- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 79 ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้
บทที่ 79 ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้
บทที่ 79 ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้
เมื่อมองส่งทั้งสองคนเดินจากไป หานอวิ๋นจือก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางย่อมรู้ขีดจำกัดของตัวเองดี แม้จะมีเสี่ยวเฮยคอยช่วย แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกศิษย์ระดับหัวกะทิของเจ็ดสำนักเหล่านั้นแน่
เรื่องหนีเอาตัวรอดอาจไม่ใช่ปัญหา แต่หากจะไปแย่งชิงสมุนไพรวิญญาณจากมือคนพวกนั้น คงยากเกินกำลัง
ที่นางยอมให้ผู้ทดสอบที่มีฝีมืออ่อนด้อยสองคนนั้นร่วมทางด้วย ก็เพื่ออาศัยจำนวนคน ข่มขวัญยอดฝีมือที่นางเกรงกลัวไม่ให้กล้าเข้ามายุ่งย่าม เพื่อที่จะได้เก็บ 'ดอกเลี่ยหยาง' ได้สำเร็จ
ไม่อย่างนั้น ต่อให้หานอวิ๋นจือจะมีจิตใจเมตตาแค่ไหน ก็คงไม่ถึงขั้นพาตัวถ่วงสองคนเดินไปไหนมาไหนด้วยหรอก
"เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ เหลือแค่พวกเราอีกแล้วนะ พวกเราต้องเก็บดอกเลี่ยหยางมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นท่านพี่คงไม่รอดแน่!"
การถอดใจถอยหนีของนักพรตน้อยและหญิงชุดเหลือง ทำให้จิตใจของหานอวิ๋นจือสั่นคลอนไปบ้าง นางจึงลูบหัวอินทรีและสุนัขคู่ใจ เพื่อให้กำลังใจตัวเอง
"โฮ่ง!" เสี่ยวเฮยส่งเสียงเห่าไปทางทิศที่ลั่วหงจากไป ดูเหมือนมันอยากจะให้หานอวิ๋นจือตามเขาไป
"ไม่ได้หรอกเสี่ยวเฮย
ศิษย์พี่ลั่วต้องปิดบังตัวตนมิดชิดขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีธุระสำคัญต้องทำแน่ พวกเราติดหนี้บุญคุณศิษย์พี่ลั่วมากเกินไปแล้ว จะไปสร้างความเดือดร้อนให้เขาในเวลาแบบนี้ไม่ได้
มาถึงขั้นนี้แล้ว มีแต่ต้องไปเสี่ยงดวงตามจุดที่มีเครื่องหมายดอกเลี่ยหยางบนแผนที่เท่านั้น"
แผนที่เขตหวงห้ามที่สำนักสัตว์อสูรแจกให้นั้น มีความแตกต่างจากของอีกหกสำนักเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจุดที่ระบุว่ามีสมุนไพรวิญญาณอยู่ มักจะเป็นศูนย์กลางการแก่งแย่งของเหล่าศิษย์ผู้ทดสอบ
การไปเก็บสมุนไพรในที่เหล่านั้น เก้าในสิบส่วนย่อมต้องปะทะกับผู้ทดสอบคนอื่นๆ ถึงเวลานั้นคงเลี่ยงการต่อสู้อันดุเดือดไม่ได้แน่
"บ้านหินในหุบเขา คือที่นี่สินะ เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ พวกเราไปกันเถอะ!"
หานอวิ๋นจือสั่งให้ลูกอินทรีสีขาวบินระวังภัยบนท้องฟ้า ส่วนตัวเองพาเสี่ยวเฮยรีบมุ่งหน้าเข้าไปในป่าเขาอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียงลม "ฟุ่บฟับ" ลั่วหงใช้วิชาตัวเบาของจอมยุทธ์ ผสานกับพละกำลังมหาศาล วิ่งทะยานไปบนพื้นดินด้วยความเร็วสูง
ตลอดทางเขาพบเจอสัตว์อสูรระดับต่ำถึงกลางจำนวนไม่น้อย แต่ลั่วหงไม่ได้หยุดจัดการ ด้วยความเร็วระดับเขา สัตว์อสูรพวกนี้ส่วนใหญ่ไล่ตามไม่ทันอยู่แล้ว
อีกทั้งสัตว์อสูรยังมีความหวงแหนถิ่นที่อยู่สูงมาก พวกที่พอจะตามทัน วิ่งไล่มาได้ระยะหนึ่งก็มักจะล้มเลิกไปเอง
ที่ลั่วหงต้องรีบเร่งขนาดนี้ ไม่ใช่เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของพื้นที่ส่วนกลาง แต่เขากำลังย้อนกลับไปที่กำแพงหิน ผ่านประตูทองแดง กลับออกมาสู่พื้นที่รอบนอกเขตหวงห้ามอีกครั้ง
"เจ้าตัวเล็ก บินเลาะกำแพงนี้ไปนะ พอเห็นประตูบานใหญ่หน้าตาแบบนี้ก็ให้หยุดพักสักหนึ่งชั่วยาม ทำวนไปแบบนี้ให้ครบสามครั้งแล้วค่อยบินกลับมา เข้าใจหรือไม่?"
ลั่วหงประคองนกปีกเหลืองไว้บนฝ่ามือขวา ให้มันดูรูปลักษณ์ของประตูทองแดงให้ชัดเจน เอ่ยสั่งกำชับด้วยความคาดหวัง
ทิศทั้งสี่ของกำแพงหินเขตหวงห้าม ตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ ล้วนมีประตูทองแดงตั้งอยู่ทิศละบาน และบนประตูทุกบานต่างมีอักษรโบราณจารึกอยู่
หากข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ไม่ผิด อักษรโบราณบนประตูทองแดงทั้งสี่บานนี้ คือสิ่งที่ผู้อาวุโสสำนักเทียนฝูทิ้งไว้เพื่อทำลายค่ายกล และน่าจะเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด
หากรวบรวมได้ครบ จะช่วยไขความลับของอักษรโบราณให้ลั่วหงได้อย่างมหาศาล
ทว่า ลั่วหงมีภารกิจอื่นสำคัญกว่าในเขตหวงห้าม และกำแพงหินก็ทอดยาวไกลมาก เขาไม่อาจเสียเวลาทั้งหมดไปกับการเดินทาง ดังนั้นพอเห็นนกปีกเหลืองของนักพรตน้อย เขาจึงเกิดความคิดที่จะแย่งชิงมันมา
นกปีกเหลืองจิกฝ่ามือลั่วหงเบาๆ สามครั้ง แสดงว่ามันเข้าใจคำสั่งแล้ว
"ดีมาก ให้รางวัลเจ้าเป็นโอสถมังกรเหลืองครึ่งเม็ด"
ลั่วหงยกมือขวาขึ้นปล่อยนกปีกเหลืองให้บินออกไป จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังพื้นที่รอบนอกเขตหวงห้าม
หลายชั่วยามต่อมา ลั่วหงก็มาถึงทุ่งหญ้าเตี้ยๆ แห่งหนึ่งที่ถูกล้อมรอบด้วยป่าไม้
สถานที่แห่งนี้ดูธรรมดาสามัญ มองปราดเดียวก็เห็นทะลุปรุโปร่ง ไม่มีสัตว์อสูร ไม่มีสมุนไพรวิญญาณ และยิ่งไม่มีศิษย์เจ็ดสำนักมาดักซุ่มโจมตี
หลังจากกางแผนที่เพื่อยืนยันตำแหน่งอีกครั้ง ลั่วหงก็หยิบธงค่ายกลปึกหนึ่งออกมาจากถุงสมบัติ ปากพึมพำร่ายคาถา ธงเล็กๆ เหล่านั้นก็กลายเป็นลำแสงพุ่งออกไปปักตามทิศทางต่างๆ
เมื่อธงค่ายกลเข้าประจำที่ ลั่วหงก็หยิบแผ่นค่ายกลที่มีร่องสามร่องออกมา บรรจุศิลาวิญญาณธาตุน้ำระดับกลางสามก้อนลงไป จากนั้นขยับกลไกอีกเล็กน้อยเพื่อให้เชื่อมต่อกับธงค่ายกล เป็นอันเสร็จสิ้นการวางค่ายกล
แม้จะต้องใช้ศิลาวิญญาณระดับกลางถึงสามก้อน (ซึ่งหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับศิลาวิญญาณระดับต่ำร้อยก้อน) ในการขับเคลื่อน แต่เมื่อค่ายกลทำงาน กลับไม่ได้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตอะไร
นอกจากความผันผวนของปราณวิญญาณที่ชัดเจนบริเวณแผ่นค่ายกลแล้ว ธงค่ายกลเหล่านั้นกลับค่อยๆ เลือนหายไปจนไร้ร่องรอย แม้แต่สัมผัสเทวะระดับหนึ่งเหยี่ยนของลั่วหงก็ยังตรวจจับไม่ได้
พอกางค่ายกลสำเร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนปรอยๆ ตกลงมา ลั่วหงหลับตาลง แผ่สัมผัสเทวะออกไป
ในชั่วพริบตา ระยะสัมผัสเทวะของเขาก็ทะลุขีดจำกัดหนึ่งลี้ ขยายออกไปเป็นสองเท่าทันที ซึ่งครอบคลุมอาณาเขตของค่ายกลพอดี
"เยี่ยม วิทยาการของสำนักเทียนซิง ไม่ธรรมดาจริงๆ 'ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้' นี้ทำได้ตามความต้องการของข้าทุกประการ
ไม่เสียแรงที่ข้าไหว้วานให้ศิษย์พี่หญิงจงเว่ยเหนียงใช้เส้นสายหามาให้"
ค่ายกลพิรุณโปรยหยั่งรู้ คือค่ายกลที่ลั่วหงสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแผนการใหญ่ในเขตหวงห้ามสีเลือด มันเป็นถึงค่ายกลระดับสร้างรากฐาน มูลค่ามหาศาล
มันสามารถขยายขอบเขตสัมผัสเทวะของผู้ควบคุมค่ายกลให้ครอบคลุมทุกซอกทุกมุมภายในอาณาเขตค่ายกล และยังสามารถดูดซับปราณวิญญาณธาตุน้ำจากฟ้าดิน กลั่นออกมาเป็นฝนวิญญาณโปรยปรายลงมา
ตอนนี้ยังเป็นแค่ฝนปรอยๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปราณวิญญาณธาตุน้ำในค่ายกลจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปหนึ่งวันจะกลายเป็นฝนตกพร่ำๆ ถึงตอนนั้นผู้ควบคุมค่ายกลจะสามารถใช้อภินิหารของค่ายกล สร้างเกราะวารีที่ฟื้นฟูตัวเองได้อย่างต่อเนื่องให้กับตนเอง
แม้พลังป้องกันจะเหนือกว่า 'โล่วารี' (คาถาระดับต่ำขั้นกลาง) เพียงห้าส่วน แต่จุดเด่นคือการฟื้นฟูที่ไม่สิ้นสุดและไม่กินพลังเวทของลั่วหง ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เขาเมินเฉยต่อการโจมตีส่วนใหญ่ในขณะถูกรุมกินโต๊ะได้
"ต่อไป ก็แค่รอให้ช่องทางออกเปิดขึ้นอย่างเงียบๆ
อุตส่าห์ลงแรงไปเก็บสมุนไพร จะไปสบายเท่ารอเก็บค่าผ่านทางได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ การเดิมพันครั้งนี้ ท่านชนะใสๆ แล้ว!"
ที่แท้ ทุ่งหญ้ากลางป่าที่แสนธรรมดาแห่งนี้ ก็คือทางออกของเขตหวงห้ามสีเลือด!
ต่างจากตอนเข้ามาที่จะถูกสุ่มส่งตัวไปตามจุดต่างๆ ช่องทางออกนั้นจะถูกตรึงไว้ที่จุดเดียว ดังนั้นในการทดสอบเลือดต้องห้ามทุกครั้ง ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนออกจากเขตหวงห้าม จึงเป็นช่วงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหนักหนาสาหัสที่สุดช่วงหนึ่ง
ลั่วหงวางค่ายกลที่นี่ ก็เพื่อเตรียมจะเก็บ 'ค่าผ่านทาง' จากผู้ทดสอบทุกคนที่ต้องการเดินออกจากเขตหวงห้าม ซึ่งของที่ใช้จ่ายย่อมหนีไม่พ้นสมุนไพรวิญญาณที่พวกเขาเก็บมาได้
นี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่เขาปล่อยหานเทียนหยาและศิษย์น้องอวี๋ไปก่อนหน้านี้ เขาไม่สนใจว่าจะสร้างศัตรูกับใคร เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ทดสอบทุกคนที่รอดชีวิตมายืนอยู่ตรงหน้าเขา ล้วนต้องเกลียดเขาจนแทบอยากจะกินเลือดกินเนื้ออยู่แล้ว
และสำหรับเขา ยิ่งมีผู้ทดสอบรอดชีวิตนำสมุนไพรกลับมาได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของ 'จัวปู้ฝาน' ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับลั่วหงแม้แต่ครึ่งเสี้ยวศิลาวิญญาณ!
การกระทำนี้ดูบ้าบิ่น ราวกับรนหาที่ตาย แต่ในความเป็นจริงความเสี่ยงต่ำมาก
หลังจากต่อสู้แย่งชิงในเขตหวงห้ามมาห้าวัน ผู้ทดสอบที่รอดชีวิตแต่ละคนย่อมต้องเหนื่อยล้าไม่มากก็น้อย และไพ่ตายต่างๆ ที่เตรียมมาก่อนเข้าเขตหวงห้าม ก็คงเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่
ดังนั้น แม้จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกรุมโจมตี แต่ลั่วหงก็ไม่ได้เกรงกลัวเลยสักนิด และต่อให้เกิดเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ลั่วหงสู้ไม่ได้ ด้านหลังเขาก็คือช่องทางกลับ อย่างมากก็แค่ทิ้งค่ายกลแล้วหนีเข้าช่องทางไป พอออกจากเขตหวงห้ามก็มีหลี่หัวหยวนคอยคุ้มกะลาหัวอยู่
ด้วยกฎการทดสอบเลือดต้องห้ามที่เจ็ดสำนักร่วมกันกำหนดขึ้น ผู้อาวุโสระดับหลอมแกนของอีกหกสำนักย่อมไม่มีข้ออ้างมาเล่นงานเขา
หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง ลั่วหงกำลังจะนั่งสมาธิรวบรวมสมาธิ ป้ายสื่อจิตที่เอวก็เกิดความเคลื่อนไหว นกปีกเหลืองบินไปถึงประตูทองแดงทางทิศตะวันตกของกำแพงหินแล้ว
----------