- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 72 อินทรีแสงทองและอักษรโบราณ
บทที่ 72 อินทรีแสงทองและอักษรโบราณ
บทที่ 72 อินทรีแสงทองและอักษรโบราณ
บทที่ 72 อินทรีแสงทองและอักษรโบราณ
อินทรีแสงทอง เป็นสัตว์อสูรที่หาได้ยากยิ่ง ชอบกินวัตถุวิญญาณธาตุทอง โดยปกติเมื่อโตเต็มวัยจะถึงระดับหนึ่งขั้นสูง แต่หากได้รับอาหารธาตุทองเพียงพอในช่วงการเติบโต ก็สามารถเติบโตเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งชั้นยอดที่แข็งแกร่งได้
'เคล็ดวิชาหนีแสงทอง' คืออภินิหารที่โด่งดังที่สุดของมัน เมื่อใช้ออก ร่างกายจะกลายเป็นแสงสีทอง เพียงชั่วอึดใจก็ไปได้ไกลหลายลี้ แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานก็ยังได้แต่มองตามตาละห้อย
นอกจากนี้ อินทรีแสงทองยังเชี่ยวชาญคาถาธาตุทองหลากหลายชนิด กรงเล็บทองคู่หนึ่งร้ายกาจเหลือคณา หากต้องปะทะกันตรงๆ ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันทั่วไปยากจะต้านทานไหว
หากมีดีแค่นั้น คงไม่ทำให้ลั่วหงประทับใจได้
สิ่งที่ลั่วหงสนใจจริงๆ ไม่ใช่พลังรบของอินทรีแสงทอง แต่เป็นวิธีการเติบโตอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน
เป็นที่รู้กันดีว่า ระดับของสัตว์อสูรเมื่อโตเต็มวัยนั้นขึ้นอยู่กับสายเลือดของมันโดยสมบูรณ์ การพัฒนาที่ไม่ดีจะส่งผลแค่ชะลอเวลาในการโตเต็มวัย แต่จะไม่เปลี่ยนระดับชั้นเมื่อโตเต็มวัย
ดังนั้น การที่ระดับของอินทรีแสงทองเปลี่ยนไปหลังการเติบโต แสดงว่าสายเลือดของมันเกิดการเปลี่ยนแปลง!
อักษรเงินดำรงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และในวิทยาศาสตร์การฝึกเซียน มันมีสถานะเทียบเท่ากับ 'ยีน' ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของสายเลือด ก็คือการเปลี่ยนแปลงของอักษรเงิน
เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพันธุวิศวกรรมมาอย่างลึกซึ้ง ลั่วหงจึงมีแนวคิดที่จะสร้างมหาอภินิหารที่สามารถแก้ไขและเขียนอักษรเงินได้อย่างอิสระมาโดยตลอด และวิธีการเติบโตที่พิเศษของอินทรีแสงทองนี้ ก็คือตัวอย่างการวิจัยที่ดีที่สุด!
ตอนที่อ่านเจอคำบรรยายเกี่ยวกับอินทรีแสงทองในตำรา ลั่วหงก็มีความคิดอยากจะจับมาวิจัยสักตัว เสียดายที่ในดินแดนเทียนหนานแทบจะหมดหวังไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอในเขตหวงห้ามสีเลือดในรูปแบบนี้
ลั่วหงมีความคิดที่จะสวมบทเป็น 'นกขมิ้น*' แล้ว
เวลานั้นเอง 'ศิษย์น้องอวี๋' ที่มีแผลเป็นยาวบนใบหน้าและดวงตาโปนออกมาอย่างน่ากลัว ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบห้าว
"ข้าไม่สนใจของวิเศษประจำตระกูลของศิษย์พี่หรอก แต่ขอพูดจาดักคอกันไว้ก่อน นอกจากศิลาวิญญาณและโอสถที่ตกลงกันไว้ ขนปีกและกรงเล็บทั้งสองคู่ของอินทรีแสงทองสองตัวนั้นต้องเป็นของข้า! ศิษย์พี่ทั้งสอง มีความเห็นต่างหรือไม่?"
ศิษย์น้องอวี๋ถลึงตาปลาที่น่ากลัวคู่นั้น ท่าทีแข็งกร้าวอย่างยิ่ง
จูซานฉงสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่โหวจิ้นที่เคยยิ้มแย้มทะเล้นกลับหุบยิ้ม ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยอมรับโดยดุษณี
"ศิษย์น้องอวี๋วางใจเถอะ หากไม่มี 'ตาข่ายเปลวเพลิงแดง' ของเจ้า พวกเราคงไม่มีความมั่นใจว่าจะรั้งอินทรีแสงทองสองตัวนั้นไว้ได้ ของสงครามส่วนใหญ่ย่อมต้องตกเป็นของศิษย์น้อง
แน่นอน ฝูง 'ผึ้งเพลิงพิษ' ของศิษย์น้องโหวก็สำคัญมากเช่นกัน ดวงวิญญาณและเลือดปีศาจของอินทรีแสงทองทั้งสองตัวก็ยกให้ศิษย์น้องโหวไปเถอะ"
จูซานฉงหน้าตาซื่อบื้อ แต่กลับเป็นคนมีวาทศิลป์ เพียงไม่กี่คำก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในกลุ่มผ่อนคลายลง
"ศิษย์พี่รับปากก็ดีแล้ว ขอแค่พวกเราได้สิ่งที่ต้องการ จะไม่แย่งชิงไข่สัตว์อสูรของอินทรีแสงทองกับศิษย์พี่แน่นอน"
ศิษย์น้องอวี๋พูดจุดประสงค์ของจูซานฉงออกมาตรงๆ วาจาแฝงกลิ่นอายข่มขู่เล็กน้อย
"ฮ่าๆ ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เวลาก็ไม่เช้าแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ
ศิษย์น้องทั้งสอง ตามข้ามา"
จูซานฉงเรียกยันต์ท่องวายุออกมาแปะที่ขา มุ่งหน้าไปยังกำแพงหินที่ล้อมรอบพื้นที่ส่วนกลาง
โหวและอวี๋ทั้งสองคนรีบตามไปติดๆ ผึ้งประหลาดที่โหวจิ้นควบคุมบินห้อมล้อมพวกเขาพร้อมเสียงหึ่งๆ สิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ปรากฏขึ้นในรัศมีร้อยกว่าจั้ง ล้วนถูกพวกผึ้งตรวจจับได้หมด
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสามคนจึงมีความระแวดระวังต่อสิ่งรอบข้างไม่สูงนัก ลั่วหงสะกดรอยตามพวกเขามานาน ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครหันกลับมามอง ดูเหมือนจะไม่กังวลเลยสักนิดว่าจะมีคนสะกดรอยตาม
ครึ่งวันต่อมา ลั่วหงก็ตามคนทั้งสามมาถึงประตูบานใหญ่ทางทิศเหนือของกำแพงหินส่วนกลาง ประตูทองแดงที่นี่ถูกเปิดออกนานแล้ว และไม่มีใครเฝ้าอยู่
ศิษย์สำนักสัตว์อสูรทั้งสามคนหลังจากลองหยั่งเชิงดูแล้ว ก็ผ่านประตูทองแดงเข้าไปได้อย่างราบรื่น เข้าสู่พื้นที่ส่วนกลางของเขตหวงห้าม
แต่เนื่องจากสัตว์อสูรในพื้นที่ส่วนกลางล้วนอาศัยอยู่ในเทือกเขาวงแหวนขนาดใหญ่ และเวลานี้เทือกเขาวงแหวนยังถูกหมอกหนาปกคลุมอยู่ จำเป็นต้องใช้ 'ไข่มุกจันทราสุริยัน' ทำลายหมอกเสียก่อน ทั้งสามคนจึงหาสถานที่ลับตาในดงดอกไม้ แล้วซ่อนตัวรอเวลาเช้าตรู่ของวันที่สามอย่างเงียบๆ
ลั่วหงยืนอยู่ที่ประตูทองแดง สัมผัสเทวะผนึกเป้าจูซานฉงเอาไว้ตลอด ในแผนเดิมของเขาไม่ได้เตรียมที่จะเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลาง
เหตุผลหนึ่งคือประสบการณ์การเดินทางไกลหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้ลั่วหงรู้สึกว่าดวงของตัวเองไม่ค่อยดี มักจะมีปัญหาวิ่งเข้าหาตลอด
นี่ถ้าเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลาง แล้วเกิดไปแตะโดนค่ายกลกับดักอะไรเข้า ถูกส่งตัวไปตกในพื้นที่อันตรายจะทำอย่างไร
แน่นอนว่าโอกาสเกิดเรื่องแบบนี้ค่อนข้างน้อย ลั่วหงแค่คิดเล่นๆ ขำๆ เท่านั้น
อีกเหตุผลหลัก ก็คือไม่อยากไปจ๊ะเอ๋กับ 'เซี่ยงจือหลี่'
ในต้นฉบับนิยายไม่ได้บอกตำแหน่งที่แน่ชัดของ 'ผีเฒ่าเซี่ยง' ไว้ เกิดดวงซวยไปเจอกันเข้า คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่
แต่เพื่อวัตถุดิบการวิจัยอันล้ำค่า ลั่วหงจึงตัดสินใจเสี่ยงดูสักครั้ง
ในตอนนี้ที่เขาหยุดยืนนิ่งไม่เดินหน้าต่อ ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนใจกะทันหัน แต่เป็นเพราะอักษรโบราณบนประตูทองแดงนั้นมีความนัยแอบแฝง
ประตูทองแดงบานใหญ่นี้ไร้ซึ่งปราณวิญญาณ ดังนั้นแม้อักษรโบราณเหล่านี้จะดูดูลึกลับซับซ้อน แต่ก็แทบไม่มีผู้ทดสอบคนไหนสนใจมัน ทว่าลั่วหงกลับมองเห็นเงาของ 'อักษรเงิน' ซ่อนอยู่ในนั้น
เทคนิคที่ใช้มีความคล้ายคลึงกับเทคนิคการเขียนยันต์ของลั่วหงอย่างมาก แต่ในรายละเอียดหลายจุดกลับเหนือชั้นกว่ามากนัก
"ลองดูร่องรอยของอักษรโบราณเหล่านี้ดีๆ ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่เดิมบนประตูทองแดงบานนี้"
ลั่วหงลองใช้ตารางตรวจร่างกายคำนวณอายุการคงอยู่ของทั้งสองสิ่ง ได้ข้อสรุปว่าอักษรโบราณมีอายุพันปี ส่วนประตูทองแดงมีอายุหมื่นปี
แม้ลั่วหงจะขาดข้อมูลคุณสมบัติทางวัตถุของหมึกอักษรโบราณและวัสดุประตูทองแดง ทำให้การคำนวณอายุไม่แม่นยำนัก แต่เมื่ออ้างอิงจากฐานข้อมูลคุณสมบัติวัตถุวิญญาณระดับต่ำนับพันชนิด ข้อสรุปจากตารางตรวจร่างกายก็ยังพอมีค่าให้อ้างอิงได้
ความแตกต่างระหว่างพันปีกับหมื่นปีนั้นมากเกินไป ลั่วหงจึงค่อนข้างมั่นใจว่าอักษรโบราณนี้ถูกคนรุ่นหลังจารึกไว้บนประตูทองแดง
ตบะของคนผู้นี้ต้องเหนือกว่าลั่วหงอย่างแน่นอน และเขตหวงห้ามสีเลือดนี้แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิด ก็เข้ามาไม่ได้ มีเพียงปีศาจเฒ่าระดับแปลงเทพ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของโลกมนุษย์ และจอมยุทธ์ระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นปลายที่แข็งแกร่งบางคนเท่านั้น ที่มีวิธีบุกรุกเข้ามาได้
"ในรอบหลายพันปีมานี้ ผู้ที่มีตบะระดับนี้และเชี่ยวชาญวิถียันต์ ที่ข้านึกออกก็มีเพียงปรมาจารย์บรรพชนของ 'สำนักเทียนฝู' ที่มาตกตายในเขตหวงห้ามผู้นั้น"
สำนักเทียนฝูนี้ไม่ธรรมดาเลย สามสุดยอดอารามยันต์แห่งโลกมนุษย์ล้วนมาจากสำนักนี้!
ยันต์อัญเชิญวิญญาณ, ยันต์แปลงวิญญาณ, ยันต์เกราะสวรรค์หกติง แต่ละอย่างล้วนร้ายกาจเหลือคณา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 'ยันต์เกราะสวรรค์หกติง' ที่ช่วยให้ฮั่นเหล่าม๋อผ่านจุดเชื่อมต่อมิติเพื่อเหาะขึ้นสู่โลกวิญญาณได้ นับเป็นสมบัติระดับสูงสุดของโลกมนุษย์!
"การที่ผู้อาวุโสท่านนั้นทิ้งอักษรโบราณไว้บนประตูทองแดง ย่อมต้องมีเหตุผล ความเป็นไปได้มากที่สุดคือเพื่อทำลายค่ายกลบนประตู
ต้องรู้ว่า บนกำแพงหินมีพายุคมวายุไร้ที่สิ้นสุดของค่ายกลเขตหวงห้ามป้องกันอยู่ ตัวกำแพงหินเองก็แข็งแกร่งทนทาน ไม่มีเหตุผลที่ประตูทั้งสี่ทิศของกำแพงหินจะไม่มีค่ายกลป้องกัน
พวกเราคนรุ่นหลังที่สามารถเข้าไปในพื้นที่ส่วนกลางได้ ล้วนเป็นเพราะบารมีของผู้อาวุโสสำนักเทียนฝูท่านนี้"
ในเมื่อรู้แล้วว่าอักษรโบราณเหล่านี้เป็นของที่ยอดคนทิ้งไว้ ลั่วหงย่อมไม่ปล่อยผ่าน เขาหยิบปึกกระดาษยันต์เขียวเปล่าออกมา พยายามคัดลอกอักษรโบราณเหล่านี้ลงไปทีละตัว เพื่อเก็บไว้ศึกษาวันหลัง
และลั่วหงเข้าใจดีว่ารูปลักษณ์ภายนอกของอักษรโบราณเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ 'อักษรเงิน' ที่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้ผู้ฝึกตนรู้สึกว่าอักษรเหล่านี้ดูลึกลับซับซ้อน
สำหรับคนอื่น การคัดลอกอักษรโบราณอาจจะไม่ได้ 'จิตวิญญาณ' ของมันมาด้วย แต่สำหรับลั่วหงแล้วไม่ใช่ปัญหา การวิจัยอักษรเงินตลอดหลายปีมานี้ไม่ได้เสียเปล่า แค่การคัดลอกนั้น เขาทำได้ทั้งรวดเร็วและแม่นยำ
----------
* นกขมิ้น มาจากสำนวนจีนที่ว่า "ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นจ้องอยู่ข้างหลัง" เปรียบเปรยถึงคนที่มุ่งแต่จะจัดการคู่ต่อสู้ตรงหน้าเพื่อผลประโยชน์ จนลืมระวังภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง หรือหมายถึง "มือที่สาม" ที่รอฉกฉวยผลประโยชน์หลังจากที่ผู้อื่นลงแรงไปแล้ว