- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 56 เคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 56 เคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 56 เคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 56 เคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์
"ท่านบ้าไปแล้ว! ไม่ทันได้ฝึกเคล็ดกายทองคำกระถางเหล็กให้ถึงขั้นที่หก และตบะก็ยังไม่ถึงขอบเขตหลอมแกน กลับคิดจะกลืนกินอสูร!"
จ้าวชิงหลิงไม่อาจเข้าใจความคิดของเฉียนเทียนเป่าได้เลย ตระกูลจ้าวหลังจากปรับเปลี่ยนแนวทางก็เริ่มมีแววรุ่งโรจน์ เหตุใดต้องเสี่ยงอันตรายถึงขั้นกลายร่างเป็นอสูรเพื่อฝืนฝึกวิชาลับของบรรพชนด้วย?
หรือว่าถ้าไม่ฝึก "เคล็ดปฐพีหนา" และ "วิชาหลอมโลหิตน้ำพุเหลือง" แล้วจะนับเป็นคนตระกูลจ้าวไม่ได้รึ?
พลังรบของข้าอาจจะอ่อนลง แต่วิธีการของข้าสามารถสร้างผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานให้ตระกูลจ้าวได้มากขึ้น!
"พูดมากไร้ประโยชน์!"
เฉียนเทียนเป่ารู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกลี้ยกล่อมประมุขตระกูลคนอื่น ในตอนนี้เขาเพียงต้องการใช้ความจริงพิสูจน์ว่าเส้นทางของเขาถูกต้อง
เขาอ้าปากสูดลม ดูดกลืนก้อนแสงสีทองในมือลงท้องไป
ทันใดนั้นใบหน้าของเฉียนเทียนเป่าก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เขาโคจรเคล็ดกายทองคำกระถางเหล็กถึงขีดสุด ทั่วร่างเปล่งแสงสีทองอร่ามราวกับพระพุทธรูปทองคำ
แต่อาจเป็นเพราะบทกระถางเหล็กของเขายังฝึกไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ เพียงไม่กี่อึดใจ ขนอ่อนที่คล้ายกับขนของวานรวัชระก็งอกออกมาจากรูขุมขน นี่คือสัญญาณเบื้องต้นของการกลายร่างเป็นอสูร
จ้าวชิงหลิงและอีกสองคนตกใจอย่างยิ่ง หากเฉียนเทียนเป่ากลายร่างเป็นอสูร สติสัมปชัญญะต้องสูญสิ้น พวกนางจะต้องรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
แต่ทว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนร่างของเฉียนเทียนเป่าในเวลาต่อมา กลับทำให้ทั้งสามคนที่เตรียมใจรับมืออยู่แล้วต้องหน้าเปลี่ยนสี
เห็นเพียงแสงสีทองบนร่างของเฉียนเทียนเป่าค่อยๆ จางลง เปลี่ยนเป็นแสงสีขาวนวลที่ส่องทะลุออกมาจากภายใน ผิวหนังของเขาขาวเนียนนุ่มนวลขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ห้าตระกูลใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันบนเขาอู้ซานมาไม่รู้กี่ปี ย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของกันและกันเป็นอย่างดี ดังนั้นพวกจ้าวชิงหลิงจึงดูออกทันทีว่า เฉียนเทียนเป่ากำลังใช้วิชาห้าธาตุก่อกำเนิด เปลี่ยนพลังวิญญาณของวานรวัชระให้กลายเป็นพลังธาตุน้ำ เพื่อฝืนขับเคลื่อนการฝึกฝนวิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยกของตระกูลโจว
ทั้งสามจึงได้รู้ว่า เฉียนเทียนเป่าได้วางแผนเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเงื่อนไขเบื้องต้นของการทำเช่นนี้คือเจ้าตัวจะต้องมีพื้นฐานวิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยกเสียก่อน
"เคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์! เจ้าหนูตระกูลเฉียน เจ้าสำเร็จเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์แล้วรึ?!"
แม่เฒ่าซุนสมกับที่ใช้ชีวิตมาเกือบสองร้อยปี นางเป็นคนแรกที่เข้าใจเจตนาของเฉียนเทียนเป่า
"เคล็ดกายทองคำกระถางเหล็กของตระกูลเฉียน, วิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยกของตระกูลโจว, วิชาพฤกษาอี้มู่นิรันดร์ของตระกูลข้า, เคล็ดกายาเพลิงลีฮั่วของตระกูลหลี่ และวิชาหลอมโลหิตน้ำพุเหลืองของตระกูลจ้าว หากวิชาทั้งห้านี้มารวมอยู่ในตัวคนคนเดียว ก็คือเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ที่สาบสูญ!
เจ้าหนูตระกูลเฉียน ในเมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ ข้าผู้เฒ่าก็จะใช้ร่างอันผุพังนี้ช่วยเจ้า!
พฤกษาอี้มู่ยั่งยืน หยินหยางก่อกำเนิด!"
แม่เฒ่าซุนดูเหมือนจะได้รับแรงกระตุ้นบางอย่าง นางตัดสินใจใช้วิชาลับก้นหีบอย่างห้าวหาญ พลังชีวิตอันเข้มข้นมหาศาลไหลทะลักออกมาจากอวัยวะภายใน ไม่เพียงทำให้พลังเวทของนางเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก แต่ยังทำให้ร่างกายของนางย้อนวัยกลับไปเป็นสาวรุ่น
ผมขาวกลับกลายเป็นดำ ริ้วรอยเหี่ยวย่นเลือนหาย เพียงชั่วพริบตาจากหญิงชราไม้ใกล้ฝั่ง ก็กลายเป็นหญิงสาวโฉมงามวัยสะพรั่ง
เมื่อวิชาลับสำแดงฤทธิ์ พลังรบของแม่เฒ่าซุนก็พุ่งสูงขึ้น ไม้เท้าวิญญาณในมือฟาดใส่ปีศาจไม้แห้งจนเศษไม้ปลิวว่อน เพียงครู่เดียวก็สังหารมันลงได้
"แม่เฒ่าซุน ท่านทำบ้าอะไรลงไป? การใช้วิชาพฤกษาอี้มู่นิรันดร์ จะบั่นทอนอายุขัยของท่านนะ!"
จ้าวชิงหลิงยิ่งไม่เข้าใจ แม่เฒ่าซุนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเฉียนเทียนเป่ามาตลอด เหตุใดถึงยอมสละอายุขัยเพื่อช่วยเหลือเขา
"คำสอนบรรพชนกล่าวไว้ ในห้าตระกูลหากมีผู้ใดฝึกเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ อีกสี่ตระกูลจะต้องช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง เจ้าหนูตระกูลหลี่ เจ้าอย่าได้คิดตุกติก ข้าผู้เฒ่าไม่อยากลงมือกับเจ้า"
แม่เฒ่าซุนเอ่ยปากอ้างคำสอนบรรพชน ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ มีเพียงนางที่จดจำคำสอนบรรพชนมากมายไว้ในใจอย่างแม่นยำ
"พี่เฉียนมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามความเป็นความตาย ข้าจะไปขัดขวางได้อย่างไร แม่เฒ่าท่านกังวลเกินไปแล้ว"
ประมุขตระกูลหลี่ถึงกับเก็บอาวุธวิเศษ แสดงท่าทีว่าจะไม่ลงมือ
จ้าวชิงหลิงรู้สึกเดือดดาลในใจ สรุปคือพวกเจ้าแค่ไม่ไว้ใจข้าสินะ เจ้าคางคกบ้าเอ๊ย!
ทางด้านเฉียนเทียนเป่า แสงสีขาวนวลยิ่งมายิ่งเจิดจ้า เมื่อถึงจุดวิกฤตจุดหนึ่ง เฉียนเทียนเป่าก็พุ่งตัวไปข้างศพปีศาจไม้แห้ง อ้าปากสูดลม ดูดกลืนวิญญาณของมันลงท้อง
ฉับพลัน แสงสีเขียวมรกตอันเข้มข้นก็ส่องทะลุออกมาจากหน้าอกและท้องของเขา อวัยวะภายในเกิดการผลัดเปลี่ยนอย่างบ้าคลั่งภายใต้ฤทธิ์ของวิชาพฤกษาอี้มู่นิรันดร์
ไม่นานนัก เฉียนเทียนเป่าก็พุ่งเข้าใส่คางคกไฟพิษที่กำลังพัวพันอยู่กับจ้าวชิงหลิง เห็นได้ชัดว่าต้องการทำซ้ำรอยเดิม ฆ่าอสูรกลืนวิญญาณ!
ขณะที่จ้าวชิงหลิงกำลังหลบลูกไฟสีดำทมิฬที่คางคกไฟพิษพ่นออกมา สายตาของนางก็ประสานเข้ากับดวงตาของเฉียนเทียนเป่าพอดี นางรู้สึกได้ว่าในดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์ มีเพียงสัญชาตญาณความโลภอันดุร้ายที่เข้าครอบงำ ทันใดนั้นนางก็ไม่อยากให้เฉียนเทียนเป่าสมหวัง มิเช่นนั้นวันนี้นางคงต้องตายด้วยน้ำมือของเขาแน่
ดังนั้น เมื่อกรงเล็บของเฉียนเทียนเป่าเจาะทะลุกะโหลกของคางคกไฟพิษ จ้าวชิงหลิงจึงตัดสินใจลอบโจมตีทันที บังคับกระบี่บินพุ่งตรงไปหมายตัดหัวเฉียนเทียนเป่า
"เคร้ง!"
ไม้เท้าท่อนหนึ่งเข้ามาขวางการโจมตีนี้ไว้
แม่เฒ่าซุนและประมุขตระกูลหลี่เข้ามาขวางหน้าจ้าวชิงหลิงพร้อมกัน ดูจากท่าทีแล้ว พวกเขาไม่มีทางยอมให้จ้าวชิงหลิงลงมืออีกแน่
ในขณะที่สถานการณ์กำลังชะงักงัน เสียงดังกึกก้องก็ดังมาจากเบื้องบน เห็นเพียงช่องว่างของประตูน้ำบานสุดท้ายถูกสัตว์อสูรในพื้นที่ลับตนหนึ่งใช้กำลังฝืนดันให้ขยายออก
ไม่นาน หัวงูขนาดมหึมาเท่าบ้านหลังหนึ่งก็มุดออกมา มันส่งเสียงคำรามพลางบิดลำตัว ให้ส่วนที่เป็นลำตัวค่อยๆ เบียดตามออกมา
กระบวนการนี้ดูเจ็บปวดทรมานยิ่ง เกล็ดงูสีดำจำนวนมากหลุดร่วงพร้อมกับเลือดงูสาดกระเซ็น ยิ่งกระตุ้นความดุร้ายของมันให้พลุ่งพล่าน
"สายพันธุ์โบราณ งูหลามเขย่าภูผา!"
"สัตว์อสูรระดับสาม!"
"เลิกจ้องจับผิดข้าได้แล้ว พวกเราสามคนรีบช่วยกันลงมือเร็ว หากปล่อยให้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้มุดออกมาได้หมดจะยุ่งยากกันใหญ่!"
ไม่มีใครคาดคิดว่าช่องทางประตูน้ำที่เปิดไว้แคบที่สุด จะมีสัตว์อสูรโบราณที่ทรงพลังที่สุดมุดออกมา เมื่อนึกถึงตำนานงูหลามเขย่าภูผาที่เล่าขานสืบต่อกันมาในตระกูล จ้าวชิงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะมือเท้าเย็นเฉียบ
ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรแม้จะดูที่ระดับ แต่ความจริงแล้วสายเลือดมีความสำคัญยิ่งกว่า มังกรวารีระดับหนึ่งสามารถฆ่าปีศาจงูระดับสองได้ไม่ใช่เรื่องยาก
งูหลามเขย่าภูผาตัวนี้เป็นสัตว์อสูรที่มีชื่อเสียงเกริกไกรในยุคโบราณ แม้ตอนนี้จะเป็นเพียงระดับสาม แต่หากปล่อยให้มันหลุดออกมาจากพื้นที่ลับได้จริงๆ ก่อนที่ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนจะมาถึง เกรงว่าคงได้แต่มองมันออกไปก่อกรรมทำเข็ญในโลกมนุษย์แล้ว!
ทั้งสามคนต่างตระหนักถึงข้อนี้ดี จึงไม่สนใจเฉียนเทียนเป่าที่กำลังดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรอยู่ พากันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ขับเคลื่อนอาวุธวิเศษระดมโจมตีใส่หัวอันมหึมาของงูหลามเขย่าภูผาอย่างบ้าคลั่ง
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสามก็พบว่าการโจมตีของพวกเขาทำได้เพียงทำให้งูหลามเขย่าภูผาเจ็บปวด แต่ไม่สามารถเจาะทะลุเกล็ดอันแข็งแกร่งของมันได้เลย
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ประมุขตระกูลหลี่กำลังจะยอมเสียพลังปราณเพื่อใช้วิชาลับก้นหีบ 'เพลิงเทพลีฮั่ว' ก็เห็นงูหลามเขย่าภูผาอ้าปากกว้าง พ่นลูกบอลน้ำสีดำทมิฬขนาดใหญ่ออกมาสามลูกอย่างรวดเร็ว
ทั้งสามคนอยู่ใกล้มาก จึงถูกกระแทกเข้าใส่อย่างจัง!
ว่ากันตามจริง ลูกบอลน้ำสีดำนี้มีขนาดเท่าศีรษะคน ปราณวิญญาณไม่ปรากฏ ดูเหมือนจะไม่มีอานุภาพอะไร
แต่ทว่าทันทีที่ถูกกระแทก เกราะคุ้มกันรอบกายของจ้าวชิงหลิงและพวกทั้งสามก็แตกสลายในพริบตา แม้จะรีบงัดวิธีการต่างๆ ออกมาต้านทาน แต่ล้วนไร้ผล สุดท้ายต่างก็กระอักเลือดคำโต ร่วงตกลงสู่พื้นดินพร้อมกัน
ในภวังค์อันเลือนราง จ้าวชิงหลิงมองเห็นลูกบอลน้ำสีดำสามลูกที่กระแทกพวกนางจนบาดเจ็บสาหัสลอยย้อนกลับไป หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แล้วถูกงูหลามเขย่าภูผากลืนลงท้องไป
"วารีหนักอี้หยวน มิน่าเล่าถึงได้ร้ายกาจนัก..."
คราวนี้ นอกจากเฉียนเทียนเป่าที่สติเริ่มเลอะเลือนแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางงูหลามเขย่าภูผาจากการหลุดรอดออกจากพื้นที่ลับได้อีก
แต่ธาตุไฟก่อกำเนิดธาตุดิน ตอนนี้ในใจของเฉียนเทียนเป่ามีเพียงการฝึกเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ให้สำเร็จเท่านั้น หลังจากดูดกลืนวิญญาณคางคกไฟพิษเสร็จ เขาคงสนใจแต่เพียงวิญญาณของแมงป่องทมิฬไฟปฐพี แล้วจะไปสนใจขัดขวางงูหลามเขย่าภูผาได้อย่างไร!
----------