- หน้าแรก
- การผงาดของเจ้าบ้านนอกแห่งราชวงศ์หมิง!
- 263 - ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!!
263 - ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!!
263 - ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!!
ยามเย็นใกล้ค่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการฝ่าฝืนกฎห้ามออกนอกบ้านตามกำหนดเวลา หวังซื่อเจินและจางซือเว่ยจึงออกเดินทางกลับพร้อมกัน ทั้งคู่ได้นัดหมายว่าจะพาจูผิงอันไปเที่ยวชมเมืองหลวงในไม่กี่วันข้างหน้า
เมื่อถึงเวลานั้น คนในโรงเตี๊ยมก็เริ่มน้อยลงไปมาก ส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ก็เป็นแขกที่พักในโรงเตี๊ยมเช่นเดียวกับจูผิงอัน
ขณะที่จูผิงอันกำลังจะลุกขึ้นกลับไปยังห้องพัก เจ้าของโรงเตี๊ยมซึ่งเป็นชายชราผู้มีความสุภาพวัยประมาณห้าสิบกว่าปี พร้อมด้วยคนงานในร้านคนหนึ่งเดินเข้ามา เจ้าของโรงเตี๊ยมโค้งคำนับพร้อมกล่าวขอโทษอย่างสุภาพว่า
“คุณชายผู้สูงส่ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าดูแลลูกน้องไม่ดีจนเกิดการล่วงเกิน ข้าขอโทษแทนในฐานะเจ้าของโรงเตี๊ยมกล่าวคำขอโทษต่อท่าน สำหรับคนงานที่หยิ่งยโสคนนี้ ข้าจะไล่ออกเพื่อรักษากฎของร้าน หวังว่าท่านจะให้อภัย”
เมื่อเจ้าของโรงเตี๊ยมพูดจบ คนงานที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบกล่าวขอโทษด้วยท่าทางเหมือนโลกจะถล่ม
“คุณชาย โปรดเมตตา ข้าน้อยตาถั่วไม่รู้จักคนดี สูงส่งเช่นท่าน ข้าน้อยขอร้องท่านโปรดอภัยให้ข้าด้วย”
จูผิงอันมองดูเจ้าของโรงเตี๊ยมที่โค้งคำนับอย่างจริงใจ และคนงานที่มีท่าทางเหมือนกำลังเผชิญจุดจบของชีวิต เขาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มและส่ายหัว
เรื่องทั้งหมดผ่านไปแล้ว และเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร อีกทั้งยังได้พักฟรีหนึ่งเดือน จะมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปถือโทษโกรธแค้นเรื่องเล็กน้อยนี้อีกเล่า ยิ่งเมื่อเห็นคนงานที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด คงจะได้บทเรียนไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงโทษให้ถึงที่สุด
ดังนั้น จูผิงอันจึงโค้งตอบกลับเจ้าของโรงเตี๊ยม พร้อมกับยิ้มอย่างไม่ถือสาและพูดขึ้นว่า
“ข้าต้องขอบคุณโรงเตี๊ยมของท่านที่ให้ที่พักอันอบอุ่นแก่ข้า จะนับว่าเป็นการล่วงเกินได้อย่างไร ส่วนคนงานคนนี้ แค่ลงโทษเบาๆ ก็พอ หากยังทำผิดอีกครั้ง ค่อยพิจารณาไล่ออกก็ไม่สาย”
เมื่อคนงานได้ยินคำพูดของจูผิงอัน ก็ถอนหายใจโล่งอก มองจูผิงอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด
“คุณชายช่างมีเมตตาและใจกว้างยิ่งนัก”
เจ้าของโรงเตี๊ยมถอนหายใจด้วยความชื่นชม พร้อมพูดด้วยความจริงใจว่า หากเมื่อครู่จูผิงอันสร้างความประทับใจด้วยปัญญาและความสามารถในการตอบบทกลอน ตอนนี้ความใจกว้างของเขายิ่งทำให้เจ้าของโรงเตี๊ยมรู้สึกนับถือเขามากขึ้นไปอีก
“ยังไม่ขอบคุณคุณชายอีกหรือ หากไม่มีคุณชายพูดแทน เจ้าโดนไล่ออกแน่นอน” เจ้าของโรงเตี๊ยมหันไปดุคนงาน
“ขอบพระคุณคุณชายที่มีเมตตา ข้าน้อยจะปรับปรุงตัว ขอบคุณท่านมาก ข้าน้อยจะไม่ลืมพระคุณนี้ไปชั่วชีวิต”
คนงานกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด
“ลูกค้าก็เหมือนดั่งจักรพรรดิองค์หนึ่ง ต่อไปอย่าทำผิดอีก”
จูผิงอันกล่าวพร้อมกับยิ้มและตบไหล่คนงานเบาๆ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าของโรงเตี๊ยมก็ตาเป็นประกาย ดูเหมือนคำพูดนั้นจะสร้างความประทับใจลึกซึ้งให้กับเขา และสายตาที่มองจูผิงอันก็เต็มไปด้วยความเคารพมากขึ้น
จูผิงอันมองเห็นความสำนึกผิดจากคนงาน จึงเลือกพูดแทนเขา ทั้งนี้การให้อภัยของจูผิงอันไม่ใช่การประนีประนอมแบบไร้หลักการ และไม่ใช่การยอมรับผิดโดยไม่แยกแยะ แต่เป็นการให้อภัยที่ผสมผสานกับการชี้ให้เห็นความผิด หากอีกฝ่ายยังดื้อรั้น เขาก็จะไม่ยอมอ่อนข้อเช่นกัน
หลังจากเหตุการณ์นี้ คนงานก็เหมือนกลายเป็นคนใหม่ เขาพาจูผิงอันไปส่งถึงห้อง และรีบไปตักน้ำร้อนหนึ่งถังมาให้ถึงห้อง
เมื่อจูผิงอันเดินเข้ามาในห้อง เขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความอลังการของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
ห้องพักมีการตกแต่งที่หรูหรา แบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และระเบียง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้จันทน์ลอยอยู่ทั่วห้อง การตกแต่งภายในก็สุดแสนวิจิตร ดอกไม้แกะสลักจากทองคำเบ่งบานบนหินอ่อน ห้องนั่งเล่นมีภูเขาจำลองเล็กๆ คล้ายกับฉาก “ลำธารเล็กไหลริน” ส่วนของตกแต่งอื่นๆ ก็ดูมีระดับ
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ แม้ว่าห้องจะหรูหรา แต่ก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นและสะดวกสบาย ส่วนต่างๆ ของห้อง เช่น ระเบียงและห้องนั่งเล่น ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ห้องยังมีระบบทำความร้อนใต้พื้นซึ่งทำให้ภายในอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเดินออกไปยังระเบียง เขาก็สังเกตเห็นปล่องไฟเล็กๆ ทำจากกระเบื้องเคลือบซ่อนอยู่บริเวณกำแพงด้านนอก เป็นการออกแบบที่ซ่อนตัวได้อย่างดีเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของโรงเตี๊ยมนี้
เจ้าของโรงเตี๊ยมช่างใจปล้ำเหลือเกิน "ตี๋หลง" ถือเป็นภูมิปัญญาอันยอดเยี่ยมของชาวจีนโบราณ โดยการสร้างกำแพงห้องให้เป็นโพรงกลวงที่เรียกว่า “กำแพงไฟ” ใต้กำแพงมีทางเดินไฟซึ่งทางเติมถ่านจะอยู่ใต้ชายคานอกตัวอาคาร เมื่อจุดไฟเผาถ่าน ความร้อนจะไหลเวียนผ่านกำแพงทำให้ทั้งห้องอบอุ่น และเพื่อให้ความร้อนหมุนเวียนได้ดี ปลายทางเดินไฟจะมีรูระบายอากาศ ควันจะถูกระบายออกจากรูด้านล่างของฐานตัวอาคาร ด้วยการหมุนเวียนของความร้อน ทำให้ห้องอบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิทั้งปี
อย่างไรก็ตาม ระบบนี้สิ้นเปลืองเงินทองมาก คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้
ช่างเป็นการใช้ชีวิตที่เหนือชั้นเสียจริง!
จูผิงอันสำรวจห้องพักอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ลงแช่น้ำร้อนชำระล้างฝุ่นละอองจากการเดินทาง เมื่ออาบน้ำเสร็จ เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าบางเบาที่สะอาด และจัดแจงนำหนังสือและอุปกรณ์เขียนต่างๆ ในห่อสัมภาระออกมาจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อยบนโต๊ะ
จากนั้น เขาปรับแสงตะเกียงให้สว่างขึ้น และนั่งลงที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ก่อนจะเริ่มจดบันทึกประสบการณ์ที่ได้พบเห็นในช่วงนี้ลงในสมุดเล่มบาง
หลังจากบันทึกเหตุการณ์เสร็จ เขาหยิบตำราขงจื๊อขึ้นมาเปิดเลือกข้อความหนึ่ง แล้วลองแต่งข้อเขียน(แปดกู่เหวิน) การเขียนแปดกู่เหวินในราชวงศ์หมิงนั้นต้องอาศัยความชำนาญ ยิ่งเขียนมากก็ยิ่งชำนาญ เขาจึงตั้งใจฝึกฝน ด้วยการเขียนตามเวลาที่กำหนด จากนั้นอ่านตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับแก้
เมื่อปรับแก้จนสมบูรณ์แล้ว เมืองหลวงก็ถูกห่อหุ้มด้วยความเงียบและความมืดมิดอย่างสมบูรณ์
จูผิงอันดับตะเกียงและล้มตัวลงนอน หลับฝันดีตลอดทั้งคืน
วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เวลาประมาณหกโมงเช้า จูผิงอันตื่นขึ้นมาล้างหน้าแต่งตัว ห้อยถุงผ้าสะพายข้างพร้อมถือแผ่นไม้สีดำ เดินลงจากโรงเตี๊ยมและออกไปตามถนน ขณะนี้ข้อบังคับเวลาออกนอกพื้นที่ของราชวงศ์หมิงได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งกำหนดเวลาเริ่มต้นวตอนหัวค่ำหนึ่งยาม (เวลาประมาณ 19:00 น.) และสิ้นสุดตอนตีห้าห้ากลอง (เวลาประมาณ 05:10 น.)
ถึงแม้ว่าท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ แต่บนถนนก็มีผู้คนมากมาย จูผิงอันเดินไปโดยไร้จุดหมาย ไม่นานก็พบว่าตัวเองมาถึงถนนฉางอันฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นถนนใกล้กับสวนตะวันตก ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ล้วนเป็นขุนนางชั้นสูง
ขณะนี้ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อๆ ผสมกับความมืดเล็กน้อย ฟ้าเริ่มสว่างขึ้น แต่ทัศนวิสัยยังคงไม่ดีนัก
ที่ปลายถนนมีแสงสีแดงสลัวๆ ปรากฏขึ้นประมาณห้าหกจุด เป็นแสงที่เคลื่อนตัวมาจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ ผู้คนที่เห็นแสงสว่างต่างรีบหลบไปยังข้างทางโดยอัตโนมัติ รวมถึงจูผิงอันที่ถูกชายชราผู้หนึ่งดึงให้หลบไปข้างถนนด้วย
เมื่อแสงสีแดงเคลื่อนเข้ามาใกล้ ปรากฏว่าเป็นโคมแดงขนาดใหญ่หกลูก ล้อมรอบเกี้ยวที่มีม่านคลุมซึ่งต้องใช้คนหามแปดคน นอกจากนี้ยังมีทหารติดดาบคอยคุ้มกันอยู่ทั้งสองข้างของเกี้ยว และหญิงรับใช้ถือโคมแดงสองคนตามมาด้วย
จูผิงอันหรี่ตามองขบวนเกี้ยวที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
เมื่อเกี้ยวเข้ามาใกล้เขา จูผิงอันได้ยินเสียงไอของชายชราคนหนึ่งดังมาจากในเกี้ยว จากนั้น หญิงรับใช้ที่ถือโคมแดงยื่นมือออกมาเปิดม่านหน้าต่างของเกี้ยวอย่างเบา พร้อมกับคุกเข่าอย่างสง่างาม ใบหน้าขาวผ่องเงยขึ้น
ในเวลาเดียวกัน หน้าต่างด้านข้างของเกี้ยวเผยให้เห็นใบหน้าของชายชราเพียงครึ่งเดียว ใบหน้านั้นดูใจดีและสงบนิ่ง
ทันใดนั้น ก็มีเสียงถ่มน้ำลายดังออกมา
หญิงรับใช้ด้านนอกที่เงยหน้าขึ้น อ้าปากรับน้ำลายจากชายชราผู้นั้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วกลืนลงคออย่างไร้ร่องรอย
จากนั้นม่านหน้าต่างก็ถูกปิดลง และเกี้ยวก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหันจนจูผิงอันตั้งตัวไม่ทัน เขามองภาพนั้นด้วยความตกใจจนเผลอแสดงอาการเหมือนจะอาเจียน
หนึ่งในทหารที่ยืนคุ้มกันเกี้ยวเหลือบมองมาที่จูผิงอันด้วยสายตาดุดันและเต็มไปด้วยคำเตือน ก่อนจะเดินตามขบวนเกี้ยวต่อไป
"นี่มัน...ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ!"
จูผิงอันมองขบวนเกี้ยวที่ลับหายไป พร้อมกับความคิดที่สับสนและตะลึงงันในใจ
(โปรดติดตามตอนต่อไป...ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ)