- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 99 ของขวัญต้อนรับ
บทที่ 99 ของขวัญต้อนรับ
บทที่ 99 ของขวัญต้อนรับ
เมืองซานหยาง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเทือกเขาไท่เยว่ เป็นพื้นที่ใจกลางของแคว้นเยว่ มีสภาพอากาศดี การคมนาคมสะดวก จึงมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมาตลอดหลายร้อยปี
เมื่อกลับมาเยือนอีกครั้งหลังจากจากไปนานหลายปี ลั่วหงแทบจะจำสภาพบ้านเกิดในชาตินี้ไม่ได้ เขาเพียงรู้สึกว่าเมืองนี้ใหญ่โตกว่าตอนที่เขาจากไปมาก และมีปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มาจากตระกูลหลี่เพิ่มขึ้นมากมาย
เนื่องจากคนตระกูลหลี่แม้จะเป็นเพียงคนธรรมดา ก็ยังได้รับใบบุญจากตระกูล ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ยากจนข้นแค้น ดังนั้นเพียงแค่ดูจากการแต่งกายและสีหน้าท่าทาง ก็สามารถแยกแยะได้ทันทีว่าใครเป็นคนตระกูลหลี่
ลั่วหงไม่แน่ใจว่าปุถุชนนอกตระกูลหลี่เหล่านี้รู้เรื่องการมีอยู่ของผู้ฝึกตนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เขาจึงเลือกที่จะเดินเท้าเข้าเมือง มุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลลั่วในความทรงจำ
ตลอดหลายปีมานี้ แม้ลั่วหงจะไม่เคยกลับบ้าน แต่ก็ไม่เคยขาดการติดต่อไป จดหมายทางบ้านปีละฉบับนั้นมีมาไม่เคยขาด และในปีแรกที่เขารับช่วงดูแลสวนฟางหัว เขายังส่งศิลาวิญญาณกลับไปให้ที่บ้านด้วย
จำนวนไม่มาก แค่สามสิบก้อน เทียบเท่ารายได้หนึ่งปีของศิษย์ระดับกลั่นลมปราณทั่วไปของสำนักหวงเฟิงกู่เท่านั้น
ท่านปู่และท่านพ่อของลั่วหงล้วนเป็นผู้ฝึกตน แต่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรสายสันโดษที่มีตบะไม่เกินขอบเขตกลั่นลมปราณระยะกลาง พรสวรรค์ก็ธรรมดา ของมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่พอจะอวดได้ ก็คือดอกจื่อหยางที่ลั่วหงนำไปมอบให้หลี่หัวหยวนแล้ว ซึ่งพวกท่านก็ไม่เคยพกติดตัว
ในอดีตตอนที่สองพ่อลูกเดินทางผ่านเมืองซานหยาง ท่านพ่อของลั่วหงถูกคนตระกูลหลี่จับตัวไปเป็นเขย และได้แต่งงานกับหญิงสาวปุถุชนหน้าตาสะสวยของตระกูลหลี่
เนื่องจากเป็นการแต่งงานระหว่างผู้ฝึกตนกับคนธรรมดา ต่อให้ตระกูลหลี่จะมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็ไม่ได้บังคับให้ท่านพ่อของลั่วหงต้องแต่งเข้าตระกูล มิฉะนั้นป่านนี้ลั่วหงคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นหลี่หงไปแล้ว
ในฐานะผู้ฝึกตน ย่อมรู้ซึ้งถึงมูลค่าของศิลาวิญญาณดี ลั่วหงคิดว่าปู่กับพ่อคงจะดีใจ นำศิลาวิญญาณเหล่านี้ไปซื้อสุราวิญญาณและข้าววิญญาณมากินมาดื่มกันให้เปรมปรีดิ์ แต่ที่ไหนได้ ผ่านไปไม่กี่วัน เขาก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากท่านปู่ ที่นอกจากจะส่งศิลาวิญญาณกลับคืนมาทั้งหมดแล้ว ยังด่าเขาเสียยกใหญ่ กำชับให้เขาตั้งใจบำเพ็ญเพียร มุ่งมั่นก้าวหน้าต่อไป
แม้เรื่องนี้จะทำให้ลั่วหงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่ก็อดหดหู่ไม่ได้ หลังจากนั้นเขาก็ฉลาดขึ้น เปลี่ยนเป็นส่งข้าววิญญาณและสุราวิญญาณกลับไปโดยตรง และระบุชัดเจนว่าเป็นของกตัญญูฝากให้ท่านแม่ ในที่สุดของพวกนั้นก็ไม่ถูกตีกลับมาอีก
ขณะที่กำลังนึกถึงเรื่องขำขันในครอบครัว เผลอแป๊บเดียวลั่วหงก็เดินมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่ง พอกำลังจะก้าวเท้าเข้าไป ก็เหลือบไปเห็นป้ายชื่อบนประตูเขียนตัวอักษรเบ้อเริ่มว่า "ตระกูลเฉิน"
มาผิดที่งั้นหรือ?
ด้วยความทรงจำของผู้ฝึกตน เป็นไปไม่ได้ที่จะจำผิด หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง ลั่วหงก็นึกขึ้นได้ว่า หลังจากที่เขาได้เข้าสำนักหวงเฟิงกู่ไม่นาน พ่อบ้านตระกูลหลี่ก็ได้เปลี่ยนคฤหาสน์หลังใหม่ที่ใหญ่กว่าและอยู่ใกล้ใจกลางเมืองมากกว่าเดิมให้ตระกูลลั่ว
ในจดหมายทางบ้านเคยพูดถึงเรื่องนี้ผ่านๆ และบอกที่อยู่ใหม่มาด้วย แต่ลั่วหงไม่ได้รีบเดินทางไปทันที
เพราะตอนนี้เขาสร้างรากฐานมาได้หนึ่งปีแล้ว ตระกูลหลี่ไม่มีทางที่จะไม่ได้รับข่าว ดูทรงแล้ว ท่านปู่และครอบครัวคงได้ย้ายบ้านใหม่อีกรอบแน่ๆ
ครั้งนี้ลั่วหงได้รับภารกิจกะทันหัน จึงไม่ได้ติดต่อกลับไปที่บ้านล่วงหน้า ผลก็คือตอนนี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประตูบ้านตัวเองอยู่ตรงไหน
แน่นอนว่า แค่เขาไปจับผู้ฝึกตนตระกูลหลี่สักคนมาถามก็รู้เรื่องแล้ว แต่มันดูจะเสียหน้าไปหน่อย
ขณะที่กำลังลังเล ลั่วหงก็ได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าวแสดงความยินดีดังมาจากถนนข้างๆ สัมผัสเทวะกวาดผ่านไปวูบหนึ่ง ก็เห็นว่ามีขบวนเจ้าสาวกำลังแห่ผ่านมา
"คุณหนูตระกูลลั่วออกเรือนแล้ว พวกเรารีบไปขอแบ่งปันความมงคลกันเร็ว!" เสียงใครบางคนตะโกนขึ้นในฝูงชน
"คุณหนูตระกูลลั่ว? คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง?"
ด้วยความสงสัย ลั่วหงจึงไม่เกรงใจ ส่งสัมผัสเทวะทะลุผ่านเกี้ยวเจ้าสาวเข้าไป แล้วก็จับได้คาหนังคาเขาว่าเจ้าสาวกำลังแอบกินขนมอยู่
"เป็นนางจริงๆ ด้วย"
เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ลั่วหงก็อดอมยิ้มไม่ได้
ลั่วอิง คือลูกสาวคนเล็กของท่านอารอง เป็นญาติรุ่นราวคราวเดียวกันไม่กี่คนที่ลั่วหงคุ้นเคย
เนื่องจากในรุ่นของลั่วหง มีเพียงเขาคนเดียวที่มีรากวิญญาณ จึงถูกท่านปู่เคี่ยวเข็ญเป็นพิเศษมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหน่อยก็ถูกจับให้นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรทั้งวัน ย่อมไม่สนิทสนมกับคนส่วนใหญ่ในบ้าน
แต่นังหนูลั่วอิงคนนี้มีหน้าที่คอยส่งข้าวส่งน้ำให้เขา ลั่วหงจึงจำนางได้แม่นยำ
ช่วงที่เริ่มฝึกงดอาหารใหม่ๆ ลั่วหงมักจะนึกถึงขนมเปี๊ยะไข่เค็มฝีมือนางอยู่เสมอ
ในเมื่อบังเอิญขนาดนี้ ก็ตามไปดื่มเหล้ามงคลสักจอก ท่านปู่และคนอื่นๆ ต้องอยู่ในงานแต่งแน่นอน
ทว่า ยังไม่ทันที่ลั่วหงจะถอนสัมผัสเทวะกลับมา ลั่วอิงที่กำลังกินขนมอยู่จู่ๆ ก็ยกมือปิดปากร้องไห้สะอึกสะอื้น ราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง
ลั่วหงขมวดคิ้ว สัมผัสเทวะกวาดไปที่เจ้าบ่าวบนหลังม้าตัวสูง พบว่านอกจากจะหน้าตาหล่อเหลาแล้ว แววตายังใสซื่อดูไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์เพทุบาย
ตระกูลหลี่นอกจากหลี่หัวหยวนแล้ว ก็ไม่มีใครที่มีตบะเกินขอบเขตสร้างรากฐานอีก ดังนั้นตระกูลหลี่มีแต่จะพยายามผูกมิตรกับครอบครัวลั่วหง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการกดขี่ข่มเหง
หลังวิเคราะห์สถานการณ์ ลั่วหงก็หลับตาลง แผ่ขยายสัมผัสเทวะออกไปกวาดผ่านฝูงชนที่มามุงดูทีละส่วน ไม่นานก็พบว่าที่ปากตรอกแห่งหนึ่ง มีคนผู้หนึ่งที่มีสีหน้าท่าทางผิดแปลกไปจากคนอื่น
มันไม่เพียงแต่ยิ้มอย่างชั่วร้าย แต่ยังเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นปลายอีกด้วย!
ดูเหมือนจะยืนยันผลลัพธ์บางอย่างได้แล้ว คนผู้นั้นก็หันหลังเดินหายเข้าไปในตรอกลึกทันที
ตั้งแต่ต้น ลั่วหงก็สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเรื่องวุ่นวายที่เขาชื่อหยางคงไม่จบลงง่ายๆ แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือรวดเร็วปานนี้ เขาเพิ่งจะมาถึง อีกฝ่ายก็ลงมือกับคนในครอบครัวเขาเสียแล้ว
ลั่วหงยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการใด จึงสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยนกปีกเหลืองตัวเล็กๆ ออกไปตัวหนึ่งให้บินตามขบวนรับตัวเจ้าสาวไป ส่วนตัวเขาเองล็อคเป้าหมายไปที่ผู้ฝึกตนต้องสงสัยรายนั้น แล้วสะกดรอยตามไป
นกปีกเหลืองบินไปเกาะบนหลังคาเกี้ยวเจ้าสาว ทำเอาสาวใช้ที่เดินตามมาตื่นเต้นดีใจ ร้องบอกว่า
"คุณหนูๆ! นกมงคลมาร่วมอวยพรด้วยเจ้าค่ะ!"
เห็นชัดว่านางไม่เคยเห็นนกมงคลของจริง ได้แต่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปตามประสา
ลั่วอิงที่นั่งอยู่ในเกี้ยวได้ยินดังนั้น ก็หยุดร้องไห้ทันที มุมปากภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงยกยิ้มกว้างขึ้นมา
ทางด้านลั่วหง หลังจากสะกดรอยตามมาได้สักพัก ผู้ฝึกตนต้องสงสัยคนนั้นก็เดินผ่านประตูลับแห่งหนึ่ง เข้าสู่เส้นทางใต้ดิน
ลั่วหงใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบ พบว่ายากลำบากยิ่งนัก แต่โชคดีที่หลังจากสร้างรากฐาน สัมผัสเทวะของเขาเพิ่มพูนขึ้นเท่าตัว พอลองเร่งพลังดูอีกครั้ง ก็สามารถส่งสัมผัสเทวะทะลุลงไปในทางใต้ดิน และล็อคเป้าผู้ฝึกตนต้องสงสัยได้อีกครั้ง
ดังนั้น ผู้ฝึกตนต้องสงสัยจึงเดินอยู่ในทางใต้ดิน ส่วนลั่วหงเดินตามอยู่บนพื้นดิน กลับกลายเป็นว่าสะกดรอยตามได้ง่ายกว่าตอนแรกเสียอีก
ในทางใต้ดิน ผู้ฝึกตนต้องสงสัยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ผ่านไปเกือบชั่วโมงก็มาถึงเขตเมืองชั้นนอกที่เพิ่งสร้างใหม่ของเมืองซานหยาง
ผู้ฝึกตนต้องสงสัยมุดออกมาจากทางใต้ดิน เดินเข้าไปในบ้านชาวบ้านที่ดูธรรมดาสามัญหลังหนึ่ง
"ศิษย์น้อง เรื่องที่ให้ไปทำเป็นอย่างไรบ้าง?"
ชายร่างใหญ่หน้าตาเหี้ยมเกรียมเดินออกมาต้อนรับจากในบ้าน เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
"เรียบร้อยทุกอย่าง รอแค่ผ่านคืนนี้ไป รับรองว่าตระกูลหลี่กับตระกูลลั่วต้องแตกหักกันแน่นอน"
ผู้ฝึกตนต้องสงสัยหัวเราะอย่างชั่วร้าย ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพองใจที่แผนการสำเร็จ
"เยี่ยมมาก ทางข้าก็จัดเตรียมชายชู้ไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปพวกเราแค่รอดูความสนุกก็พอ!"
ชายหน้าเหี้ยมยกชามสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ ท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย
"ฮิฮิ พอ 'อาคมพิศวาส' ของข้าออกฤทธิ์ นังผู้หญิงคนนั้นแค่ถูกกระตุ้นนิดเดียวก็จะเกิดอารมณ์รัญจวนจนคุมไม่อยู่ พอเสร็จกิจนางจะต้องสำนึกเสียใจจนอยากตาย
ถึงตอนนั้น พอเจ้าบ่าวเปิดประตูห้องหอเข้าไป ก็จะเห็นแต่ศพผู้หญิงที่ผูกคอตาย กับชายชู้จากตระกูลหลี่ที่นอนอยู่บนเตียง
ฮิฮิ ช่างเป็นละครฉากเด็ดจริงๆ
ว่าแต่ศิษย์พี่ ชายชู้ที่ท่านหามา ไว้ใจได้แน่นะ?"
ผู้ฝึกตนต้องสงสัยลำพองใจเสร็จ ก็ถามย้ำด้วยความไม่วางใจ
"แน่นอนว่าต้องรอบคอบ ข้าไม่เพียงแต่เลือกน้องชายที่มีรากวิญญาณของเจ้าบ่าวคนนั้น แต่เมื่อครู่ข้ายังไปตรวจสอบผลของอาคมด้วยตัวเองอีกรอบ"
ชายหน้าเหี้ยมถลึงตา ดูจะไม่พอใจที่ถูกศิษย์น้องตั้งคำถาม
"ฮิฮิ ต้องขออภัยที่ศิษย์พี่ละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้ มา ศิษย์น้องขอดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก"
"เรื่องที่นายน้อยกำชับมาด้วยตัวเอง ต่อให้ข้ามีสักสิบแปดหัวก็ไม่กล้าทำลวกๆ หรอก มา ดื่ม"
"ฮ่าๆ หวังว่าท่านอาวุโสลั่วหงผู้นั้น จะชอบ 'ของขวัญต้อนรับ' ที่พี่น้องเราสองคนมอบให้นะ!"
(จบบทที่ 99)