- หน้าแรก
- การผงาดของเจ้าบ้านนอกแห่งราชวงศ์หมิง!
- 325 - ข้ายอมรับผิด!!
325 - ข้ายอมรับผิด!!
325 - ข้ายอมรับผิด!!
โบราณ กล่าวว่า:
"ม้าของขุนนางอ้วนพี ผู้ที่มองเห็นก็รู้สึกยินดี ผู้ขี่ก็พอใจในคำเยินยอ ม้าจึงเร่งวิ่งไปข้างหน้าไม่หยุด จนกระทั่งตาย"
ในเหตุการณ์ ขบวนการ 4 พฤษภาคม ไช่หยวนเผ่ย ได้อ้างถึงอุปลักษณ์นี้ในคำประกาศลาออกของเขาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม โดยกล่าวว่า:
"ข้าเหนื่อยแล้ว... 'ผู้ฆ่าม้าของเจ้า ก็คือเด็กน้อยริมทาง'"
กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือคนที่ฆ่าม้าของเจ้า ก็คือเหล่าผู้คนที่ปรบมือให้กำลังใจมัน นั่นคือการ “เยินยอจนตาย”
เหยียนซื่อฝานแม้ภายนอกจะยกย่องตนเอง แต่แท้จริงแล้วกำลัง “เยินยอจนตาย”
หากไม่มีการเชิดชูจากเหยียนซื่อฝาน คำกล่าวหาของหลัวหลงเหวินก็จะดูจืดชืด ขาดพลังไปมาก ในเรื่องนี้ จูผิงอันเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง
เหยียนซื่อฝานและหลัวหลงเหวินกำลังร่วมมือกันเพื่อสั่งสอนตน!
"เป็นฮุ่ยหยวนแล้วจะมาสายได้หรือ? แน่นอนว่าไม่ได้! แล้วเจ้ามาสายทำไม? เพราะนิสัยไม่ดีเกินไป หรือเพราะนิสัยไม่ดีสุดๆ กันแน่?!
"ผู้เป็นฮุ่ยหยวน แต่กลับไร้วินัย ไม่รักษาคำพูด! คนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ย่อมไม่อาจเป็นที่ยอมรับ! เช่นนี้แล้ว เจ้าจะยังคู่ควรกับตำแหน่งฮุ่ยหยวนอีกหรือ?"
เสียงเย้ยหยันของหลัวหลงเหวินดังขึ้น ขณะที่จูผิงอันแสยะยิ้มเล็กน้อย "น่าสนใจ นี่สิถึงจะเรียกว่างานเลี้ยงที่แท้จริง!"
แต่ในความเป็นจริง เทียบเชิญที่จูผิงอันได้รับระบุไว้ชัดเจนว่า:
"วันนี้ร่วมดื่มสนทนา เริ่มเวลาสี่โมงเช้า เลิกเวลาหนึ่งทุ่ม ไม่ค้างคืน"
ในภาษาพูดก็คือ "วันนี้พวกเราจะดื่มเหล้า คุยโม้กัน เริ่มประมาณ 9-10 โมงเช้า และจบช่วงเย็นราวๆ หนึ่งทุ่ม" แต่ปัญหาคือ จูผิงอันเพิ่งได้รับเทียยบเชิญตอนเกือบ 10 โมง ซึ่งหมายความว่างานเลี้ยงอาจเริ่มไปแล้ว และแม้ว่าเขาจะรีบขี่ม้าดำสุดเร็วมาก็ยังไม่อาจมาให้ทันได้
"ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ความจริงที่ว่าข้ามาสายก็ยังคงเป็นความจริง"
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ข้าจะรับมือกับมันอย่างไร! ทุกสายตาในงานเลี้ยงจับจ้องมาที่จูผิงอัน เพื่อดูว่าเขาจะตอบสนองเช่นไร
"ข้ามาช้าไป ขอรับผิดโดยดื่มโทษสามจอก!"
ภายใต้สายตาของทุกคน จูผิงอันประสานมือคำนับลึกๆ เอ่ยขออภัยเสียงดังชัดเจน จากนั้นก็เดินไปที่มุมของงานเลี้ยง หยิบถ้วยเหล้าจากถาดของสาวใช้ รินเหล้าเต็มถ้วยจากรางน้ำไหล และดื่มหมดรวดเดียวสามจอก!
นี่คือแนวทางที่ดีที่สุด!
หากพูดความจริงฝ่ายหนึ่งจะมองว่าเป็นการหาข้อแก้ตัว และคิดว่า เขาไม่ยอมรับผิด อีกฝ่ายหนึ่งจะมองว่าเป็นการตบหน้าเหยียนซื่อฝาน ซึ่งเพิ่งยกย่องเขาไป แต่กลับโดนเขาหักหน้ากลับมา เช่นนี้จะกลายเป็น คนเนรคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนดูถูกมากที่สุด
ถ้าจะอ้างว่า “รถติด” ก็คงไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ยุคปัจจุบัน! และไม่ว่าอย่างไร พวกเขาเตรียมรับมือกับเขาไว้อยู่แล้ว เพราะฝ่ายตรงข้าม “รอให้เขาติดกับ” และมีแผนการรองรับไว้แน่นอน
ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดก็คือรับมันไปตรงๆ!
"นี่มัน…"
การตอบสนองของจูผิงอันทำให้หลัวหลงเหวินและพรรคพวกคาดไม่ถึง พวกเขายังมีคำพูดเตรียมไว้เต็มกระเป๋า แต่กลับต้องเผชิญกับการ “ยอมรับผิดอย่างราบรื่น” ของจูผิงอัน ทำให้รู้สึกเหมือนกำปั้นที่ถูกปล่อยออกไป ตกลงบนก้อนสำลี ไร้ซึ่งแรงปะทะโดยสิ้นเชิง!
"ความอัปยศสูงสุด ก็คือการไร้ซึ่งยางอาย!"
"แต่หากทำผิดแล้วยอมรับผิด นั่นคือคุณธรรมอันยิ่งใหญ่!"
คนในงานเลี้ยงหลายคนพอใจกับท่าทีของจูผิงอัน และบางคนที่เข้าใจความจริงก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในปฏิกิริยาของเขา
"ข้ามาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก ไม่คุ้นชินกับเส้นทาง จึงเดินอ้อมไปหลายทางจนมาช้ากว่ากำหนด หวังว่าท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายจะให้อภัย"
"ท่านทั้งหลายคือดั่งแสงจันทร์สุกสกาว ข้าเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยอันริบหรี่ หิ่งห้อยเช่นข้าย่อมไม่กล้าเทียบกับดวงอาทิตย์และจันทรา"
"ข้าเงยหน้าขึ้นมองยังมิอาจเอื้อม แล้วจะกล้าดูแคลนท่านผู้ใหญ่ได้อย่างไร?"
หลังจากดื่มโทษสามจอกแล้ว จูผิงอันประสานมือคำนับอีกครั้ง แสดงท่าทีนอบน้อมอย่างสงบนิ่ง
"หึ! ฮุ่ยหยวนช่างเป็นนักพูดที่เก่งกาจจริงๆ..."
หลัวหลงเหวินแค่นเสียงเยาะเย้ย กล่าวประชดประชันอย่างเย็นชา บอกเป็นนัยว่าจูผิงอันกำลังพูดกลับดำเป็นขาว พลิกแพลงความจริง
"หานจาง พอได้แล้ว!"
"จื่อโหว (ชื่อใช้เรียกผู้ที่มีฐานะทางสังคมสูงขึ้น จูผิงอันจึงได้รับฉายานี้) ไม่ใช่คนธรรมดา เขาย่อมไม่ผิดสัญญากับพวกเรา ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะบ่าวไพร่ในจวนแอบอู้งาน ส่งเทียบเชิญมาช้าไป เรื่องนี้ค่อยไปสะสางกันหลังงานเลี้ยงก็แล้วกัน...จื่อโหว รีบเข้ามานั่งสิ!"
เหยียนซื่อฝานโบกมือกดลงเป็นเชิงให้หลัวหลงเหวินหยุดพูด ทำให้เรื่องที่จูผิงอันมาสายถูกปัดตกไป จากนั้นเขาก็หันมาทางจูผิงอัน พร้อมกับยิ้มพลางสะบัดใบหน้าอวบอ้วน ส่งสัญญาณให้จูผิงอันเข้ามานั่งที่โต๊ะ
"ท่านตงโหลวใจกว้างนัก ข้าน้อยเทียบไม่ติดเลย"
หลัวหลงเหวินรีบเห็นดีเห็นงามไปกับเหยียนซื่อฝาน และไม่พูดเรื่องที่จูผิงอันมาสายอีกต่อไป อีกทั้งยังฉวยโอกาสยกยอเหยียนซื่อฝานเข้าไปอีก
"ขอบคุณท่านเหยียนมาก!"
จูผิงอันแสร้งทำท่าซาบซึ้งสุดหัวใจ กล่าวขอบคุณอย่างตื้นตัน ก่อนจะไปนั่งลงที่มุมโต๊ะงานเลี้ยง
หากไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์มาก่อน วันนี้ข้าคงรู้สึกซาบซึ้งกับคำพูดของเหยียนซื่อฝานจริงๆ อาจจะถึงขั้นร้องไห้ขอเป็นเพื่อนกับเขาเลยด้วยซ้ำ
แต่ความจริงแล้ว...ข้ารู้จักเหยียนซื่อฝานเป็นอย่างดีจากหน้าประวัติศาสตร์ ผู้กำกับเบื้องหลังของ "พิธีต้อนรับอันข่มขวัญ" ในวันนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเขาเอง
ถึงอย่างนั้น...ข้าก็ต้องแสร้งทำเป็นรู้สึกซาบซึ้งต่อไป
เหยียนซื่อฝานมองดูสีหน้าของจูผิงอันที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
ฮุ่ยหยวนอายุสิบสี่ แม้จะฉลาด แต่ประสบการณ์ยังน้อยจริงๆ!
บรรยากาศในงานเลี้ยงกลับมาคึกคักอีกครั้ง จูผิงอันนั่งอยู่ที่มุมโต๊ะ สังเกตทุกคนในงาน
จากการเฝ้าสังเกต เขาพบว่าผู้ร่วมงานแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่:
1. กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่มของเหยียนซื่อฝาน ที่จงรักภักดีต่อเขาอย่างแน่วแน่
2. กลุ่มที่เล็กที่สุด มีเพียงไม่กี่คน แต่รวมตัวกันและแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเหยียนซื่อฝาน
3. กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง เป็น ฝ่ายเป็นกลาง มีอยู่ราว 7-8 คน
นั่งอยู่ในงานเลี้ยงนี้ ทำให้จูผิงอันได้เห็นเหยียนซื่อฝานชัดเจนขึ้น เจ้าหมูอ้วนคนนี้ หยิ่งยโสเสียจริง!
เขาทำเหมือนไม่เห็นหัวใคร แต่ก็เป็นคนพูดเก่ง ช่างสร้างบรรยากาศได้ดีนัก!
ข้างๆ เหยียนซื่อฟานนั่งอยู่กับผู้ที่ได้อันดับสองในการสอบฮุ่ยซื่อ นั่นก็คือ "สหายน้อยโอวหยาง"
ก่อนหน้านี้ เหยียนซื่อฝานแนะนำโอวหยางให้กับหลายคนแล้ว
โอวหยางเป็นหนุ่มรูปงาม หน้าตาหล่อเหลา มีลักษณะของ "คุณชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม" ทั้งรูปงามสมบัติเพียบพร้อมและความสามารถทางวรรณศิลป์
ที่สำคัญโอวหยางไม่ได้แพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ในวงการเล่นกลอนและเกมดื่มสุรา โอวหยางชนะมาตลอด! ทุกครั้งที่เขากล่าวกลอน จะมีวรรคทองออกมาเสมอ ทำให้ผู้คนพากันชื่นชมและสรรเสริญเขาไม่หยุด จูผิงอันแสร้งทำตัวเรียบๆ ไม่โดดเด่นเขาจงใจแพ้สองครั้งในการเล่นเกมสุรา และแม้เวลาชนะ เขาก็จงใจใช้กลอนธรรมดา ไม่ได้แสดงฝีมือโดดเด่น ผลลัพธ์ก็คือเขาถูกโอวหยางบดบังรัศมีไปจนหมดสิ้น!
เหตุผลที่ข้าไม่แสดงฝีมือเต็มที่ ไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากทำให้ดีแต่เป็นเพราะข้าทำไม่ได้!
จากการสังเกต ข้าเข้าใจชัดเจนแล้วว่า...
"พื้นฐานหลักของงานเลี้ยงนี้ คือการควบคุมจูผิงอัน และเชิดชูโอวหยาง "
และที่สำคัญที่สุดข้าถูกมอมเหล้าไปไม่น้อย!
หลายคนเข้ามาอวยพรที่ข้าสอบได้ฮุ่ยหยวน พากันชนแก้วไม่หยุด จนหัวของข้าเริ่มจะหมุนแล้ว ต่อให้ข้าต้องการแสดงฝีมือจริงๆ ก็คงทำได้ยาก
นี่เป็นการปูทางให้โอวหยางสำหรับการสอบเตี้ยนซื่อ (การสอบรอบสุดท้ายเข้ารับราชการ) สินะ
ให้ข้ากลายเป็นบันไดที่เขาจะใช้เหยียบขึ้นไป
แค่เห็นว่าโอวหยางพักอยู่ในจวนของเหยียนซื่อฝาน ก็ชัดเจนแล้วว่า โอวหยางเป็นญาติสนิทของเหยียนซื่อฝาน! เบื้องหลังต้องมีผลประโยชน์อื่นๆ แน่นอน ดังนั้น การที่เหยียนซื่อฝานช่วยโอวหยาง จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
งานเลี้ยงนี้ จูผิงอันถูกกำหนดให้เป็นเพียงตัวประกอบตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่เขาได้รับเทียบเชิญ...เขาก็ถูกกำหนดให้เป็น "บันได" ของโอวหยางไปแล้ว!