- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 73 โฉมใหม่ของหานอวิ๋นจือ
บทที่ 73 โฉมใหม่ของหานอวิ๋นจือ
บทที่ 73 โฉมใหม่ของหานอวิ๋นจือ
บทที่ 73 โฉมใหม่ของหานอวิ๋นจือ
ช่วงเย็นของวันที่สองหลังจากเปิดฉากการทดสอบเขตหวงห้ามสีเลือด นอกจากศิษย์ส่วนน้อยที่ยอมแพ้การเก็บสมุนไพรและหลบซ่อนตัวอยู่รอบนอกเขตหวงห้ามแล้ว คนที่เหลือต่างมารอคอยการปรากฏขึ้นของ 'ไข่มุกจันทราสุริยัน' อยู่ในพื้นที่ 'สวนดอกไม้' ระหว่างกำแพงหินกับเทือกเขาวงแหวน
มีเพียงศิษย์สำนักหวงเฟิงกู่สวมหน้ากากเหล็กคนหนึ่ง ที่นั่งตัวตรงอยู่หน้าประตูทองแดงบานใหญ่ มือถือพู่กันเขียนยันต์ขีดเขียนอย่างไม่หยุดหย่อน
แม้ลั่วหงจะดูจดจ่ออยู่กับการคัดลอกอักษร แต่เขาก็แบ่งจิตส่วนหนึ่งจับตามองศิษย์สำนักสัตว์อสูรทั้งสามคนนั้นอยู่ตลอด จึงไม่กลัวว่าพวกเขาจะแอบหนีไป
เวลาผ่านไปหนึ่งคืนเต็มๆ เมื่อลั่วหงคัดลอกอักษรโบราณตัวสุดท้ายเสร็จ ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจากที่ไกลๆ ควบแน่นเป็นลูกแก้วแสงลูกหนึ่งเหนือทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ และค่อยๆ ขยายขนาดขึ้นตามกาลเวลา
ชั่วครู่ต่อมา ลูกแก้วแสงก็ขยายจนถึงขีดสุด เกิดเสียงระเบิดดัง "ปัง" สนั่นหวั่นไหว ก่อนจะแตกกระจายออกเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วน
ทันทีที่หมอกซึ่งปกคลุมเทือกเขาวงแหวนสัมผัสกับจุดแสงเหล่านี้ มันก็พุ่งเข้าหาจุดแสงอย่างบ้าคลั่งและสลายหายไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นาน โฉมหน้าที่แท้จริงของเทือกเขาวงแหวนก็ปรากฏแก่สายตาของเหล่าศิษย์ทั้งเจ็ดสำนัก
ยอดเขาแต่ละยอดสูงตระหง่านนับพันจั้ง ชวนให้ผู้คนรู้สึกยำเกรง สัตว์อสูรจำนวนมากที่ถูกกระตุ้นด้วยอานุภาพของไข่มุกจันทราสุริยันต่างพากันส่งเสียงคำรามกึกก้อง ราวกับฝูงปีศาจกำลังก่อจลาจล น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เสียง "ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ" แหวกอากาศดังขึ้น ศิษย์เจ็ดสำนักที่เฝ้ารอมานานต่างพากันพุ่งตัวเข้าไปในป่าเขา เพียงไม่กี่อึดใจก็หายลับไปจนไม่เห็นเงา
ศิษย์สำนักสัตว์อสูรทั้งสามคนนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน มุ่งหน้าไปยังยอดเขาลูกหนึ่งที่สูงกว่ายอดเขารอบข้าง
ลั่วหงแอบสะกดรอยตามพวกเขาไปเงียบๆ มองดูพวกเขาจัดการกับสัตว์อสูรระดับต่ำที่เข้ามาจู่โจมได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อใกล้จะถึงช่วงเที่ยง ขณะที่ทั้งสามคนเกือบจะถึงยอดเขา พวกเขาก็ได้พบกับกลุ่มผู้ทดสอบอีกกลุ่มหนึ่งที่จับกลุ่มมาสามคนเช่นกัน
ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน บรรยากาศก็ตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ต่างฝ่ายต่างเรียกอาวุธวิเศษออกมา เตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
"เป็นนางเองรึ"
ลั่วหงมองเห็นคนคุ้นเคยคนหนึ่งในกลุ่มสามคนที่เพิ่งมาถึง
เวลานี้ 'หานอวิ๋นจือ' ในชุดกระโปรงสีเขียว มีองครักษ์ 'เสี่ยวเฮย' ที่ตัวโตขึ้นกว่าเดิมสองเท่าหมอบอยู่ข้างเท้า และมีลูกอินทรีสีขาวบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะ ท่าทางควบคุมสัตว์อสูรทั้งนกและสุนัขของนางดูองอาจผ่าเผยยิ่งนัก
ส่วนเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนของนางไม่ใช่ศิษย์สำนักสัตว์อสูร คนหนึ่งเป็นนักพรตน้อยจากสำนักชิงซวี อีกคนเป็นศิษย์หญิงจากสำนักหวงเฟิงกู่ ศิษย์น้องร่วมสำนักของลั่วหง
ตบะของสองคนหลังนี้ไม่สูงนัก เพิ่งจะทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบสองมาหมาดๆ จัดอยู่ในระดับล่างสุดของศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบ ดังนั้นใบหน้าของทั้งคู่จึงฉายแววหวาดกลัว และคอยมองไปที่หานอวิ๋นจือที่มีตบะเพียงชั้นสิบเอ็ดอยู่ตลอด ดูเหมือนว่าในกลุ่มสามคนนี้ นางจะเป็นผู้นำ
ในทางกลับกัน กลุ่มของจูซานฉง แม้ตบะจะยังไม่ถึงชั้นสิบสาม แต่ก็ใกล้เคียงจุดสูงสุดของชั้นสิบสองแล้ว แถมพวกเขายังมีการนัดแนะกันก่อนเข้าเขตหวงห้าม การประสานงานย่อมเหนือกว่าทีมเฉพาะกิจของหานอวิ๋นจือแบบเทียบกันไม่ติด หากต้องลงมือสู้กันจริงๆ ฝ่ายจูซานฉงย่อมได้เปรียบอย่างมหาศาล
ลั่วหงกำลังพิจารณาว่าควรจะแอบลงมือช่วยดีหรือไม่ แต่ปฏิกิริยาของกลุ่มจูซานฉงกลับทำให้เขาประหลาดใจ
"ศิษย์น้องหญิงหานอย่าเพิ่งตื่นเต้นไป ศิษย์พี่รู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของสัตว์เลี้ยงวิญญาณเจ้าดี พวกเรามาจากสำนักเดียวกัน ในเขตหวงห้ามสีเลือดเช่นนี้ ควรจะถือความปรองดองเป็นสำคัญ
สมุนไพรวิญญาณในเทือกเขาวงแหวนนี้มีมากมาย พวกเราไม่เห็นจำเป็นต้องมาสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยนี่นา"
คำพูดของจูซานฉงเท่ากับเป็นการยอมอ่อนข้อให้ก่อน แต่แม้แต่ศิษย์น้องอวี๋ที่มีนิสัยดุดันที่สุดในกลุ่ม ก็ยังไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่าเขาก็เห็นด้วยกับวิธีจัดการของจูซานฉง
ลั่วหงที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขานำมาสู่โลกคนธรรมดาอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก เดิมทีหานอวิ๋นจือน่าจะเป็นสาวน้อยน่าสงสารที่ใครเห็นใครก็รังแกในสำนักสัตว์อสูร แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงไปเสียแล้ว น่าสนใจจริงๆ
ทว่า ดูจากการที่นางพาตัวถ่วงสองคนมาด้วย คาดว่านิสัยใจคอคงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ยังคงจิตใจดีมีเมตตาเหมือนเดิม
"ศิษย์พี่ก็จะไปที่ยอดเขาหรือ?"
สถานการณ์ของสำนักสัตว์อสูรก็คล้ายกับหวงเฟิงกู่ มีศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณนับหมื่นคน หานอวิ๋นจือไม่รู้จักจูซานฉง และไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาจะยอมถอยให้ง่ายๆ เพราะพี่ชายของนางยังรอสมุนไพรวิญญาณไปช่วยชีวิตอยู่!
จูซานฉงขมวดคิ้ว รังของอินทรีแสงทองอยู่บนยอดเขานี้ หรือว่าสามคนนี้ก็ตั้งใจจะมาล่าอินทรีแสงทองเหมือนกัน?
ตามตำราที่บรรพชนเขาทิ้งไว้ สมุนไพรวิญญาณที่คู่อินทรีแสงทองเฝ้าพิทักษ์อยู่เป็นเพียง 'ผลน้ำทองแดง' อายุสองร้อยกว่าปี ซึ่งสำหรับผู้ฝึกตนแล้วไม่นับว่าเป็นของวิเศษอะไร การต้องไปสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงสองตัวเพื่อของแค่นี้ เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ลั่วหงเองก็เกิดความสงสัย หานอวิ๋นจือไม่ใช่นิสัยชอบเอาชนะคะคาน แต่เวลานี้กลับแสดงท่าทีไม่ยอมถอย เป็นไปได้อย่างเดียวคือ นางเข้าใจว่าบนยอดเขามี 'ดอกตะวันฉาย'
หานอวิ๋นจือต้องการดอกตะวันฉายไปช่วยชีวิตพี่ชาย การทำตัวผิดปกติไปบ้างก็พอเข้าใจได้
แต่ดอกตะวันฉายเป็นสมุนไพรธาตุไฟที่รุนแรง ส่วนอินทรีแสงทองเป็นสัตว์อสูรธาตุทอง ธาตุทั้งสองขัดแย้งกัน ย่อมไม่อยู่ในที่เดียวกันแน่นอน
เห็นได้ชัดว่า ปัญหาอยู่ที่คนที่บอกหานอวิ๋นจือว่าที่นี่มีดอกตะวันฉาย
ลั่วหงเบนสายตาไปมองชายหญิงคู่นั้นที่ยืนอยู่ด้านหลังหานอวิ๋นจือครึ่งก้าว สีหน้าค่อยๆ เย็นชาลง
ของสงครามที่จะได้จากยอดเขา สามคนนั้น แบ่งสันปันส่วนกันลงตัวหมดแล้ว ดังนั้นย่อมไม่มีทางยอมให้กลุ่มหานอวิ๋นจือมาขอแบ่งส่วนแบ่งแน่
จูซานฉงไพล่มือซ้ายไปด้านหลัง แอบส่งสัญญาณมือ แจ้งให้โหวและอวี๋ทั้งสองคนลงมือในอีกสามอึดใจ
"ศิษย์น้องหญิงหาน ในเมื่อศิษย์พี่ร่วมสำนักของเจ้ามาถึงก่อน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จากไปเถอะ เทือกเขาวงแหวนกว้างใหญ่ขนาดนี้ คงไม่ได้มีแค่ที่นี่ที่มีวาสนาหรอก"
นักพรตน้อยสำนักชิงซวีกล่าวเกลี้ยกล่อมด้วยสายตาหลุกหลิก ดูเหมือนไม่มีความมั่นใจว่าจะรอดชีวิตจากการตะลุมบอน จึงไม่มีใจจะสู้
"ใช่แล้ว ศิษย์น้องหาน ลูกอินทรีของเจ้าพลังยังอ่อนด้อย หากเกิดปะทะกับศิษย์พี่ทั้งสามท่านนี้ เกรงว่าจะโชคร้ายมากกว่าดีนะ"
หญิงชุดเหลืองจากสำนักหวงเฟิงกู่ทำท่าทีเหมือนเป็นห่วงเป็นใยหานอวิ๋นจือ กล่าวสนับสนุนขึ้นมาอีกแรง
"ทั้งสองท่านพูดได้ถูกต้องที่สุด ระหว่างศิษย์ร่วมสำนักควรคำนึงถึงการมาก่อนมาหลัง ปรองดองไว้สัตว์เลี้ยงวิญญาณถึงจะมีชีวิตรอดจนโตเต็มวัยได้นะ"
จูซานฉงกล่าวด้วยรอยยิ้ม มือซ้ายที่ซ่อนอยู่ส่งสัญญาณอีกครั้ง ให้โหวและอวี๋ชะลอการลงมือไว้ก่อน
หานอวิ๋นจือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตัวนางเองเพื่อพี่ชายแล้วยอมตายได้ แต่เพื่อนร่วมทีมทั้งสองไม่มีเหตุผลให้ต้องมาเสี่ยงชีวิต หากสู้กันจริงๆ พวกเขาคงออมแรงไว้เตรียมหนีไปเจ็ดส่วน ลำพังนางคนเดียวคงสู้สามคนนั้นไม่ได้แน่
ดูเหมือนคำเกลี้ยกล่อมจะได้ผล ความมีเหตุผลของหานอวิ๋นจือกลับมามีชัยเหนืออารมณ์ นางถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวว่า
"เช่นนั้นก็ขอยกให้ศิษย์พี่ทั้งสาม พวกเราไปกันเถอะ"
ว่าจบ กลุ่มของหานอวิ๋นจือก็ค่อยๆ ถอยหลังโดยยังคงรักษาท่าทีระแวดระวังไว้ พอยืดระยะห่างได้พอสมควร ก็เหาะหนีไป
"ศิษย์น้องโหว"
จูซานฉงหรี่ตามองส่งกลุ่มหานอวิ๋นจือ แล้วร้องเรียกโหวจิ้นเบาๆ
"เข้าใจแล้ว"
โหวจิ้นปล่อยผึ้งเพลิงพิษที่เก็บเข้ามาระหว่างซ่อนตัวในดงดอกไม้ออกไปทันที เพื่อวางแนวป้องกันรอบยอดเขา
"ศิษย์น้องทั้งสอง เดี๋ยวพอปะทะกับอินทรีแสงทองคู่นั้น ห้ามออมมือเด็ดขาด พวกเราต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด ป้องกันไม่ให้ศิษย์น้องหานย้อนกลับมาอีก"
หลังจากจูซานฉงวางแผนเสร็จสรรพ ก็รีบมุ่งหน้าสู่ยอดเขา ส่วนทางด้านหานอวิ๋นจือ ก็หยุดฝีเท้าลงเมื่อถอยลงมาเกือบถึงกลางเขา
คนที่ขวางทางไว้ ก็คือนักพรตน้อยจากสำนักชิงซวีนั่นเอง
----------