- หน้าแรก
- การผงาดของเจ้าบ้านนอกแห่งราชวงศ์หมิง!
- 162 - ตรวจสอบบัญชี!!
162 - ตรวจสอบบัญชี!!
162 - ตรวจสอบบัญชี!!
“โจรภายนอกยังพอป้องกันได้ แต่โจรในบ้านยากจะระวัง”
ปรากฏว่าจักรวรรดิการค้าของหลี่ไค่จูกำลังมีหนูตัวร้ายเข้าไปอาศัยอยู่ ที่สำคัญคือมันเป็นหนูที่เกิดและโตในบ้าน และดูเหมือนจะกลายพันธุ์เป็นหนูอัจฉริยะ มีความสามารถล้ำลึกถึงขั้นปลอมแปลงบัญชีได้แนบเนียนจนไร้ที่ติ หลี่ไค่จู่และผู้ดูแลบัญชีของบ้านตรวจสอบกันอยู่หลายวันก็ยังไม่พบร่องรอยอะไร
ถ้าตรวจบัญชีก็ตรวจไม่เจอ แต่ถ้าไม่ตรวจ หนูก็จะขนเสบียงในโกดังจนหมดเกลี้ยง ที่สำคัญการตรวจสอบที่ไม่พบอะไรครั้งนี้ กลับยิ่งทำให้พวกนั้นย่ามใจและกล้าทำอะไรโดยไม่เกรงกลัว ตอนนี้พวกมันถึงขั้นเริ่มติดต่อกับร้านค้าคู่แข่งแล้ว... แบบนี้จะไม่ให้ปวดหัวได้ยังไง
แต่ของปลอมก็ยังคงเป็นของปลอม ต่อให้แนบเนียนแค่ไหน ถ้าปลอมแปลงขึ้นมา สักวันก็ต้องหาจุดพิรุธเจอ
สาเหตุที่ตรวจไม่เจอปัญหาในบัญชี ก็เป็นเพียงเรื่องของวิธีการและเวลาเท่านั้น คนพวกนั้นสะสมประสบการณ์ปลอมบัญชีมาหลายปี แต่หลี่ไค่จูแค่พาคนสองสามคนมาตรวจสอบไม่กี่วัน จะไปหาความผิดพบได้อย่างไร
ระบบบัญชีในยุคหมิง ณ ขณะนี้ น่าจะเป็นแบบการบันทึกรายรับรายจ่าย หรืออาจจะพัฒนาไปถึงระบบบัญชีสามขาแล้วก็เป็นได้ เพราะนี่คือยุครัชสมัยเจียจิ้ง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะทั้งหมดนี้จูผิงอันเคยเรียนมาในชาติก่อน
เมื่อครั้งที่เขาเรียนเรื่องระบบบัญชีโบราณกับเพื่อนๆ เขายังเคยล้อเล่นว่าในยุคที่ไม่มีมังกร เขากลับได้เรียนวิชาปราบมังกร... คิดไม่ถึงว่าคราวนี้จะได้ใช้ความรู้เหล่านั้นจริงๆ
ขณะนึกถึงอดีต จูผิงอันอดยิ้มออกมาไม่ได้ นี่ช่างเป็นความบังเอิญที่พอดีจริงๆ เขาเริ่มคิดว่า ควรลองเสนอตัวช่วยหลี่ไค่จูเพื่อทดแทนบุญคุณบ้างดีหรือไม่
ยังไม่ทันที่จูผิงอันจะได้เสนอตัว คุณหนูหลี่ซูก็โพล่งขึ้นมา
“นี่แน่ะ จูผิงอัน เจ้ายิ้มอะไรน่ะ เจ้าแอบหัวเราะเยาะเราใช่หรือไม่?”
หลี่ซูที่กำลังบ่นกับสาวใช้เหลือบเห็นจูผิงอันที่กำลังยิ้มออกมา จึงอดไม่ได้ที่จะชี้นิ้วมาทางเขาด้วยความโมโห ดวงตากลมโตจ้องเขาเขม็ง เต็มไปด้วยความโกรธ
“เจ้ามันเนรคุณ เหมือนกับพวกนั้นนั่นแหละ!” หลี่ซูมองเขาด้วยความเดือดดาล นิ้วที่ชี้มายังสั่นเพราะความโกรธ
เนรคุณ?
ทำไมคำนี้ถึงทำให้จูผิงอันนึกถึงเงินสี่สิบตำลึงขึ้นมาได้?
เพราะแบบนี้ แม้หลี่ซูจะระเบิดอารมณ์ใส่เขา แต่ครั้งนี้จูผิงอันกลับไม่รู้สึกโกรธเลย
“ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะ เพียงแค่คิดว่าข้าอาจช่วยได้ก็เท่านั้น” จูผิงอันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
ทันทีที่คำพูดของเขาจบลง หลี่ซูก็เบะปากหัวเราะเยาะ “ช่วยได้? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร คิดว่าการสอบผ่านขั้นเป็นซิ่วไฉ จะทำให้เจ้ายิ่งใหญ่หรือไง? เจ้านี่ช่างหลงตัวเอง! เจ้าคิดว่าแค่เจ้ารู้หนังสือเจ้าจะเข้าใจบัญชีได้งั้นรึ? เจ้าเป็นเพียงคางคก แต่ทำไมกล้าพูดจาใหญ่โตได้ขนาดนี้!”
หลี่ซูยกปากเยาะเย้ยเขาไม่หยุด ทำหน้าดูถูก และพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสี
เป็นไปตามที่คาดไว้นางยังคงเจ้าอารมณ์และ ปากร้าย และหยิ่งผยองเหมือนเดิม ชวนให้คนอยากเขกหัวนางสักที
นางไม่มีท่าทีอื่นใดต่อเขานอกจากการดูถูกและรังเกียจ เขาเริ่มสงสัยว่า ตอนที่นางให้เงินเขาสี่สิบตำลึงนั้น นางโดนประตูหนีบหัวหรืออย่างไร เพราะคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ
ส่วนเรื่องที่มีคนลือว่าสาวน้อยตระกูลใหญ่ตกหลุมรักบัณฑิตหนุ่มยากจน ขอให้เลิกคิดไปได้เลย เพราะนางเป็นพวกคลั่งไคล้เงินทองอย่างแท้จริง ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน นางคงทิ้ง “ผู้ชายปั่นจักรยาน” แล้วไปนั่งร้องไห้อยู่ในรถบีเอ็มดับเบิลยู
หญิงสาวผู้ที่เปลี่ยนชุดใหม่ทุกวันโดยไม่เคยซ้ำ จะมามองคนอย่างเขาได้อย่างไร?
แค่ได้ยินนางเรียกเขาว่า “คางคก” กับ “คนยากจน” ซ้ำไปซ้ำมา ก็รู้แล้วว่านางมองเขาอย่างไร
ที่สำคัญ เขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรในตัวนางเลย ต่อให้นางสวยแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เขารู้สึกอยาก “พิชิต” หรือ “ปรับนิสัย” คนแบบนางแม้แต่น้อย
ดังนั้น จูผิงอันจึงคิดว่าครั้งนี้จะช่วยบ้านตระกูลหลี่ให้จบเรื่องไป จะได้ไม่ต้องเก็บมาคิดว่านางให้อะไรกับเขาไว้
“ข้าพอมีความรู้เรื่องการตรวจบัญชีอยู่บ้าง อาจจะช่วยได้...” จูผิงอันพูดอย่างเรียบๆ
วิชาการต่อสู้ทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงความเร็วได้ และหลี่ซูก็เชี่ยวชาญในหลักการนี้อย่างสมบูรณ์แบบ คำพูดของจูผิงอันยังไม่ทันจบ ก็ถูกนางตัดบทอย่างไม่ไยดี
“ไปอ่านหนังสือของเจ้าเถอะ!” หลี่ซูกลอกตาไปมา
“คนเลวก็พูดจาอวดเก่งเป็นเหมือนกันนะ” สาวใช้ฮวาเอ๋อก็พึมพำเห็นด้วยกับคุณหนู
เสียงจิ๊จ๊ะของสองสาวดังแว่วเข้าหูของจูผิงอัน ทำให้เขาที่ตั้งใจเสนอตัวช่วยต้องเลิกความคิดนั้นไป
เอาเถอะ... เขาคิดมากไปเอง คงต้องหาคนทำบัญชีเพิ่มอีกสักหน่อย ใช้เวลามากขึ้น ตรวจอย่างละเอียด แบบนี้เดี๋ยวก็หาจุดผิดพลาดในบัญชีเจอเอง ของปลอมยังไงก็ยังเป็นของปลอม ไม่จำเป็นต้องให้เขาช่วยหรอก ฮ่าๆ...
ถ้าไม่ไหวจริงๆ เขาก็จะใช้ “คืนหมัดด้วยหมัด” จ้างใครสักคนหาเหตุผลส่งเงินคืนให้นางก็พอ
คิดได้ดังนั้น จูผิงอันก็รู้สึกโล่งใจ เก็บหนังสือใส่กระเป๋าเตรียมตัวกลับ
“รีบหน่อย เอาบัญชีทั้งหมดไปไว้ในห้องหนังสือ ระวังหน่อย อย่าทำมุมกระดาษพับเชียว”
ในขณะที่จูผิงอันกำลังจะกล่าวลา เสียงของท่านหลี่ไค่จูที่กำลังชี้นิ้วสั่งงานดังขึ้น พร้อมกับคนงานหกคนช่วยกันขนบัญชีสามกองใหญ่เข้าห้อง
โอย...
ทำไมถึงมีบัญชีเยอะขนาดนี้? ท่านหลี่ทำธุรกิจใหญ่โตขนาดไหนกัน! นี่คงเป็นบัญชีของผู้ดูแลร้านที่มีปัญหาแค่ไม่กี่คนใช่ไหม? ไม่น่าแปลกใจที่ตรวจไม่เจอ ถ้าจะตรวจบัญชีจำนวนมหาศาลแบบนี้ต้องจ้างนักบัญชีเพิ่มสามเท่าแน่ๆ
“ลุงหวัง ข้าขอยืมหนังสือแล้วนะ” จูผิงอันสะพายกระเป๋าไว้ที่บ่าแล้วกล่าว
“อ้อ เจ้าหนูจู ได้ยินว่าคราวนี้เจ้าสอบได้คะแนนโด่งดังทั้งตำบลเลยนะ ไม่เลวเลย เจ้าต้องตั้งใจต่อไปนะ ลุงเชื่อมั่นในตัวเจ้า” หวังจางฟาง (ผู้ดูแลบัญชี) พูดพลางปาดเหงื่อและยกมือโบกให้
ดูเหมือนเขาจะถูกกองบัญชีเหล่านี้เล่นงานจนเหนื่อย
“ท่านลุงก็รีบจัดการเถอะ ข้าจะไม่รบกวนแล้ว” จูผิงอันยิ้มให้พร้อมยกมือไหว้
“ตั้งใจอ่านหนังสือนะ ลุงเชื่อว่าเจ้ามีอนาคต” หวังจางฟางหันมาพูดทั้งที่ยังสั่งการคนงาน
“ขอบคุณสำหรับคำอวยพร” จูผิงอันยิ้มอย่างจริงใจ
จากระยะไกล คุณหนูหลี่ซูได้ยินคำพูดของพวกเขา ก็เบะปากอย่างไม่พอใจ “หม้อที่น้ำไม่เต็มมักจะส่งเสียงดัง”
ผู้หญิงคนนี้ต้องป่วยอะไรสักอย่างแน่ๆ! หากเขาถ่อมตัว นางก็หาว่าเขาเสแสร้ง หากเขาแสดงความมั่นใจ นางก็หาว่าเขาหลงตัวเอง
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ”
จูผิงอันยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับยกมือไหว้ลาอย่างใจเย็น เหมือนผู้ใหญ่ที่ไม่ถือสาเด็กที่เอาแต่ใจ
“หน้าด้าน...”
คุณหนูหลี่ซูโกรธจนพูดออกมาเบาๆ ด้วยความดูถูก แต่จูผิงอันเดินลับไปไกลแล้ว ทำให้นางยิ่งหงุดหงิดจนต้องกระทืบเท้าอีกครั้ง