- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 83 ท่ามกลางคลื่นลม
บทที่ 83 ท่ามกลางคลื่นลม
บทที่ 83 ท่ามกลางคลื่นลม
ภายนอกเขตหวงห้าม ผู้คนจากเจ็ดสำนักต่างกำลังเฝ้ารอให้ศิษย์ของตนออกมา
เนื่องจากจำนวนสมุนไพรวิญญาณที่เก็บรวบรวมได้ มีผลต่อส่วนแบ่ง 'โอสถสร้างรากฐาน' ผู้ดูแลขอบเขตสร้างรากฐานที่อยู่ในเหตุการณ์จึงดูตึงเครียดกันเล็กน้อย เพราะผลลัพธ์ในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่องานของพวกเขาไปอีกหกสิบปีข้างหน้า
ช่องทางเปิดมาได้หนึ่งก้านธูปแล้ว แต่กลับยังไม่มีศิษย์คนใดเดินออกมาเลยสักคน นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการทดสอบครั้งที่ผ่านๆ มา
สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสระดับหลอมแกนเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะ 'หลี่หัวหยวน' ที่แสดงออกชัดเจนที่สุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลระคนกระวนกระวาย
ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนั่นจะรับมือไหวหรือเปล่า?
รอต่อไปอีกสักพัก นักพรตวัยกลางคนสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงก็เดินออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปทางกลุ่มคนของสำนักหวงเฟิงกู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปยังพื้นที่ของสำนักชิงซวี
"กลับมาแล้วหรือ ได้ของมาเท่าไหร่?"
สำหรับการกลับมาอย่างปลอดภัยของนักพรตวัยกลางคน 'นักพรตฟูอวิ๋น' ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เดิมทีเขาแค่ถามไปตามมารยาท แต่พอเห็นสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุดของลูกศิษย์ หัวใจเขาก็พลันกระตุกวูบ
ต้องรู้ว่า 'เน่ยตานมังกรวารีเส้นโลหิต' ที่เขาเอามาวางเดิมพันนั้น เขาต้องทุ่มเทสมบัติไปกว่าครึ่งตัวถึงจะแลกมาได้ หากต้องเสียมันไป เขาคงกระอักเลือดออกมาเป็นโอ่งแน่
นักพรตวัยกลางคนไม่กล้าสู้สายตาของผู้อาวุโสสำนักตนเอง ได้แต่ก้มหน้าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณทางออกเขตหวงห้ามออกมาตามความเป็นจริงอย่างละเอียดทุกประการ จากนั้นก็ยืนนิ่งรอรับโทสะ
"เจ้าก็ยอมส่งมอบให้มันไปดื้อๆ อย่างนั้นรึ!"
นักพรตฟูอวิ๋นโกรธจนหนวดกระดิก หากสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง การเดิมพันครั้งนี้เขาคงแพ้แน่แล้ว จึงตวาดถามเสียงดังลั่น
"ศิษย์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาจริงๆ ขอรับ"
นักพรตวัยกลางคนพอนึกย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกขวัญผวาไม่หาย ได้แต่ตอบเสียงสั่นภายใต้แรงกดดันวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกน
ท่าทีผิดปกติของนักพรตฟูอวิ๋นดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโสระดับหลอมแกนจากอีกหกสำนัก พวกเขาต่างมองมาด้วยความประหลาดใจ ต่อให้ศิษย์ในสังกัดเก็บสมุนไพรมาได้ไม่มาก ก็ไม่น่าจะโมโหโกรธาขนาดนี้นี่นา
มิหนำซ้ำ หลังจากดุด่าลูกศิษย์เสร็จ เขายังหันขวับไปจ้องมองหลี่หัวหยวนด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย หรือว่าศิษย์ของหวงเฟิงกู่กับชิงซวีจะเกิดการปะทะกันในเขตหวงห้ามเพราะการเดิมพันของสองคนนี้?
พอคิดได้แบบนี้ ผู้อาวุโสหลายคนก็เริ่มเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบรอดูเรื่องสนุกบนความทุกข์คนอื่น
หลี่หัวหยวนลอบยินดีในใจ จ้องตากลับไปที่นักพรตฟูอวิ๋นอย่างไม่เกรงกลัว ตอนนั้นที่เขาเสีย 'แก่นเหล็ก' ก้อนหนึ่งให้นักพรตจมูกวัวนี่ เขาต้องตรากตรำทำงานหนักถึงสิบปี วันนี้ในที่สุดก็ได้ระบายความแค้นเสียที
ในขณะที่คนของอีกห้าสำนักกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ภายในช่องทางก็มีศิษย์ทยอยเดินออกมาอีกเจ็ดคน นอกจากนักพรตน้อยและหญิงชุดเหลืองที่ร่ำลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์แล้ว อีกห้าคนที่เหลือต่างเดินคอตกกลับไปที่พื้นที่พักของสำนักตนเองด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสผู้นำทีมของ 'สำนักดาบยักษ์' ที่ยังไม่มีลูกศิษย์ออกมาเลยสักคน ก็ยังรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
เหล่าผู้อาวุโสต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เริ่มกังวลว่าเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเขตหวงห้ามหรือไม่ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของวงการผู้ฝึกเซียนแคว้นเยว่เชียวนะ
ตอนนี้คนเดียวที่ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ มีเพียง 'เทพธิดาหนีซาง' และ 'เฒ่าประหลาดฉยง' แห่งสำนักจันทราอำพรางเท่านั้น เพราะพวกเขามั่นใจในตัวหนานกงหว่านเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากศิษย์ทั้งห้าคนนั้นกลับไปถึงสำนัก ย่อมถูกผู้อาวุโสระดับหลอมแกนของตนซักไซ้ไล่เลียง จากนั้นสามในห้าคนก็ควักสมุนไพรวิญญาณออกมาหนึ่งต้นด้วยมือสั่นเทา ส่วนอีกสองคนถึงกับไม่มีออกมาเลยแม้แต่ต้นเดียว
โชคยังดีที่หลังจากทราบเรื่องราวเบื้องลึก ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างเบนเป้าความเกลียดชังไปที่สำนักหวงเฟิงกู่แทน ทำให้ศิษย์เหล่านี้รอดตัวไปได้ชั่วคราว
หลี่หัวหยวนหาได้เกรงกลัวสายตาเหล่านั้นไม่ มีกฎการทดสอบของเจ็ดสำนักค้ำคออยู่ คนพวกนี้อย่างมากก็ทำได้แค่จ้องตาเขม็งเท่านั้นแหละ
เมื่อเผชิญหน้ากับการกลับมาของหญิงชุดเหลือง หลี่หัวหยวนลูบเคราขาว พยายามควบคุมสีหน้าดีใจของตนเอง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เจอศิษย์พี่จัวของเจ้าแล้วใช่ไหม เขาเป็นอย่างไรบ้าง?"
หญิงชุดเหลืองไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากผู้อาวุโสในสำนักมาก่อน จึงรีบโค้งคำนับแล้วตอบว่า
"ศิษย์พี่จัวปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนเจ้าค่ะ แล้วเขายังฝากคำพูดประโยคหนึ่งมาให้ผู้อาวุโสด้วย"
"อืม เจ้าว่ามาให้ครบทุกตัวอักษร"
ลั่วหงได้ตกลงกับหลี่หัวหยวนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะให้ศิษย์หวงเฟิงกู่ที่ออกมาส่งข่าว ดังนั้นหลี่หัวหยวนจึงไม่แปลกใจ
"การใหญ่สำเร็จแล้ว โปรดรอฟังข่าวดีเจ้าค่ะ"
หญิงชุดเหลืองถ่ายทอดคำพูดตามคำสั่ง
"ฮ่าฮ่า ดี! ดีมาก! ยาขวดนี้เจ้าเอาไป เป็นรางวัลสำหรับความดีความชอบในการส่งข่าว!"
หลี่หัวหยวนระงับความปิติยินดีในอกไม่อยู่ หัวเราะลั่นออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะโยนขวดหยกให้หญิงชุดเหลือง
นึกไม่ถึงว่าจะได้รับรางวัลไม่คาดฝันเช่นนี้ หญิงชุดเหลืองดีใจจนเนื้อเต้น รีบกล่าวขอบคุณซ้ำๆ ก่อนจะถอยไปนั่งสมาธิฟื้นฟูพลังด้านข้าง
เวลานั้นเอง พวกนักพรตฟูอวิ๋นที่อัดอั้นตันใจอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงหัวเราะของหลี่หัวหยวน ก็อดรนทนไม่ไหวระเบิดอารมณ์ออกมาทันที!
"ประสกหลี่ ศิษย์หวงเฟิงกู่ของเจ้าทำตัวแบบนี้ ไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยหรือ!"
นักพรตฟูอวิ๋นมีความเป็นไปได้สูงที่จะสูญเสียทั้งผลประโยชน์ของสำนักและผลประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นคนที่นั่งไม่ติดที่สุด
"เกินไป? ตัวข้าแซ่หลี่ไม่เห็นจะรู้สึกแบบนั้น
ศิษย์เหล่านี้ก็รอดชีวิตออกมากันหมด สมุนไพรวิญญาณก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้นำกลับมาเลย แค่ขาดไปสองต้นเท่านั้น นี่ไม่นับว่าเป็นความเมตตาตามหลักวิถีเต๋าของพวกท่านหรอกรึ?"
ในเมื่อหัวเราะออกมาแล้ว หลี่หัวหยวนก็เลิกเสแสร้ง พูดตอกกลับไปอย่างมีเหตุผล
"หึ! ประสกหลี่คิดว่าตัวเองชนะแน่แล้วหรือ 'ห้าดาราชิงซวี' ของสำนักข้าไม่ได้มีชื่อเสียงแค่ลมปาก ประสกหลี่ทางที่ดีควรภาวนาให้ศิษย์ของตัวเองรีบถอนตัวออกมาแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า มิฉะนั้นสิ่งที่ทำมาจะสูญเปล่า!"
นักพรตฟูอวิ๋นสะบัดแขนเสื้อ กล่าวด้วยความหวังที่ยังหลงเหลืออยู่
แม้เขาจะโกรธจนหน้ามืดตามัวจนเกือบเสียกิริยา แต่สติสัมปชัญญะยังคงอยู่ เขารู้ดีว่าแผนการของอีกฝ่ายวางมาเสร็จสรรพแล้ว ยากที่จะสังหารได้ ความหวังเดียวคือบีบให้อีกฝ่ายต้องรีบหนีออกมา แบบนั้นเขาก็ยังมีโอกาสชนะ
"สหายเต๋าหลี่อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไปนัก 'คนคลั่งเฟิงเย่ว์' ของป้อมเทียนเชว่สำนักข้า ก็คงไม่ยอมให้ศิษย์ผู้นั้นของท่านทำตัวกร่างเกินไปนักหรอก!"
ผู้อาวุโสระดับหลอมแกนอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เอ่ยปากต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขายังมีความมั่นใจในศิษย์ระดับแนวหน้าของตนเองอยู่บ้าง ต่อให้สู้ตัวต่อตัวไม่ได้ แต่หากร่วมมือกัน ก็ไม่มีทางยอมให้แผนชั่วของหวงเฟิงกู่สำเร็จได้แน่
เมื่อถูกรุมว่ากล่าวเช่นนี้ หลี่หัวหยวนก็ไม่โต้เถียง เรื่องนี้สุดท้ายต้องวัดกันที่ผลงาน พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์
"สหายเต๋าหลี่ คนที่ขวางประตูนั่นคงไม่ใช่ศิษย์ของท่านหรอกนะ ข้าได้ยินมาว่าเมื่อปีก่อนท่านรับศิษย์จดชื่อคนหนึ่งเพื่อแลกกับสุราวิญญาณ ตอนนั้นข้ายังสงสัยเลยว่าเป็นสุราวิญญาณชนิดใดกันที่ทำให้ท่านยอมลดตัวรับศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณคนหนึ่ง กะว่าจะไปขอชิมสักสองจอก แต่น่าเสียดายที่มีธุระยุ่งตลอด เลยไม่ได้ไปสักที"
เฒ่าประหลาดฉยงไม่รู้มายืนอยู่ข้างหลี่หัวหยวนตั้งแต่เมื่อไหร่ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมันแผลบและคราบสกปรกฉีกยิ้มยิงฟันกล่าวถาม
"แน่นอนว่าไม่ใช่ ศิษย์จดชื่อคนนั้นของข้าเป็นผู้เชี่ยวชาญการหมักสุราวิญญาณ ไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้ประลองเวท
ศิษย์หลานจัวเป็นศิษย์ของศิษย์พี่ 'จัวเหลียนหลง' ผู้อาวุโสสำนักข้า ที่ทุ่มเทแรงกายขนาดนี้ ก็เพียงเพื่อหวังจะได้ 'โอสถสร้างรากฐาน' เพิ่มอีกสักเม็ดสองเม็ด การเดิมพันของพวกเราเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น
ผู้อาวุโสคงไม่ลืมนะขอรับ ว่าการเดิมพันนี้เจ้าจมูกวัวนั่นเป็นคนเริ่ม"
หลี่หัวหยวนย่อมไม่มีทางยอมรับว่าจัวปู้ฝานคือลูกศิษย์ของตน มิเช่นนั้นผู้อาวุโสระดับหลอมแกนของทุกสำนักที่อยู่ที่นี่ คงได้จดบัญชีแค้นวันนี้ลงที่หัวเขาแน่
ส่วนจัวเหลียนหลงที่เขาอ้างถึงนั้น ก็มีตัวตนอยู่จริง แต่เนื่องจากอายุขัยใกล้หมด จึงได้ปิดด่านตาย (เข้าฌานยาวนาน) ไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีก่อน เพื่อหวังจะทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
ตอนนี้คนภายนอกไม่มีใครรู้สถานการณ์ปัจจุบันของจัวเหลียนหลง แต่หลี่หัวหยวนในฐานะผู้อาวุโสของหวงเฟิงกู่ย่อมรู้ดี ว่าศิษย์พี่ท่านนี้ได้นั่งละสังขาร ไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว
ดังนั้น ให้คนตายมารับเคราะห์แทน ย่อมไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง
"ที่แท้ก็เป็นศิษย์เอกของพี่จัว ถ้ามีความสามารถขนาดนี้ก็ไม่แปลกแล้ว แต่ต้องระวังอย่าให้กลายเป็นการตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่น ไปเสียล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า"
เฒ่าประหลาดฉยงทิ้งวาจาแปลกๆ ไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่าเดินจากไป
สีหน้าของหลี่หัวหยวนเคร่งขรึมลงทันที ผู้อาวุโสนำทีมและศิษย์ผู้ทดสอบของสำนักจันทราอำพรางในรอบนี้ดูมีพิรุธไปเสียทุกอย่าง ทำให้เขาอดกังวลไม่ได้ว่าลั่วหงจะเรือล่มในหนองหรือไม่
ศิษย์ข้า เจ้าจะไปได้ไกลแค่ไหนกันนะ?
----------