เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

176 - แม่บุญธรรม!!

176 - แม่บุญธรรม!!

176 - แม่บุญธรรม!!


หลังจากผ่านพิธีสวมหมวกมงคลแล้ว ชีวิตของจูผิงอันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย คนในบ้านยังคงเรียกเขาว่า “จื้อเอ๋อร์” อยู่เหมือนเดิม ส่วนชาวบ้านแถวนั้นบางคนเรียกเขาว่า “เสี่ยวจู” บ้าง หรือ “ผิงอันหลาง” บ้าง แต่ชื่อ “จื่อโหว” นั้น นอกจากอาจารย์และภรรยาอาจารย์แล้ว ก็ยังไม่มีใครเรียกเขาแบบนี้เลย

กิจวัตรประจำวันของเขายังคงเหมือนเดิม ตื่นเช้ามาฝึกเขียนอักษร อ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ ระหว่างวันก็ฝึกฝนและศึกษาบทความแปดส่วนและข้อเขียนเชิงนโยบาย ตอนกลางคืนคัดลอกหนังสือ และทุกๆ สามวันก็จะไปที่บ้านของเศรษฐีหลี่เพื่อคืนหนังสือและยืมเล่มใหม่

เขาใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือและทบทวนเงียบๆ รอข่าวเรื่องการสอบพิเศษของทางอำเภอ

ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังพิธีสวมหมวก ข่าวการสอบพิเศษยังไม่มาถึง แต่กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ช่วงเย็นวันหนึ่ง จูผิงอันนั่งอยู่ในลานบ้าน ใช้แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังลับขอบฟ้าอ่านหนังสือที่กำลังคัดลอกอยู่ ขณะที่แม่ของเขาเพิ่งเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็น

ในตอนนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนคล้ายเสียงหมูถูกฆ่า “น้องชายจู! น้องชายจู! เปิดประตูเร็ว!”

จูผิงอันที่กำลังอ่านหนังสือได้ยินเสียงนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ในใจ นี่มันอะไรกัน? เจ้านี่มาได้อย่างไร?

เสียงนั้นคุ้นหูจนเกินบรรยาย ถ้าไม่ใช่ “เสวี่ยฉือ” เจ้าหมูอ้วนคนนั้น ก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ว่าแต่ ไอ้หมอนี่ไม่ใช่ว่าควรจะอยู่ที่เมืองเฟิ่งหยางหรือ? แล้วมาทำอะไรที่นี่?

เฉินซื่อ โผล่หัวออกมาจากห้องครัวแล้วถามว่า “จื้อเอ๋อร์ ทำไมแม่ได้ยินเหมือนเขาเรียกหาเจ้าเลย?”

“ท่านแม่ขอรับ คนนี้เป็นเพื่อนที่ลูกรู้จักตอนสอบที่เมืองอิ๋งเทียนขอรับ” จูผิงอันอธิบาย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่ประตูใหญ่เพื่อเปิดประตู

เมื่อเปิดประตูออก ก็เห็นเสวี่ยฉือในสภาพมอมแมมสุดๆ หอบหายใจแรง และมองไปข้างหลังด้วยสีหน้าเหมือนเจออะไรน่ากลัวมา

“ลมอะไรหอบเจ้าเข้ามาที่นี่?” จูผิงอันมองเสวี่ยฉือในสภาพเช่นนี้แล้วอดหัวเราะไม่ได้

เสวี่ยฉือเหลือบมองข้างหลัง พอเห็นว่าหมาที่วิ่งไล่มาไม่อยู่แล้ว ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมามองจูผิงอันด้วยใบหน้าอ้วนกลมที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “ลมที่แรงพอจะพัดข้ามายังไม่เกิดมาในโลกนี้หรอก”

“แล้วเจ้าจะวิ่งหนีทำไม?” จูผิงอันถามพลางเปิดประตูเชิญเขาเข้ามา

เสวี่ยฉือได้ยินก็ยังแสดงสีหน้าหวาดกลัวอยู่บ้าง ลูบอกตัวเองแล้วพูดอย่างหวาดเสียว “ข้าน่ะกลัวหมามาตั้งแต่เด็กแล้ว หมู่บ้านพวกเจ้าก็มีหมาเยอะ แล้วบ่าวรับใช้ที่ตามมาบอกว่า พวกหมาน่ะมันชอบดุคน เจ้าต้องทำเป็นดุใส่มัน แล้วมันจะกลัวเจ้า เขาพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ข้าก็เลยคิดว่ามีเหตุผล เลยลงจากรถม้า แล้วลองหาเจ้าหมาตัวหนึ่งในหมู่บ้านเจ้าทดสอบดู สรุปว่าถ้าข้าไม่วิ่งเร็วล่ะก็ พ่อแม่ข้าคงต้องมาส่งศพข้าแทนแล้ว!”

นี่มัน “หาเรื่องตาย” ชัดๆ!

จูผิงอันถึงกับพูดไม่ออกกับพฤติกรรมของเสวี่ยฉือ

“แล้วบ่าวรับใช้เจ้าล่ะ?” จูผิงอันมองออกไปนอกประตู แต่ไม่เห็นบ่าวคนไหนเลยจึงถามขึ้น

“ข้าวิ่งเร็วกว่าจนเขาหลงทาง แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเขาก็ตามมาถึงนี่แหละ” เสวี่ยฉือตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน แล้วเดินเข้ามาในลานบ้าน มองสำรวจรอบๆ ก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้นแล้วพูดชม “บ้านชาวนาแบบนี้ดูมีชีวิตชีวาดีจริงๆ”

“ยังไงก็สู้บ้านใหญ่โตของเจ้าไม่ได้หรอก” จูผิงอันยิ้มบางๆ ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

“แต่ละแบบก็มีเสน่ห์ต่างกันไป” เสวี่ยฉือลูบหน้าตัวเองแล้วพูด

ขณะนั้นเอง เฉินซื่อที่กำลังสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมาจากครัวมายืนอยู่ตรงประตูครัว มองเสวี่ยฉือแล้วถามว่า

“เจ้าคือเพื่อนของจื้อเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”

เสวี่ยฉือเห็นเฉินซื่อก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที ยิ้มหน้าบานแล้วพูดอย่างสนิทสนม “แม่บุญธรรมขอรับ! ท่านช่างตาถึงจริงๆ แค่เห็นก็รู้เลยว่าข้าคือใคร ข้าชื่อเสวี่ยฉือ มาจากเมืองเฟิ่งหยาง เรียกข้า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ ก็ได้นะขอรับ!”

ในตอนนั้น เสวี่ยฉือดูเหมือนหมาอ้วนที่กำลังประจบเจ้าของไม่มีผิด!

แม่บุญธรรม?

นี่เจ้ามาไม้ไหนกัน! จะเนียนเกินไปแล้วนะ!

“ตอนที่พวกเราไปสอบที่อิ๋งเทียน เราสนิทกันเหมือนพี่น้อง ท่านแม่ของน้องชายจู ก็ย่อมเป็นท่านแม่ของข้าด้วย ลูกชายของท่านชื่อเสวี่ยฉือ ขอคารวะแม่บุญธรรม!” เสวี่ยฉือพูดพลางทำหน้าจริงจังสุดชีวิต ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเฉินซื่อ

เฉินซื่อที่ตอนแรกยังงุนงงกับเหตุการณ์อยู่ พอได้สติแล้วก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะรีบพูดให้เสวี่ยฉือลุกขึ้น “เด็กคนนี้ พื้นมันเย็น จะนั่งคุกเข่าทำไม รีบลุกขึ้นเถอะ”

“เฮ้อ นี่แหละที่เขาว่าคนดีมีน้ำใจ ต้องแม่บุญธรรมของข้า!” เสวี่ยฉือลุกขึ้นยืนแล้วไม่ลืมพูดจาประจบอีกชุดใหญ่

เฉินซื่อหัวเราะจนตาหยี ยิ่งมองเจ้าอ้วนเสวี่ยฉือก็ยิ่งรู้สึกถูกใจ เจ้าหนุ่มคนนี้ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ

ไม่นานนัก บ่าวรับใช้ของเสวี่ยฉือที่มากับเขาก็หาทางตามมาได้ พร้อมกับรถม้า

เสวี่ยฉือวิ่งออกไปช่วยบ่าวรับใช้ขนของจากรถม้ามาทีละรอบๆ ทั้งของขวัญ ของฝากเต็มคันรถ

“เจ้าทำอะไรของเจ้า?” จูผิงอันรีบห้ามเสวี่ยฉือ

“นี่เป็นของขวัญพบหน้าสำหรับแม่บุญธรรมและพ่อบุญธรรม อย่าขวางข้านะ ไม่งั้นเจ้าจะเป็นลูกที่อกตัญญู!” เสวี่ยฉือพูดพลางทำตัวขยันขันแข็ง ขนของเข้าบ้าน

“เสวี่ยเอ๋อร์ ถ้าเจ้าทำแบบนี้ แม่บุญธรรมไม่พอใจแล้วนะ” เฉินซื่อเดินออกมาจากครัว ทำเป็นตีหน้าดุ

“แม่บุญธรรม อย่าโกรธนะขอรับ ของพวกนี้ท่านพ่อท่านแม่ข้าฝากมาให้ ไม่ใช่ของมีค่าอะไร แค่ของเล็กๆ น้อยๆ แสดงน้ำใจเท่านั้นเอง ท่านอย่าโกรธเลย” เสวี่ยฉือพูดไปพลางยกของชิ้นสุดท้ายลงจากรถม้าเข้าบ้าน

ของที่เสวี่ยฉือและบ่าวรับใช้ขนมาเต็มลานบ้านมีทุกอย่าง ตั้งแต่ผ้าไหม ผ้าต่วน ผลไม้ ขนม และของฝากสำหรับทุกคนในครอบครัวรวมๆ กันมูลค่าน่าจะเกือบหกเจ็ดสิบตำลึงเงิน

“เจ้าหนุ่มนี่...” เฉินซื่อทำเป็นต่อว่า แต่ก็อดยิ้มไม่ได้

“ช่วงนี้ข้าต้องรบกวนแม่บุญธรรมแล้ว ข้าจะหน้าหนามาอาศัยกินอยู่กับท่านสักสองสามวัน ขอชิมฝีมือแม่บุญธรรมด้วย!” เสวี่ยฉือพูดพลางยิ้มหน้าบาน

“ได้สิ พักอยู่เท่าที่อยากอยู่เลย ถือซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้า” เฉินซื่อโบกมืออนุญาต

หลังจากบ่าวรับใช้ของเสวี่ยฉือช่วยขนของเสร็จ เสวี่ยฉือก็ให้เขากลับไปพักที่ในตัวเมือง รอจนกว่าจะถึงวันที่เขาต้องกลับ แล้วค่อยตามมารับ

เมื่อพ่อของจูผิงอันกลับมาถึงบ้าน เสวี่ยฉือก็รีบเรียก “พ่อบุญธรรม” แบบไม่เว้นจังหวะ จนพ่อของจูผิงอันถึงกับงงไปชั่วขณะ ยังดีที่เฉินซื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พ่อของจูผิงอันจึงหัวเราะพลางพูดให้เเสวี่ยฉือรู้สึกสบายใจ “ไม่ต้องเกรงใจนะ พักอยู่เท่าที่เจ้าต้องการเลย”

โชคดีที่บ้านของจูผิงอันเพิ่งต่อเติมใหม่ ห้องจึงพอมีเหลือ พ่อและพี่ชายคนของเขาช่วยกันทำเตียงให้เสวี่ยฉือ ส่วนเฉินซื่อก็หาผ้าห่มใหม่ให้เสวี่ยฉือ

คืนนั้น เฉินซื่อทำกับข้าวเพิ่มอีกหลายอย่าง ข้าวก็หุงอย่างหอมฟุ้ง เจ้าอ้วนเสวี่ยฉือได้ข้าวชามโต

เสวี่ยฉือเองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง กินเอาๆ อย่างเต็มที่ เขาที่เคยชินกับอาหารหรูหรามากมายกลับรู้สึกว่ากับข้าวบ้านๆ ของเฉินซื่อนั้นอร่อยจนไม่อยากหยุด โดยเฉพาะแตงกวาดองฝีมือเฉินซื่อที่กินกับข้าวต้ม มันช่างอร่อยเหมือนอาหารสวรรค์

สุดท้าย เสวี่ยฉือถึงกับอิจฉาจูผิงอันที่ได้กินอาหารแบบนี้ทุกวัน

“จื้อเอ๋อร์ เจ้าต้องเรียนรู้จากเสวี่ยเอ๋อร์ให้มากๆ กินเยอะๆ หน่อย”

เฉินซื่อมองเสวี่ยฉือกินข้าวแล้วก็ยิ่งพอใจ หันมาบอกจูผิงอันที่ดูเหมือนจะผอมลงเพราะอ่านหนังสือหนักเกินไป นางตักเนื้อสองชิ้น ชิ้นหนึ่งให้เสวี่ยฉือ อีกชิ้นให้จูผิงอัน

จบบทที่ 176 - แม่บุญธรรม!!

คัดลอกลิงก์แล้ว