- หน้าแรก
- การผงาดของเจ้าบ้านนอกแห่งราชวงศ์หมิง!
- 226 - แบ่งสมบัติ
226 - แบ่งสมบัติ
226 - แบ่งสมบัติ
คำตอบที่ไม่ตรงคำถามของป้าสะใภ้ใหญ่ทำให้จูผิงอันตระหนักได้ว่า ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเขาเลย
มองไปที่จูผิงจวิ้นที่อยู่ข้างๆ พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน โตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก เรียนหนังสือด้วยกันหลายปี จูผิงอันจึงไม่สามารถนิ่งเฉยและปล่อยให้การแต่งงานของจูผิงจวิ้นมีปัญหาเช่นนี้ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องที่จะส่งผลไปตลอดชีวิต เขาคิดว่ารอจังหวะเหมาะๆ จะบอกความคิดของตัวเองให้จูผิงจวิ้นรับรู้แน่นอน และย้ำเตือนว่าอย่าไปพูดต่อ จากนั้นการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับจูผิงจวิ้นเอง
ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ และท่านย่า ต่างผลัดกันพูดโน้มน้าวจูผิงจวิ้น ด้วยคำพูดที่เกือบทำให้น้ำลายกระเด็นใส่หน้าจูผิงอัน แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร จูผิงจวิ้นยังคงมั่นใจและยืนยันว่าผู้ชายแท้ๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องหาเมีย ไม่ยอมรับการหมั้นหมายครั้งนี้
สุดท้าย ลุงใหญ่ก็ใช้สิทธิ์หัวหน้าครอบครัวตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า แม้จูผิงจวิ้นไม่ยอมไป ก็จะบังคับให้ไป
แม่ของจูผิงอัน ชงน้ำชาให้ท่านปู่ ท่านย่า และป้าสะใภ้ใหญ่ แต่ไม่ได้สนใจจูโซ่วเหรินเลย จูโซ่วเหรินเองก็ทำตัวตามปกติ รินน้ำชาดื่มเองพร้อมเอ่ยว่า “ชาดี”
เฉินซื่อไม่แม้แต่จะหันกลับมา นางคิดว่าชานี้เป็นชาที่ถูกที่สุดในตลาด จะดีได้ยังไง คนแบบนี้ช่างเสแสร้งจริงๆ
“แค่กๆ คือแบบนี้ ข้ากับท่านพ่อท่านแม่มาครั้งนี้ มีเรื่องอยากจะพูดคุยกับน้องรองและน้องสะใภ้” จูโซ่วเหรินเอ่ยเสียงเรียบหลังจากวางถ้วยชา
“เรื่องอะไร” เฉินซื่อเลิกคิ้วถาม
จูผิงอันหันไปมองลุงใหญ่ คิดว่าเป็นเรื่องหมั้นของจูผิงจวิ้นแต่กลับกลายเป็นเรื่องอื่น
“พี่ใหญ่มีอะไรก็ว่ามาเถอะ” พ่อของจูผิงอันตอบขึ้นมาทันทีหลังลุงใหญ่พูดจบ ทำให้เฉินซื่อเหลือบมองด้วยสายตาไม่พอใจ
“พี่น้องร่วมใจ อะไรก็สำเร็จได้ เมื่อก่อนข้าผิดเอง ข้าผิดจริงๆ”
จูโซ่วเหรินพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิด เสียงเต็มไปด้วยความจริงใจ
พ่อของจูผิงอัน แม้จะเป็นคนตัวใหญ่และดูแข็งแรง แต่พอได้ยินคำขอโทษจากจูโซ่วเหรินก็ถึงกับน้ำตาคลอ เบื้องลึกในใจเขารอคำพูดนี้มานานหลายปี
“ก็คนในครอบครัวเดียวกัน พี่ใหญ่พูดแบบนี้ทำไม” พ่อของจูผิงอันถอนหายใจยาว และกลับปลอบจูโซ่วเหรินแทน
จูโซ่วเหรินเช็ดน้ำตา (ที่ไม่มีจริง) ตอบรับคำพูดของจูโซ่วอี้อย่างเต็มใจ “ครอบครัวเดียวกัน น้องรองพูดได้ดีมาก น้องรองคิดดูนะ เมื่อก่อนข้าหลงผิดไปทำเรื่องผิดๆ ทำให้น้องรองต้องลำบากแทนมาหลายปี ข้าคิดนะ ว่าเราแบ่งสมบัติกันตอนนั้นมันรีบร้อนเกินไป”
พูดจบ จูโซ่วเหรินถอนหายใจยาวอีกครั้ง พร้อมพูดด้วยความรู้สึกว่า การแบ่งสมบัติกันตอนนั้นเป็นความผิดพลาด หากผิดก็ต้องแก้ไข ข้าได้คุยเรื่องนี้กับท่านพ่อแล้ว คิดว่าแบบนี้จะดีกว่า พวกเจ้าย้ายกลับมาอยู่บ้านเดิมกันเถอะ เราจะไม่แบ่งแยกกันอีก
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จูโซ่วอี้ยังไม่ทันตอบ เฉินซื่อก็แสดงความไม่พอใจทันที ตอนแบ่งสมบัติกันเมื่อก่อนก็เป็นฝ่ายยัดเยียดความผิดมาที่ครอบครัวของเรา ทั้งหมดนี้ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว จะมาขอไม่แบ่งสมบัติอีกได้ยังไง ในตอนที่ลำบากก็ว่าไปอย่าง บ้านใหม่สร้างจนใหญ่โตกว่าบ้านเดิม มีที่นาอุดมสมบูรณ์กว่าร้อยผืนและตอนนี้สามีขับเกวียนได้เงินวันละหลายร้อยเหรียญ กินดีอยู่ดีทุกวัน แล้วทำไมจะต้องกลับไปให้เสียผลประโยชน์อีก
“ตอนนั้นตกลงแบ่งสมบัติกันต่อหน้าผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เอกสารข้อตกลงก็ประทับตราไว้ที่อำเภอแล้ว”
เฉินซื่อไม่ได้พูดปฏิเสธออกมาตรงๆ เพียงแต่กล่าวว่า ตอนแบ่งบ้านตอนนั้น ทุกคนต่างก็รู้กันดี เอกสารข้อตกลงยังถูกนำไปประทับตราที่อำเภอ ความหมายโดยนัยก็คือ แบ่งกันไปแล้ว จะมาเปลี่ยนกลับไม่ได้
“เรื่องประทับตราที่อำเภอไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกนะ ตอนนี้จื้อเอ๋อร์เป็นจวี่เหรินแล้ว ไปหาเจ้าเมืองที่อำเภอก็เป็นเรื่องเล็กน้อย ที่สำคัญท่านพ่อท่านแม่เราก็แก่แล้ว หวังอยากเห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน”
สำหรับการคัดค้านของเฉินซื่อ จูโซ่วเหรินดูเหมือนจะเตรียมตัวรับมือไว้แล้ว มองจูผิงอันหนึ่งครั้งก่อนที่จะพูดออกมาตรงๆ
จูโซ่วเหรินยังคงเป็นเหมือนเดิม
“น้องรอง เจ้าคิดว่าอย่างไร” จูโซ่วเหรินยกถ้วยชาขึ้นมาพร้อมมองไปที่จูโซ่วอี้
จูโซ่วอี้ดูเหมือนจะถูกคำพูดของจูโซ่วเหรินกระตุ้นจนรู้สึกตื่นเต้น ใบหน้าแดงก่ำ ดูเหมือนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันได้ตอบ เฉินซื่อก็เดินเข้ามาใกล้อย่างตั้งใจ พร้อมทั้งรินชาให้สามี แต่ขณะเดียวกันเท้าก็ “บังเอิญ” เหยียบไปบนเท้าของสามีเข้าเต็มๆ อีกทั้งยังส่งสัญญาณทางสายตาไปทางจูผิงอัน ราวกับเตือนสติ จูโซ่วอี้ถึงกับเกือบสำลักชาที่ดื่มเข้าไป
การเหยียบเท้าครั้งนั้นทำให้งจูโซ่วอี้ได้สติขึ้นมาบ้าง ตั้งแต่แบ่งบ้านมา ครอบครัวตัวเองดูเหมือนจะมีความสุขมากขึ้น อีกทั้งเหมือนกับที่เฉินซื่อส่งสัญญาณเตือน ก็ต้องคิดถึงอนาคตของจื้อเอ๋อร์ด้วย การที่ไปยุ่งเรื่องนี้กับเจ้าเมืองอาจส่งผลเสียได้
“อืม...พี่ใหญ่ บ้านเดิมก็ค่อนข้างคับแคบอยู่แล้ว อีกอย่างจวิ้นเอ๋อร์เองก็ต้องพูดเรื่องแต่งงาน ควรเก็บห้องไว้ให้เขาด้วย บ้านใหม่ข้าสร้างมาไม่นาน ยังอยู่ได้ดี และถึงเวลานั้นก็อาจจะพาท่านพ่อท่านแม่มาอยู่ด้วยกันก็ได้”
คำพูดของจูโซ่วอี้รอบคอบจนไม่ทิ้งช่องว่างให้จับผิดได้ ต้องยอมรับว่าแม้ดูเหมือนไม่มีไหวพริบ แต่ก็ไม่ได้โง่เขลา
“พวกเรายังอยู่ที่บ้านเดิมกันได้ดี” ท่านปู่พูดพลางเคาะปล้องยาสูบพร้อมกับส่ายหัว
ท่านย่าเองดูเหมือนจะมีความเห็นไปอีกทาง แต่เมื่อท่านปู่พูดเช่นนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
การโน้มน้าวจะยากขึ้นเมื่อมีเฉินซื่ออยู่ จูโซ่วเหรินจึงคิดว่าคงต้องหาโอกาสพูดคุยจูโซ่วอี้เป็นการส่วนตัวในภายหลัง หลังจากจูโซ่วอี้ปฏิเสธ จูโซ่วเหรินไม่ได้พูดเรื่องการกลับไปอยู่บ้านเดิมอีก แต่เปลี่ยนเรื่องทันทีไปที่การขอยืมเงิน
“พูดถึงเรื่องแต่งงานของจวิ้นเอ๋อร์ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องอยากรบกวนน้องรองหน่อย เจ้าก็รู้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้พวกเราที่บ้านเดิมค่อนข้างขัดสน การหมั้นหมายของจวิ้นเอ๋อร์นี้คงต้องรบกวนเจ้า ลองคิดดูว่าผู้หญิงที่แม่สื่อหวังแนะนำมาเป็นครอบครัวที่ดีมาก หากพลาดโอกาสนี้ไปคงหาไม่ได้อีก ข้าคิดว่าขอยืมเงินจากเจ้าสัก 20 ตำลึงมาใช้เตรียมงานให้จวิ้นเอ๋อร์ก่อน รอข้าพอมีเงินแล้วจะคืนให้”
“20 ตำลึง?”
ทันทีที่จูโซ่วเหรินพูดจบ เฉินซื่อถึงกับอุทานเสียงดัง งานหมั้นธรรมดาไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 20 ตำลึง อีกอย่าง เรื่องการหมั้นของบ้านพวกเขา ทำไมเราต้องออกเงิน และคำว่า “จะคืน” นั้นก็ฟังดูดี แต่เงินที่เคยยืมไปก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้คืน!
“ท่านพ่อ จะไปยืมเงินจากลุงรองอีกทำไม เงินที่ยืมเขาไปก่อนหน้านี้ยังไม่คืนเลย! ข้าไม่เห็นด้วยกับงานหมั้นครั้งนี้หรอก พวกท่านอย่าเสียเวลาเลย ต่อไปข้าจะพึ่งตัวเอง”
เสียงของจูผิงจวิ้นดังขึ้นมาในห้องอย่างกึกก้อง น้ำเสียงยังดังมาก จูผิงอันมองเห็นหน้าของลุงใหญ่แดงก่ำจนเหมือนตัวละครกวนอูในทันใด
จากนั้นบรรยากาศในห้องก็ตึงเครียดและวุ่นวาย
สุดท้ายท่านปู่จึงออกคำสั่งยุติความวุ่นวาย โดยให้บอกให้จูโซ่วอี้ขอให้ลุงใหญ่ยืมเงิน 10 ตำลึงก่อน เพื่อเตรียมการหมั้นหมายให้จูผิงจวิ้น เพราะเป็นคำสั่งของท่านปู่ แม้เฉินซื่อจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังหยิบเงิน 10 ตำลึงให้จูโซ่วอี้ และจูโซ่วอี้ก็ส่งเงินให้จูโซ่วเหริน
ตอนส่งท่านปู่ ท่านย่า และลุงใหญ่กลับบ้าน จูผิงอันหาโอกาสเรียกจูผิงจวิ้นเข้ามาในห้องของตัวเอง บอกกล่าวเรื่องบางอย่างและย้ำเตือนให้ปฏิบัติตามที่เขาบอกก่อนจะปล่อยตัวจูผิงจวิ้นออกไป
เขาทำได้เท่านี้ เรื่องต่อจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามดินฟ้าอากาศแล้ว