- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 95 เคล็ดวิชาและเป้าหมายเล็กๆ
บทที่ 95 เคล็ดวิชาและเป้าหมายเล็กๆ
บทที่ 95 เคล็ดวิชาและเป้าหมายเล็กๆ
"อาจารย์ไม่ชอบพิธีรีตองยืดเยื้อ เมื่อเจ้าทำความเคารพแล้ว ก็ถือว่าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของข้า หลี่หัวหยวน เช่นนั้นแล้ว ในฐานะอาจารย์ก็มีบางเรื่องที่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจนตามหน้าที่
ในเมื่อข้ารับปากเจ้าไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะให้ยืมอ่านเคล็ดวิชาทั้งหมดในมือที่เหมาะสมกับเจ้า ข้าย่อมไม่กลับคำ
การเลือกฝึกเคล็ดวิชาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้ฝึกตนทั้งชีวิต ศิษย์รักเจ้ามีความรอบคอบ อยากจะเปรียบเทียบให้ถ้วนถี่ก่อนตัดสินใจ อาจารย์ก็เข้าใจได้
แต่ทว่า เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าเคล็ดวิชานั้นแท้จริงแล้วสามารถแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสามประเภท?"
เมื่อเริ่มพูดถึงเรื่องการงาน หลี่หัวหยวนก็กลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมและดูน่าเกรงขามอีกครั้ง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ศิษย์พอจะได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ"
ลั่วหงกำลังอยากฟังความเข้าใจของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกนที่มีต่อเคล็ดวิชาอยู่พอดี จึงเอ่ยรับคำของหลี่หัวหยวนไปตามน้ำ
"ประเภทแรก เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนที่รู้ตัวว่าหมดหวังในการหลอมแกน เคล็ดวิชาประเภทนี้เมื่อฝึกสำเร็จจะมีอานุภาพร้ายกาจ มีท่าไม้ตายที่ทรงพลัง ทำให้ได้เปรียบอย่างมากในการประลองเวท บางวิชาถึงขั้นทำให้สามารถข้ามระดับไปต่อกรกับศัตรูที่มีตบะสูงกว่าได้
แต่เคล็ดวิชาประเภทนี้มักจะมีผลลัพธ์ในการเพิ่มพูนพลังเวทที่ไม่น่าพอใจนัก ด้วยอายุขัยสองร้อยปีของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน แค่จะฝึกไปให้ถึงสร้างรากฐานระยะปลายก็ยากแสนเข็ญแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก้าวหน้าไปสู่ระดับหลอมแกนเลย"
หลี่หัวหยวนพูดอธิบายอย่างตั้งใจ พลางตบถุงสมบัติที่เอวเบาๆ เรียกหยกบันทึกสีดำและสีขาวออกมาสองชิ้น ให้ลอยอยู่กลางอากาศ
คาดว่าหยกบันทึกสองชิ้นนี้คงเป็นเคล็ดวิชาประเภทแรก ดูเหมือนอาจารย์จะเตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว
"เคล็ดวิชาประเภทที่สอง ตรงข้ามกับประเภทแรกอย่างสิ้นเชิง พวกมันฝึกง่ายและก้าวหน้าไว ผลลัพธ์ในการเพิ่มพูนพลังเวทน่าตื่นตาตื่นใจมาก ทำให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมีโอกาสสัมผัสถึงคอขวดของระดับหลอมแกนได้ในช่วงชีวิต
แต่ท่าไม้ตายที่ได้จากเคล็ดวิชานี้นั้นอ่อนแอจนน่าสงสาร หากใช้วิชานี้ไปสู้กับใคร ก็เท่ากับรนหาที่ตาย ดังนั้นมันจึงเหมาะกับผู้บำเพ็ญเพียรสายสันโดษที่ไม่ชอบการต่อสู้แย่งชิง และไม่สนใจลาภยศชื่อเสียง"
เมื่อพูดถึงเคล็ดวิชาประเภทที่สองจบ หลี่หัวหยวนก็หยิบหยกบันทึกสีฟ้าออกมาเพียงชิ้นเดียว และวางแยกไว้ต่างหากจากสองชิ้นเมื่อครู่
"ส่วนเคล็ดวิชาประเภทที่สาม คือเคล็ดวิชาระดับสุดยอดที่หาได้ยากยิ่ง! ผู้ที่ฝึกเคล็ดวิชาเหล่านี้สำเร็จไม่เพียงแต่จะมีอานุภาพร้ายกาจไร้คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน แต่ความเร็วในการเพิ่มพูนพลังเวทก็รวดเร็วอย่างยิ่งเช่นกัน
ฟังดูเหมือนจะเป็นการรวมข้อดีของสองประเภทแรกเข้าด้วยกัน โดยไม่มีข้อเสียเลยใช่ไหม ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก
แต่ศิษย์รัก เจ้าต้องจำไว้ว่า เงื่อนไขที่จะได้รับผลประโยชน์เหล่านี้คือเจ้าต้องฝึกมันให้สำเร็จ!
เคล็ดวิชาระดับสุดยอดนั้นไม่เพียงแต่มีเงื่อนไขในการฝึกที่ยุ่งยากมากมาย แต่ยังอันตรายอย่างยิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจถึงแก่ชีวิต ศิษย์พี่ทั้งเจ็ดของเจ้าไม่มีใครเลือกฝึกวิชาประเภทนี้เลย หากไม่ใช่เพราะมีพรสวรรค์ที่เข้ากันได้กับเคล็ดวิชานั้นอย่างที่สุด อาจารย์ขอแนะนำว่าอย่าได้ริอ่านไปฝึกมันเชียว
อาจารย์ยังอยากดื่มสุราวิญญาณที่เจ้าหมักไปอีกนานๆ นะ!"
หลี่หัวหยวนหยิบหยกบันทึกออกมาอีกสองชิ้นด้วยสีหน้าจริงจัง นั่นคือเคล็ดวิชาระดับสุดยอดที่หายากยิ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า
"น่าเสียดาย หากสามารถหาเคล็ดวิชาที่เข้ากับ 'กายา' ของเจ้าได้ เกรงว่าชาตินี้เจ้าคงมีโอกาสสูงมากที่จะได้หลอมแกน"
วิชาวารีธาตุรูปแบบพิเศษที่ลั่วหงใช้นั้น ย่อมไม่อาจรอดพ้นสายตาของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกนไปได้ ประกอบกับลั่วหงใช้วิธีเจริญภาวนาแบบยันต์หยกที่พัฒนามาจากแนวคิดเรื่องกายา ดังนั้นการที่หลี่หัวหยวนจะเข้าใจผิดว่าเขามีกายาพิเศษบางอย่างจึงเป็นเรื่องปกติ
หลี่หัวหยวนถึงกับลงทุนไปเยี่ยมเยียนสหายระดับหลอมแกนในสำนักหลายท่านเพื่อสอบถามเรื่องเคล็ดวิชาให้ลั่วหง แต่กลับคว้าน้ำเหลว
สำหรับเรื่องพรสวรรค์ทางกายาที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาของลั่วหงนั้น ไม่มีใครรู้สึกแปลกใจ เพราะกายาไม่เหมือนกับรากวิญญาณ นอกจากไม่กี่ชนิดที่พบบ่อยและตรวจสอบได้ ที่เหลือก็มักจะเป็นเหมือนกรณีของลั่วหง คือผู้ฝึกตนเพิ่งจะมาตื่นรู้เอาในระหว่างการบำเพ็ญเพียร
ในตำราโบราณถึงกับมีบันทึกเรื่องราวของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกนคนหนึ่ง ที่กายาเพิ่งจะมาตื่นรู้เอาตอนหลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับหลอมแกนแล้วด้วยซ้ำ
"หยกบันทึกห้าชิ้นนี้เจ้ารับไป เลือกฝึกเพียงวิชาเดียวก็พอ จำไว้ว่าโลภมากลาภจะหาย"
หลี่หัวหยวนโบกมือวูบหนึ่ง หยกบันทึกทั้งห้าชิ้นก็ร่อนลงบนฝ่ามือที่แบรับของลั่วหงราวกับนกนางแอ่น
"ศิษย์ขอน้อมรับคำสั่งสอน ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาขอรับ"
ลั่วหงเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ รีบเก็บหยกบันทึกแล้วคารวะขอบคุณ
"อีกอย่าง ยังมีเรื่องจุกจิกอีกเรื่องที่ต้องบอกเจ้า
เดิมทีศิษย์สำนักหวงเฟิงกู่ของข้าเมื่อสร้างรากฐานสำเร็จ จะมีสิทธิ์ไปเปิดถ้ำเซียนในเทือกเขาไท่เยว่ได้ แต่ข้าคิดว่าเจ้าคงตัดใจทิ้งสวนฟางหัวไปไม่ได้แน่ ข้าจึงตัดสินใจยกสวนฟางหัวให้เจ้าดูแลจัดการอย่างเบ็ดเสร็จไปเลย
ต่อไปในแต่ละปี เจ้าสามารถหักส่วนแบ่งสองพันชั่งจากข้าววิญญาณสามหมื่นสองพันชั่งที่ต้องส่งมอบให้สำนัก เก็บไว้เป็นค่าตอบแทนในการดูแลสวนฟางหัวได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ศิลาวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนที่สำนักแจกจ่ายให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานทุกปี ก็จะไม่มีส่วนของเจ้าแล้วนะ"
หลี่หัวหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่รู้สึกว่าการตัดสินใจแทนลั่วหงจะมีอะไรผิด เพราะตามราคาตลาดแล้ว ข้าววิญญาณสองพันชั่งก็มีมูลค่าเท่ากับศิลาวิญญาณระดับกลางสองก้อนอยู่แล้ว
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่คิดเผื่อศิษย์ถึงเพียงนี้ ต่อไปศิษย์จะตั้งใจหมักสุราวิญญาณที่ดียิ่งขึ้นมาถวายอาจารย์ให้ได้ขอรับ!"
ลั่วหงเดาเจตนาที่แท้จริงของหลี่หัวหยวนออกได้ในทันที แต่สิ่งที่อาจารย์ทำนั้นเข้าทางเขาพอดี เขาจึงตอบรับความหวังดีนี้ด้วยความยินดีปรีดา
จากนั้น หลี่หัวหยวนก็กำชับสั่งสอนลั่วหงอีกพักใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับขั้วอำนาจต่างๆ ภายในสำนักหวงเฟิงกู่ให้เขารู้ไว้ เพื่อจะได้ไม่ไปล่วงเกินใครเข้าจนเกิดเรื่องเกิดราวในภายภาคหน้า
หลายชั่วยามต่อมา ลั่วหงก็กลับมาถึงสวนฟางหัว เขาเหาะลอยตัวอยู่เหนือมหาค่ายกล ในมือถือแผ่นค่ายกลอันหนึ่ง พลางขยับปรับแต่งไปมา ปากก็ท่องคาถาพึมพำ
ไม่นานนัก ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งออกจากแผ่นค่ายกล ยิงลงไปกระทบมหาค่ายกลป้องกันด้านล่าง จนพื้นผิวของมันกระเพื่อมไหวราวกับระลอกน้ำ
"สำเร็จ ต่อไปมหาค่ายกลป้องกันแห่งนี้ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของข้าโดยสมบูรณ์"
ผลผลิตของสวนฟางหัวในแต่ละปีนั้นมีจำนวนไม่น้อย ทางสำนักย่อมไม่ขี้เหนียวถึงขนาดใช้แค่ค่ายกลพรางตามาหลอกเด็ก แต่ได้วาง 'ค่ายกลกระดองเต่าวารีธาตุ' ที่มีพลังป้องกันสูงเยี่ยมเอาไว้ ระดับต่ำกว่าหลอมแกนอย่าได้หวังจะทำลายเข้ามาได้ง่ายๆ
เดิมทีลั่วหงมีสิทธิ์แค่เข้าออกค่ายกลนี้ได้อย่างอิสระเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาสามารถควบคุมการเปิดปิดและการปรับแต่งรายละเอียดบางอย่างได้แล้ว
ลั่วหงจัดการปรับแต่งทันที เพื่อให้เขาสามารถวาง 'ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้' ลงในสวนเพื่อครอบคลุมเรือนหลังเล็กของเขาได้
หลังจากวางค่ายกลเสร็จ ลั่วหงก็เข้ามาในห้องโถงของเรือนเล็ก นำหยกบันทึกทั้งห้าชิ้นที่เพิ่งได้มาวางเรียงบนโต๊ะตามการจำแนกสามประเภท
"ข้าเพิ่งจะสร้างรากฐาน ที่จริงยังมีธุระปะปังอีกมากมายให้ต้องจัดการ แต่การเลือกฝึกเคล็ดวิชานั้นสำคัญเกินไป
หากเลือกผิด การจะเปลี่ยนวิชาฝึกใหม่นั้นยากลำบากอย่างยิ่ง และอาจทำให้ชาตินี้ไม่มีวาสนาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปลงจิต เพื่อจุติสู่แดนวิญญาณได้เลย
ดังนั้น หากยังไม่ตัดสินใจเรื่องเคล็ดวิชาให้เด็ดขาด ข้าก็คงทำอะไรไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย"
สำหรับวิธีการเลือกเคล็ดวิชา ลั่วหงจะไม่ยึดตามการจำแนกสามประเภทที่มีอยู่ แต่เขามีมาตรฐานของตัวเอง
มาตรฐานชุดนี้มาจากเป้าหมายเล็กๆ เป้าหมายหนึ่งของเขา นั่นก็คือ... เขาอยากจะเก่งกว่าฮั่นเหล่าม๋อสักนิดหน่อย
เป้าหมายฟังดูเล็กจ้อย แต่ความยากนั้นเรียกได้ว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
----------