- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 84 ยัยนี่คิดจะให้ข้า 'รับช่วงต่อ' หรือไง
บทที่ 84 ยัยนี่คิดจะให้ข้า 'รับช่วงต่อ' หรือไง
บทที่ 84 ยัยนี่คิดจะให้ข้า 'รับช่วงต่อ' หรือไง
ภายในเขตหวงห้าม หลังจากจัดการผู้ทดสอบชุดแรกไปได้ไม่นาน ลั่วหงก็ต้อนรับเหล่าศิษย์ยอดฝีมือจากแต่ละสำนักที่ทยอยออกมาจากพื้นที่ส่วนกลาง และตอนนี้คือกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าแผนการของเขาจะสำเร็จหรือไม่
เช่นเดียวกับศิษย์ชุดแรก เมื่อหานเทียนหยาและคนอื่นๆ พบเห็นม่านพิรุณประหลาดที่ทางออก ต่างก็ระงับสติอารมณ์โดยมิได้นัดหมาย ไม่มีการเข่นฆ่ากันที่หน้าทางออกเหมือนการทดสอบครั้งก่อนๆ
"พี่จง สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ดูออกไหมว่าฝนประหลาดนี่มีลูกไม้อะไร?"
หานเทียนหยาเอ่ยถามด้วยความร้อนรน เขาไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก ยิ่งรอนาน โอกาสที่จะได้เจอหน้ากับเจ้าคนแซ่จัวนั่นก็ยิ่งมากขึั้น
จงอู๋เรียกฝูงผึ้งที่ปล่อยออกไปกลับคืนมา สีหน้าดูแปลกพิกล ก่อนจะกล่าวด้วยความฉงนว่า
"ฝนนี้ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร นอกจากมีปราณวิญญาณธาตุน้ำหนาแน่นกว่าปกติ ก็ไม่มีอันตรายใดๆ เลย"
แม้ความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่สัญชาตญาณบอกจงอู๋ว่า คนที่ลงทุนสร้างเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมไม่ได้แค่หวังดีอยากให้พวกเขาอาบน้ำล้างตัวก่อนออกไปแน่
"ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน พื้นที่นี้ย่อมมีคนวางค่ายกลเอาไว้แน่นอน หากพวกท่านไม่มีวิธีทำลายค่ายกล ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเสียเวลาอยู่ที่นี่ สู้พวกเราผนึกกำลังบุกฝ่าค่ายกลนี้เข้าไปด้วยกันดีกว่า"
ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเล เฉินฟางเซิ่งก็ตะโกนเสนอความคิดเห็นขึ้นมา
ด้วยสถานะคุณชายใหญ่ตระกูลเฉิน ทำให้คำพูดของเขาค่อนข้างมีน้ำหนัก บวกกับตอนนี้ก็ไม่มีหนทางอื่นจริงๆ หลังจากมองหน้าปรึกษากันครู่หนึ่ง ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบๆ
ยอดฝีมือเหล่านี้แม้จะหยิ่งทระนงแต่ก็ไม่ได้โง่เขลา ไม่ว่าใครจะเป็นคนวางค่ายกล ย่อมต้องเตรียมการมาเป็นอย่างดี การฉายเดี่ยวเข้าไปย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้แน่นอน
"ดี ฟังคุณชายใหญ่เฉิน เชิญท่านนำทาง"
จงอู๋หัวเราะร่า ยื่นแขนขวาออกไป ทำท่าผายมือให้เฉินฟางเซิ่งเดินนำหน้า
"ทุกท่าน เฉินขอตัวล่วงหน้า"
ในเมื่อเป็นคนเสนอ เฉินฟางเซิ่งย่อมเตรียมใจที่จะเป็นทัพหน้าอยู่แล้ว เขาพาเฉินเฉี่ยวเชี่ยนเดินนำเข้าไปในม่านฝนเป็นกลุ่มแรก
จงอู๋และหานเทียนหยารักษาระยะห่างประมาณสิบจั้ง เดินตามหลังไปเงียบๆ
ถัดจากพวกเขาคือนักพรตจากสำนักชิงซวีห้าคน ชายหนุ่มชุดฟ้าจากป้อมเทียนเชว่ และคนอื่นๆ รวมแล้วสิบห้าคน ทุกคนล้วนมีตบะไม่ต่ำกว่าขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบสองขั้นสูง และในจำนวนนี้มีถึงสามคนที่เป็นยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบสาม
เมื่อเห็นคนกลุ่มนี้ก้าวเข้ามาในม่านฝน ลั่วหงก็เริ่มเตรียมตัว ไม่เพียงแต่เรียก 'หอกเขย่าภูผา' ออกมา แต่ยังหยิบยันต์หยกที่มีลวดลายสีเลือดแผ่นหนึ่งออกมาแขวนไว้ที่เอวในตำแหน่งที่หยิบใช้ได้ทันที
"มากันรวดเดียวสิบห้าคน ถ้าจัดการกลุ่มนี้ได้ ครั้งนี้ก็ถือว่ามั่นคงแล้ว"
ต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ ลั่วหงเองก็ไม่กล้าประมาท รวบรวมสมาธิจนถึงขีดสุด
แม้จะมองเห็นร่างของลั่วหงตั้งแต่ระยะเจ็ดแปดสิบจั้ง แต่เฉินฟางเซิ่งก็ยังเดินเข้าไปจนถึงระยะสามสิบจั้งค่อยหยุดเท้าลง
ระยะนี้คือขีดจำกัดของสัมผัสเทวะที่ผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณจะแผ่ออกไปได้ หากก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวก็จะเข้าสู่ระยะการต่อสู้ที่ดีที่สุด หากถอยหลังก็สามารถหลบหนีได้ง่าย
เฉินฟางเซิ่งชำเลืองมองศพศิษย์สำนักดาบยักษ์ที่นอนอยู่ไม่ไกล กำลังจะเอ่ยปาก แต่เสียงของลั่วหงก็ดังขึ้นเสียก่อน
"ในเมื่อทั้งสองเป็นศิษย์ร่วมสำนักหวงเฟิงกู่ จัวจะไม่สร้างความลำบากใจให้ เชิญออกไปได้เลย"
"ศิษย์น้องจัวจ้องมองตาเป็นมันขนาดนี้ จะให้ศิษย์พี่วางใจเดินเข้าช่องทางไปได้อย่างไร
ขอถามศิษย์น้องหน่อยเถอะ ว่ามาวางค่ายกลที่นี่ มีจุดประสงค์อันใด?"
ศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบในเขตหวงห้ามส่วนใหญ่ต่างก็ทำเพื่อโอสถสร้างรากฐาน กฎของสำนักหวงเฟิงกู่คือต้องใช้สมุนไพรสิบต้นแลกโอสถหนึ่งเม็ด เพื่อหนทางสู่สวรรค์ในก้าวเดียว การฆ่าฟันกันเองระหว่างศิษย์ร่วมสำนักจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพียงแค่คำพูดลอยๆ ของอีกฝ่าย เฉินฟางเซิ่งย่อมไม่กล้าเอาแผ่นหลังของตัวเองและน้องสาวไปเสี่ยง
"ทั้งสองไม่เชื่อใจจัวก็นับเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ประเดี๋ยวหากโดนลูกหลง ก็อย่าหาว่าจัวไม่เตือนล่วงหน้าก็แล้วกัน"
ลั่วหงหยุดสายตาอยู่ที่เฉินเฉี่ยวเชี่ยนครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปกล่าวกับกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังเฉินฟางเซิ่งว่า
"ทุกท่าน จัววางค่ายกลที่นี่ ไม่ได้ต้องการชีวิตพวกท่าน เพียงแค่ส่งมอบสมุนไพรวิญญาณอายุสามร้อยปีขึ้นไปคนละสองต้น จัวก็จะปล่อยพวกท่านผ่านไป
หากยังตัดสินใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จัวให้เวลาพวกท่านไตร่ตรอง แต่จงจำไว้ว่า... ผู้ล้ำเส้นตาย!"
"น้ำหน้าอย่างแกน่ะเรอะ! คิดว่าแค่ขู่แค่นี้ จะหยุดพวกเราได้!"
ชายหนุ่มชุดฟ้าจากป้อมเทียนเชว่ไม่เคยถูกกดขี่เช่นนี้มาก่อน จึงตะโกนด่าออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที
แต่เขาก็ทำได้แค่ตะโกน ขาไม่ได้ขยับแม้แต่ก้าวเดียว ดวงตากลอกกลิ้งสังเกตสีหน้าผู้ทดสอบคนอื่น เห็นได้ชัดว่าต้องการยุยงให้คนอื่นออกไปลองของ
"ประสกม้าพูดได้ถูกต้อง อาตมาขอเตือนประสกจัวว่าอย่าได้ทำลายอนาคตตัวเอง ในหมู่พวกเราไม่มีใครยอมมอบสมุนไพรที่แลกมาด้วยชีวิตให้หรอก และหากพวกเราร่วมมือกัน ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังไม่กล้ารับมือซึ่งหน้า
ประสกจัว โลภมากมักลาภหาย อย่าได้เพราะความคิดชั่ววูบ มาทำลายตบะที่บำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากเลย"
นักพรตท่าทางปัญญาชนจากสำนักชิงซวีที่ยืนอยู่ท่ามกลางศิษย์น้องทั้งสี่ กล่าว 'ตักเตือนด้วยความหวังดี' อย่างมั่นอกมั่นใจ
ทว่าสิ้นเสียงเขาไม่ทันไร หานเทียนหยาก็เดินฝ่าฝูงชนออกมา โยน 'ผลวิญญาณสวรรค์' (เทียนหลิงกั๋ว) อายุสามร้อยปีสองลูกออกไป แล้วกระโดดเข้าช่องทางไปโดยไม่หันกลับมามอง
สำหรับหานเทียนหยาแล้ว การขาดผลวิญญาณสวรรค์ไปสองลูกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแลกโอสถสร้างรากฐานจากทางสำนัก สิ่งที่เสียไปจริงๆ ก็แค่หน้าตาเล็กน้อยเท่านั้น หากเทียบกับการได้หลีกเลี่ยงดาวหายนะตรงหน้านี้ ความเสียหายแค่นี้เขากลับรู้สึกว่าคุ้มค่าแสนถูก
การกระทำของหานเทียนหยาเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนแม้แต่จงอู๋ที่อยู่ข้างๆ ก็ยังตั้งตัวไม่ทัน คนอื่นๆ ต่างพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง โดยเฉพาะนักพรตปัญญาชนผู้นั้นที่รู้สึกเจ็บแสบที่ใบหน้าราวกับโดนตบ จนหน้าแดงก่ำขึ้นมา
ลั่วหงเก็บผลวิญญาณสวรรค์มา พลางนึกชื่นชมหานเทียนหยาในใจ
คนผู้นี้แม้จะดูตุ้งติ้งไปบ้าง แต่กลับเป็นคนมีเหตุผล รู้จักคิดคำนวณผลได้ผลเสีย
จงอู๋เห็นหานเทียนหยาชิ่งหนีทิ้งตนไปดื้อๆ ก็แทบเต้นเร่าๆ ด้วยความโมโห สมุนไพรในมือเขามีจำนวนพอๆ กับหานเทียนหยา แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังทำใจมอบให้ไม่ได้ จึงขยับเข้าไปรวมกลุ่มกับศิษย์สำนักสัตว์อสูรอีกสองคนที่อยู่ใกล้ๆ แทน
"ทั้งสองท่านยังไม่ไปอีกหรือ?"
ลั่วหงเพียงต้องการช่วยให้หลี่หัวหยวนชนะพนัน ดังนั้นจะเป็นเขาที่นำสมุนไพรออกไป หรือให้ศิษย์หวงเฟิงกู่คนอื่นนำออกไป ก็มีค่าเท่ากัน
การที่สองพี่น้องตระกูลเฉินรั้งอยู่ที่นี่ มีแต่จะเกะกะขวางทางเขา
โดยเฉพาะเฉินเฉี่ยวเชี่ยน นางมีความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงกับ 'ฮั่นเหล่าม๋อ' หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น วันข้างหน้าอาจจะนำความยุ่งยากมาให้เขาไม่น้อย
อย่างไรเสีย ตัวตนปลอมๆ อย่าง 'จัวปู้ฝาน' นี้ คนที่รู้เรื่องภายในไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ช่วงแรกๆ อาจจะปิดบังได้ แต่หลังจากนี้ก็ยากจะบอก
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ลั่วหงก็คงสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ถึงเรื่องในวันนี้จะถูกเปิดเผย ก็คงไม่มีผลกระทบอะไรกับเขามากนัก
เฉินฟางเซิ่งพยักหน้าเล็กน้อย สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำนั้นบ้าบิ่นเกินไป หากเกิดการปะทะกันขึ้น ต่อให้เขาไม่ลงมือ ก็อาจพลอยโดนหางเลขไปด้วยในฐานะศิษย์หวงเฟิงกู่
แม้เขาจะพอเดาได้ว่าการกระทำของอีกฝ่ายน่าจะได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสหลี่ แต่ตระกูลเฉินของเขามีกิจการใหญ่โต จะให้ไปล่วงเกินตระกูลผู้ฝึกเซียนกว่าครึ่งค่อนแคว้นเยว่เพื่อเอาใจผู้อาวุโสในสำนักเพียงคนเดียว ย่อมไม่ใช่เรื่องฉลาด
ดังนั้น การถอยออกไปก่อน จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ทว่า ยังไม่ทันที่เฉินฟางเซิ่งจะตอบรับ เฉินเฉี่ยวเชี่ยนกลับชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"ศิษย์พี่จัว คนในวันนั้นคือท่านใช่ไหม!?"
เฉินเฉี่ยวเชี่ยนแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกายวูบวาบ เต็มไปด้วยความชื่นชมระคนเอียงอาย ลืมคำกำชับของพี่ชายก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
วันนั้น?
ลั่วหงสะดุ้งโหยงในใจ... ยัยนี่คิดจะให้ข้า 'รับช่วงต่อ' หรือไง!
----------