเดินเพ่นพ่านไปทั่วเลย
"แคก แคก แคก แคก..."
เสียงไอยังคงดำเนินต่อไป ผีเท้าโคลนเดินไปจนสุดท้ายรถ แล้วหันกลับมาเดินวนเวียนไปมาในตัวรถ รอยเท้าแล้วรอยเท้าเล่าซ้อนทับกันจนแทบไม่มีที่ว่างให้เดิน
ซูเจินจากที่กังวล ตอนหลังเริ่มชาชิน เธอมองดูรอยเท้าที่เพิ่มขึ้นรอบตัวอย่างด้านชา คิดในใจว่า 'ช่างมันเถอะ อย่างมากก็แค่ได้สามีเท้าโคลนเพิ่มมาอีกคน'
"ทะเลสาบเวยซาน ถึงแล้ว ผู้โดยสารที่จะลงโปรดออกทางประตูหลัง"
ประตูรถเปิดออก คราวนี้เพราะผีขี้ไออยู่ข้างๆ ซูเจินเลยไม่กล้าเงยหน้ามองชานชาลา
แต่เธอได้ยินเสียงฝีเท้า เสียงฝีเท้าชัดเจนมาก แสดงว่ามีผู้โดยสารขึ้นมาแค่คนเดียว ในจังหวะนั้น ซูเจินสงสัยว่า ถ้าผีเหยียบรอยเท้าพวกนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?
ประตูรถปิดลง และซูเจินก็รู้สึกถึงความชื้นแฉะกะทันหัน
เหมือนยืนอยู่ใต้ชายคาตอนฝนตกหนัก แม้ฝนจะไม่สาดโดนตัวตรงๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความชื้นที่แทรกซึมไปทั่ว พร้อมกันนั้น เธอก็ได้ยินเสียง "ติ๋ง ติ๋ง"
"รถจะออกแล้ว โปรดนั่งและจับราวให้แน่น สถานีต่อไป: ชุมชนแสงตะวัน ผู้โดยสารที่จะลงโปรดเตรียมตัว!"
รถออกตัวอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู แล้วเงียบไป
ซูเจินไม่รู้ควรจะเสียดายหรือโล่งใจดี ผีตนนั้นไม่ได้เดินเข้ามาข้างใน มันเลยไม่ได้เหยียบรอยเท้าโคลนที่เต็มพื้น และเธอก็คงไม่ได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผีเหยียบรอยเท้า แต่เธอก็โล่งใจอยู่บ้าง เพราะถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ คนธรรมดาอย่างพวกเธอจะเอาตัวรอดในรถแคบๆ นี้ได้ยังไง
รถวิ่งไปอย่างมั่นคง ภายในรถยังคงมีเสียงไอ เสียงเดิน และเสียงน้ำหยดดังต่อเนื่อง
ความชื้นในรถหนาแน่นขึ้น ซูเจินอดไม่ได้ที่จะลืมตา แล้วเธอก็เห็นน้ำขุ่นๆ ไหลนองอยู่บนพื้น
น้ำที่น่าจะไหลมาจากหน้ารถ กำลังแผ่ขยายไปตามทางเดินตรงกลางรถอย่างอิสระ รอยเท้าโคลนที่เคยซ้อนทับกันเริ่มเลือนรางเมื่อถูกน้ำชะล้าง จนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร
จากนั้นซูเจินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้ง
เธอเบิกตากว้างจ้องมองพื้น จนกระทั่งเท้าเปล่าสีม่วงคล้ำคู่หนึ่งเดินผ่านเธอไป เท้าคู่นั้นย่ำลงไปในน้ำโคลนอย่างมั่นคง และชายกระโปรงสีดำเปียกโชกก็มีน้ำหยดติ๋งๆ ลงมาไม่ขาดสาย น้ำไหลมารวมกันเป็นลำธารสายเล็กๆ แผ่ขยายไปทั่วอย่างเริงร่า
ร่างในชุดกระโปรงดำเดินไปนั่งลงที่เบาะข้างๆ กระแสน้ำค่อยๆ ลดลงจนหายไปในที่สุด
"ตึก ตึก ตึก..."
รองเท้าโคลนยังคงเดินวนเวียน ทิ้งรอยเท้าใหม่ไว้บนพื้นที่เปียกชื้น