เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

156 - ความสุขของเฉินซื่อ!

156 - ความสุขของเฉินซื่อ!

156 - ความสุขของเฉินซื่อ!


บ้านเก่าของตระกูลจูมีควันไฟลอยออกมาจากปล่องเตา อาสะใภ้สามของจูผิงอันกำลังทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนท่านปู่กำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่ลานบ้าน เขายังคงสวมชุดผ้าสีฟ้าเก่าที่ดูใช้มานานแล้ว ส่วนท่านย่ากำลังนั่งอยู่ตรงข้ามท่านปู่และเด็ดผักไปด้วย

ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยเปื่อย

“คนที่มาส่งข่าวดีมากันหลายวันแล้ว ทำไมเสี่ยวจื้อยังไม่กลับมาอีก” ท่านปู่พ่นควันบุหรี่ออกมาพร้อมกับบ่นขึ้นมา

ท่านย่าหยุดเด็ดผักและสะบัดผักในมือ “อย่าบ่นเลย แบ่งบ้านกันไปแล้ว”

ท่านปู่ถลึงตา “แบ่งบ้านกันก็ยังเป็นหลานของข้าอยู่ดี อีกอย่าง ตอนนั้นเจ้าเป็นคนตามใจลูกคนโตกับคนเจ้าสี่เองไม่ใช่หรือ”

“แล้วนี่มาหาว่าข้าอีก ตอนแบ่งบ้านก็เจ้าเองที่เป็นคนตัดสินใจ” ท่านย่าตอบโต้กลับไป

ท่านปู่เคาะกระป๋องยาสูบกับเก้าอี้สองทีแรงๆคำพูดของท่านย่าเหมือนจี้จุดที่ทำให้เขารู้สึกเสียใจที่สุด หากวันนั้นไม่มีเหตุการณ์นั้นก็คงดี และหากวันนั้นเขาไม่ได้ยืนกรานให้สละลูกคนที่สองเพื่อรักษาลูกคนโตไว้ก็คงดี ทุกวันนี้ความภาคภูมิใจที่จื้อเอ๋อร์สอบได้ตำแหน่งอันดับหนึ่ง ก็ยังไม่สามารถลบล้างความเสียใจนั้นได้

“ช่างเถอะ ยังไงก็เป็นหลานของตระกูลจูเรา ไม่ว่าจะยังไงก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้” ท่านย่าที่เห็นสีหน้าเสียใจของท่านปู่ รีบวางผักในมือลงแล้วปลอบใจเขา

ท่านปู่ถอนหายใจอีกครั้ง

ในขณะนั้นเอง เสียงประตูใหญ่ก็เปิดออกพร้อมเสียง “แกร๊ก”

จากนั้น

“ท่านปู่ ท่านย่า”

เสียงทุ้มที่แฝงด้วยความซื่อและอ่อนเยาว์ดังมาจากทางประตู

ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าของท่านปู่ก็หายไปทันที เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความดีใจอย่างมาก

ท่านย่าถึงกับทำผักในมือตกพื้น หันมามองที่ประตูด้วยความไม่อยากเชื่อ

“โอ้โห! จื้อเอ๋อร์กลับมาแล้ว ยังหอบไก่มาอีก กับเนื้อชิ้นโตนี่อีก...”

สะใภ้สี่โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้ พอจูผิงอันพูดจบ นางก็ปรากฏตัวทันที คว้าชามใบโตในมือเขาแล้วพูดเสียงดังอย่างร่าเริง

“สวัสดีอาสะไภ้สี่” จูผิงอันยิ้มอย่างซื่อๆ และทักทาย

“ดี ดี ดี จื้อเอ๋อร์ยิ่งดี! รู้ไหมคราวนี้คนที่มาส่งข่าวดีเสียงดังยิ่งกว่าคราวที่แล้วอีกนะ เจ้าหน้าที่หลงทางบ้านเจ้าด้วยล่ะ” สะใภ้สี่พูดพลางดึงแขนจูผิงอันให้เดินเข้ามาในลานบ้าน

ท่านปู่ท่านย่าถึงกับหน้าแดงเมื่อได้ยินเรื่องคนจากอำเภอหลงทาง

“จื้อเอ๋อร์กลับมาแล้ว” สะใภ้สามที่กำลังเผาฟืนในครัวก็รีบออกมา

“สวัสดีอาสะใภ้สาม” จูผิงอันยิ้มและทักทาย

“จื้อเอ๋อร์สร้างชื่อให้กับบ้านเราอีกแล้ว” สะใภ้สามชมด้วยความภาคภูมิใจ

“เร็วๆ เข้า มาคุยกันในบ้าน” ท่านปู่โบกมือเรียกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“อื้ม” จูผิงอันพยักหน้าและเดินเข้าบ้าน

“จื้อเอ๋อร์กลับมาแล้ว” ป้าสะไภ้ใหญ่เดินออกมาจากในบ้าน พร้อมสีหน้าแปลกๆ

จูผิงอันยิ้มทักทายนางเช่นกัน

จูผิงอันนั่งคุยกับท่านปู่ท่านย่า อาสะใภ้สามและอาสะใภ้สี่อยู่พักใหญ่ ท่านปู่ท่านย่าดูใจดีมากกว่าปกติ ส่วนอาสะใภ้ทั้งสองก็ดูต้อนรับขับสู้ดีเกินกว่าปกติ น้ำก็รินเตรียมไว้แล้ว แถมยังมีจานเมล็ดแตงโมทอดวางอยู่ด้วย

“จื้อเอ๋อร์ บอกพ่อของเจ้าด้วย อีกสองวัน ตระกูลจูเราจะจัดงานเลี้ยงเชิญคนทั้งหมู่บ้านมาฉลองกัน” ท่านปู่พูดพลางพ่นควันบุหรี่ออกมา ดูกระตือรือร้นมาก

เอ่อ

ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้...

“ไม่กี่วันก่อน ผู้ใหญ่บ้านยังพูดเรื่องนี้เลย เจ้าสอบได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งเป็นคนแรกของหมู่บ้านเรา และเป็นคนแรกของตำบลด้วย พอดีใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้คนหนุ่มๆ ในหมู่บ้านตั้งใจเรียนกันด้วย” ท่านปู่พูดด้วยความภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม

“อืม ได้ขอรับท่านปู่” จูผิงอันพยักหน้ารับคำ

หลังจากอยู่ที่บ้านเก่าของตระกูลจูคุยกันอีกสักพัก จูผิงอันก็ปฏิเสธคำเชิญของท่านย่าที่อยากให้เขาอยู่กินข้าวด้วย แล้วค่อยกลับบ้าน

ยังไม่ทันถึงบ้าน จูผิงอันก็เห็นท่านแม่ของเขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานกับบรรดาป้าๆห้าหกคน

นี่ใกล้จะได้เวลากินข้าวแล้ว ทำไมท่านแม่ถึงออกมาคุยเล่นกันล่ะ ปกติท่านแม่ก็ไม่ค่อยชอบคุยกับป้าๆพวกนี้สักเท่าไร

“จื้อเอ๋อร์ มานี่สิ”

เฉินซื่อเห็นจูผิงอันก็โบกมือเรียกเขาจากระยะไกล

จูผิงอันรับคำแล้วเดินเข้าไปหาทันที

“เร็วๆ มาบอกแม่อีกทีสิ ไอ้เจ้า 'หลินเซิ่ง' ที่ว่า มันมีข้อดีอะไรบ้าง ตอนอยู่บ้านลูกบอกแม่แล้วทีนึง แต่แม่จำไม่ได้” เฉินซื่อถามพลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

เอ่อ...

จูผิงอันแทบจะลืมเลยว่าท่านแม่เขาชอบอวดขนาดไหน

จังหวะนี้ควรทำยังไง จูผิงอันรู้ดี สิ่งที่ต้องทำคือ "เล่นตามน้ำ"

“อ๋อ ต่อไปลูกไม่ต้องเสียภาษีแล้ว งานทหารหรืองานแรงงานก็ไม่เกี่ยวข้องกับลูกอีกต่อไป” จูผิงอันตอบอย่างเต็มใจ

เขาพูดไปหนึ่งประโยค สีหน้าภาคภูมิใจของเฉินซื่อก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ และในแววตายังเต็มไปด้วยความคาดหวังให้เขาพูดต่อ

“ลูกเป็นหลินเซิ่ง หลิ่นเซิงคือนักปราชญ์ที่ดีที่สุดในระดับบัณฑิตมณฑล ทางราชการจะส่งข้าวให้ลูกเดือนละหกถัง พร้อมกับของจำพวกปลา เนื้อ น้ำมัน และอีกหลายอย่าง” จูผิงอันตอบสนองความคาดหวังของแม่ของเขาต่อ

“แถมแต่ละปียังจะได้เงินอย่างน้อยสี่ตำลึงเงินจากทางการอีกด้วย”

พอได้ยินเช่นนี้ บรรดาป้ารอบๆ ต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ ส่วนเฉินซื่อที่ได้ฟังเสียงอุทานนั้นก็ยิ้มกว้างอย่างหยุดไม่ได้

“ยังมีอีกใช่ไหม แม่จำได้ว่าลูกเคยพูดถึงอะไรเกี่ยวกับเทียบเท่าท่านเจ้าเมืองนี่แหละ” เฉินซื่อถามต่อ

จำได้ชัดขนาดนี้ยังจะบอกว่าจำไม่ได้อีก... แบบนี้ไม่ดีนะ ท่านแม่

“ใช่ขอรับ ลูกไม่ต้องคุกเข่าให้กับเจ้าหน้าที่ และลูกสามารถส่งเทียบเพื่อขอพบเจ้าเมืองได้ตลอดเวลา” จูผิงอันตอบสนองอย่างเต็มที่

“ถึงลูกจะทำผิด ทางการก็จะไม่ลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีหรือลงโทษลูก เว้นแต่ว่าท่านเจ้าหน้าที่ใหญ่ในหน่วยงานศึกษาที่ห่างไกลในอิ๋งเทียนจะถอนตำแหน่งของลูกออกไป...”

“ถุย! ไม่มีทางหรอก บ้านเราจะไม่ทำผิดกฎหมายแน่นอน” เฉินซื่อตัดบทด้วยความรีบร้อน นางไม่อยากได้ยินแม้แต่การสมมติถึงสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับลูกชาย

“แน่นอนอยู่แล้ว ลูกไม่มีทางฝ่าฝืนกฎหมายแน่นอนขอรับ” จูผิงอันรีบให้คำมั่นสัญญา ทำให้เฉินซื่อยิ้มแย้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง

“โอ้โห ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงอยากสอบเป็นบัณฑิตกัน”

“เจ้ากับจูโซ่วอี้ นี่เตรียมตัวรอรับความสุขได้เลยนะ”

“จริงด้วย ลูกชายคนที่สองบ้านเจ้านี่เก่งจริงๆ เลย”

ป้ารอบๆ ต่างพูดทั้งด้วยความแปลกใจและอิจฉา ทำให้เฉินซื่อหัวเราะอย่างมีความสุขไม่หยุด

แม้กระทั่งตอนเดินกลับบ้าน ใบหน้าของเฉินซื่อก็ยังมีรอยยิ้มที่ไม่จางหายเลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ 156 - ความสุขของเฉินซื่อ!

คัดลอกลิงก์แล้ว