- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 94 ซือเหนียงแม่สื่อ
บทที่ 94 ซือเหนียงแม่สื่อ
บทที่ 94 ซือเหนียงแม่สื่อ
หลังจากสร้างรากฐานสำเร็จ ลั่วหงไม่ได้หยุดการบำเพ็ญเพียรในทันที เขาอาศัยฤทธิ์ยาของโอสถสร้างรากฐานที่ยังตกค้างอยู่ ทำการขัดเกลาพลังเวทต่อไปเพื่อเสริมสร้างระดับพลังให้มั่นคง
เป็นเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยไปสองเดือน ขีดจำกัดพลังเวทของลั่วหงเพิ่มขึ้นไปถึง 17,000 หน่วย และในเวลานี้ฤทธิ์ยาของโอสถสร้างรากฐานในร่างกายเขาก็ถูกดูดซับจนหมดเกลี้ยง
เมื่อเป็นเช่นนั้น ลั่วหงจึงลองโคจร 'เคล็ดวารีขนาดย่อม' ด้วยความอยากรูอยากเห็น แล้วเขาก็พบว่าไม่ว่าจะโคจรพลังไปกี่รอบ ขีดจำกัดพลังเวทก็ไม่เพิ่มขึ้นแม้แต่นิดเดียว
ไม่ใช่ว่าเคล็ดวารีขนาดย่อมจู่ๆ ก็เสื่อมสภาพจนกลั่นพลังเวทไม่ได้ แต่เป็นเพราะพลังเวทที่มันกลั่นมาจากปราณวิญญาณฟ้าดินนั้น... เข้าไปในตันเถียนไม่ได้!
สาเหตุเป็นเพราะความบริสุทธิ์ของพลังเวทที่เคล็ดวารีขนาดย่อมกลั่นออกมาได้นั้นต่ำเกินไป อยู่คนละระดับวิญญาณกับพลังเวทสถานะของเหลวในตันเถียนของลั่วหง ณ ปัจจุบัน มันจึงถูกผลักไสออกมา
หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับว่าตอนนี้ลูกค้ารายใหญ่อย่าง 'ตันเถียน' ได้ยกระดับตัวเองจนเป็นผู้ทรงอิทธิพลแล้ว จึงตั้งมาตรฐานความต้องการสินค้าจากซัพพลายเออร์ไว้สูงขึ้น สินค้าคุณภาพต่ำแบบเดิมๆ มันไม่รับซื้ออีกแล้ว
"ดูท่าคงต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ระดับสูงกว่านี้ ถึงจะก้าวหน้าต่อไปได้"
ลั่วหงพึมพำกับตัวเอง ลืมตาขึ้นแล้วก้าวเดินออกจากค่ายกลรวบรวมวิญญาณ เป็นการประกาศสิ้นสุดการเก็บตัวตลอดสามเดือน
หลังจากออกจากฌาน ลั่วหงไม่ได้รีบไปขอเคล็ดวิชาจากหลี่หัวหยวนทันที แต่กลับไปนั่งที่เตียง ฝนหมึกตวัดพู่กัน บันทึกความเข้าใจที่ได้รับจากการสร้างรากฐานลงไป
ตรวจสอบความบริสุทธิ์ของพลังเวทหลังสร้างรากฐาน ยังคงอยู่ที่ 10 ไม่เปลี่ยนแปลง
เรื่องนี้สมเหตุสมผลอยู่แล้ว การเปลี่ยนจากสถานะก๊าซเป็นของเหลว เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรวมตัวของอนุภาควิญญาณ ไม่เกี่ยวกับความบริสุทธิ์
เปรียบเหมือนไอน้ำที่ควบแน่นเป็นน้ำ มันก็ยังคงเป็นน้ำวันยังค่ำ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนสถานะทำให้ปริมาตรของพลังเวทเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลให้ความจุตันเถียนของลั่วหงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
"ความจุตันเถียน 64,000 หน่วย... เกรงว่ากว่าข้าจะฝึกไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานระยะปลาย ก็คงไม่เจอคอขวดอะไรอีกแล้ว"
ลั่วหงหัวเราะเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ เมื่อวางพู่กันลง เขาก็พบว่าสมุดบันทึกผลงานวิจัยเล่มเปล่าของเขา ถูกเขียนจนเกือบจะเต็มเล่มแล้ว
"อืม~ ควรตั้งชื่อสักหน่อย วันหลังจะได้หาเจอ"
ลั่วหงปิดสมุดบันทึกปุถุชนที่ไร้ซึ่งกลิ่นอายวิญญาณเล่มนี้ลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจรดพู่กันเขียนลงบนหน้าปกว่า
"บันทึกลับสามสมบัติหงจวิน"
...
สำนักหวงเฟิงกู่, ถ้ำเซียนของหลี่หัวหยวน
หลายปีมานี้ ลั่วหงต้องมาถวายสุราวิญญาณทุกปี จึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี ไม่ต้องมีคนนำทาง เขาหยิบป้ายหยกผ่านทางออกมา แล้วเดินทะลุค่ายกลใหญ่ไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูถ้ำ
ยังไม่ทันที่ลั่วหงจะใช้ยันต์สื่อสาร เสียงของหลี่หัวหยวนก็ดังขึ้นข้างหู
"เจ้ามาได้รวดเร็วดีนี่ หรือคิดว่าข้าจะผิดสัญญาหรืออย่างไร เข้ามาสิ"
สิ้นเสียงลง ม่านพลังที่หน้าประตูก็สลายหายไป ลั่วหงเดินผ่านม่านน้ำและหุบเขาเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงนกและกลิ่นหอมของดอกไม้ เข้าสู่โถงถ้ำด้านใน
ภายในโถงถ้ำ ลั่วหงได้พบกับอาจารย์หลี่หัวหยวน และข้างกายเขายังมีสตรีโฉมงามวัยประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีนั่งอยู่ด้วย คาดว่าคงเป็น 'ซือเหนียง' (ภรรยาอาจารย์) ของเขา
จะว่าไปลั่วหงมาที่นี่ตั้งหลายครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบซือเหนียง จึงรีบเข้าไปคารวะทำความเคารพตามมารยาท
"เจ้าคือลั่วหงหรือ? ช่วงนี้สามีข้าเอ่ยถึงเจ้าอยู่บ่อยๆ บอกว่าเจ้าจะสร้างรากฐานสำเร็จและมาคารวะในเร็วๆ นี้ แถมยังเจาะจงให้ข้าออกจากฌานมาดูตัวเจ้าเสียหน่อย
อืม... ท่าทางองอาจผ่าเผย หน้าตาไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้ามีสตรีในดวงใจหรือยัง? อยากให้ซือเหนียงแนะนำศิษย์น้องหญิงระดับสร้างรากฐานในสำนักให้สักสองคนไหม?"
ซือเหนียงผู้นี้ของลั่วหงมีน้ำเสียงอ่อนหวานไพเราะ เป็นแบบฉบับของสาวงามแห่งแดนเจียงหนานโดยแท้ แต่การกระทำที่เพิ่งเจอกันปุ๊บก็จะแนะนำคู่ครองให้ปั๊บนี้ ทำเอาลั่วหงตกใจแทบแย่
คงไม่ใช่ 'ตงเซวียนเอ๋อร์' ยัยปีศาจสาวที่ชอบปั่นหัวผู้ชายเล่นคนนั้นหรอกนะ?!
อีกอย่างนะ ซือเหนียง ท่านจะอวยอะไรก็ได้ แต่อย่าอวยเรื่องหน้าตาได้ไหม ข้ารู้สึกเหมือนโดนด่าอ้อมๆ ยังไงไม่รู้
สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของลั่วหง ทำให้ทั้งหลี่หัวหยวนและภรรยาต่างชะงักไป หลี่หัวหยวนจึงถามด้วยความประหลาดใจ:
"หรือว่าฮูหยินข้าจะพูดแทงใจดำ เจ้ามีคนในใจอยู่แล้วจริงๆ รึ? คงไม่ใช่แม่หนู 'หลี่เสี่ยวชิง' หรอกนะ?"
คำถามนี้ทำเอาลั่วหงไปไม่เป็น จะให้มั่วซั่วบอกว่าชอบหลี่เสี่ยวชิงก็ไม่ได้ ขืนพูดไปเดือนหน้าเขาคงได้เลี้ยงเหล้ามงคลฮั่นเหล่าม๋อแน่ แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีคนในใจก็ไม่ได้อีก ไม่อย่างนั้นถ้าโดนจับคู่กับตงเซวียนเอ๋อร์ขึ้นมา งานชุมนุมชิงสมบัติที่ 'ป้อมตระกูลเยี่ยน' เขาก็มีโอกาสแปดส่วนที่ต้องถูกลากไปเอี่ยวด้วย
ที่นั่นมันกับดักของ 'สำนักวิญญาณภูต' ชัดๆ แถมยังมีผู้อาวุโสระดับหลอมแกนดักซุ่มอยู่ ลั่วหงไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงวัดดวงด้วยหรอก
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วหงก็ตัดสินใจพูดความจริงที่หาได้ยากยิ่งต่อหน้าหลี่หัวหยวน
"ศิษย์มีคนที่หมายปองแล้วขอรับ แต่ไม่ใช่ศิษย์น้องหลี่เสี่ยวชิง และไม่ใช่ผู้ฝึกตนของสำนักหวงเฟิงกู่ แต่เป็นผู้ฝึกตนหญิงระดับสร้างรากฐานของสำนักจันทราอำพราง นามว่าอวี๋รั่วซีขอรับ"
กล่าวจบ ลั่วหงก็ก้มหน้าลง เตรียมรอรับคำตำหนิจากหลี่หัวหยวน
"ศิษย์หญิงสำนักจันทราอำพราง? ศิษย์ข้า เจ้าคงไม่ได้คิดไปเองฝ่ายเดียวหรอกนะ"
ผิดคาด หลี่หัวหยวนไม่ได้ดุด่าเสียงดัง แต่กลับขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด
"ศิษย์รู้จักกับนางตั้งแต่สมัยขอบเขตกลั่นลมปราณ และเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชาตินี้ศิษย์ไม่ขอแต่งกับใครนอกจากนางขอรับ!"
ลั่วหงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง แต่เป้าหมายหลักก็เพื่อตัดบทไม่ให้สองสามีภรรยาคู่นี้ยัดเยียดตงเซวียนเอ๋อร์ให้เขาต่างหาก
ความจริงแล้ว ลั่วหงก็มีความรู้สึกดีๆ ให้อวี๋รั่วซีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ถึงขั้น 'ไม่ใช่นางไม่ขอแต่ง' หรอก มันออกแนว... เคยสัมผัสเรือนร่างอันบอบบางของอวี๋รั่วซีมาแล้ว ก็เลยติดใจอยากลิ้มลองอีกสักครั้งมากกว่า
พูดง่ายๆ ก็คือ... เอ็งมันหน้าหม้อ หลงใหลในเรือนร่างของอวี๋รั่วซีนั่นแหละ
ลั่วหงยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน เป็นผู้ชายมีความหื่นบ้างเป็นเรื่องปกติ
"เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้ว? ถ้าอย่างนั้นก็มีความหวังสูงเลยสิ ฮ่าฮ่า!"
จู่ๆ หลี่หัวหยวนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ทำเอาลั่วหงและภรรยาถึงกับงุนงง
"ท่านพี่ ศิษย์หญิงสำนักจันทราอำพรางเชี่ยวชาญวิชาเสน่ห์ ท่านไม่กลัวศิษย์รักของท่านจะหลงกลพวกนางหรือ?"
ซือเหนียงของลั่วหงดูไม่ค่อยพอใจ นางขมวดคิ้วเรียวสวย เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้
"ฮ่าฮ่า ก็เพราะเป็นศิษย์หญิงสำนักจันทราอำพรางนี่แหละถึงจะดี! เจ้าเฒ่าประหลาดฉยงคิดจะมาขุดศิษย์ข้า คราวนี้รอดูศิษย์ข้าไปขุดศิษย์หญิงสำนักจันทราอำพรางของมันกลับมาบ้าง! ฮ่าฮ่า ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก!"
สรุปคือ... อาจารย์แค่ผูกใจเจ็บเรื่องเฒ่าประหลาดฉยงสินะ อาจารย์ท่านช่างขี้งอนเสียจริง
ลั่วหงแอบค่อนขอดในใจ
"เชอะ ตามใจพวกท่านเถอะ! ข้าไปฝึกวิชาดีกว่า!"
เมื่อเห็นสามีเป็นเช่นนี้ ซือเหนียงก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความระอา นางปรายตามองลั่วหงด้วยความเสียดายแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินจากไป
ดูเหมือนจะเห็นลั่วหงมีสีหน้ากังวล หลี่หัวหยวนจึงอธิบายขึ้นมาเองว่า:
"ศิษย์รัก เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องซือเหนียงของเจ้า นางแค่ได้ยินกิตติศัพท์ความสามารถของเจ้า ก็เลยอยากจะเป็นแม่สื่อแม่ชักให้บรรดาน้องสาวของนางเท่านั้นแหละ
ยังมาบอกว่า 'น้ำดีไม่ควรไหลเข้าคนอื่น' นางไม่ทันคิดเลยว่าตัวเองนับพี่นับน้องกับศิษย์หญิงระดับสร้างรากฐานพวกนั้น ถ้าศิษย์ข้าไปแต่งกับพวกนาง ลำดับศักดิ์มิยุ่งเหยิงไปหมดหรือ
ยังดีที่เจ้าเข้าใจการส่งสายตาของอาจารย์ เรื่องแม่นางสำนักจันทราอำพรางคนนั้นช่างมันเถอะ อาจารย์จะไม่ขัดขวางเจ้า ทุกอย่างปล่อยไปตามวาสนา"
ที่แท้เป็นเช่นนี้ ก็ว่าแล้ว การจะบำเพ็ญคู่กับศิษย์หญิงต่างสำนักมันจะไปง่ายดายขนาดนั้นได้ยังไง
แต่เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ถ้ายอมตามใจซือเหนียง มิกลายเป็นว่าต้องเรียกหลี่หัวหยวนว่าอาจารย์ แต่หลี่หัวหยวนต้องเรียกว่าน้องเขยงั้นเหรอ?
นี่มันความสัมพันธ์บ้าบออะไรกันเนี่ย!
"ขอบพระคุณอาจารย์ที่ช่วยส่งเสริมขอรับ"
ลั่วหงยินดีปรีดาที่รอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้
"อืม ในเมื่อซือเหนียงของเจ้าไปแล้ว ก็มาคุยธุระสำคัญกัน
ตอนนี้เจ้าสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ย่อมสามารถเป็น 'ศิษย์อย่างเป็นทางการ' ของข้า หลี่หัวหยวนได้ นี่คือป้ายหยกประจำตัวศิษย์อย่างเป็นทางการ อาจารย์ได้ลงอาคมไว้ ยามคับขันเจ้าสามารถใช้มันเรียก 'เพลิงสัจธรรมสามหยาง' ออกมาช่วยเจ้าให้พ้นภัยได้"
หลี่หัวหยวนโยนป้ายหยกสีแดงฉานชิ้นหนึ่งมาให้ มันดูเล็กกะทัดรัดและประณีต บนป้ายมีตัวอักษร "แปด" สลักอยู่
ลั่วหงรับป้ายหยกมาแขวนที่เอวทันที แล้วก้มกายคารวะอย่างนอบน้อม
"ศิษย์ลั่วหง คารวะท่านอาจารย์"
----------