- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 55 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 55 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 55 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 55 ต่างคนต่างความคิด
หลังจากฝึกฝนบทผิวน้ำแข็งจนสำเร็จ ความเหนียวแน่นของเส้นลมปราณในร่างลั่วหงก็เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าโดยประมาณ แรงดันวิญญาณภายในที่ระดับ 220 ยังห่างไกลจากขีดจำกัดสูงสุดอยู่มาก เขาเพียงแต่รู้สึกเสียดายเม็ดกลมสีฟ้าที่ถูกเผาผลาญไปเล็กน้อย
ตอนใช้มันช่างรู้สึกดี แต่ตอนจะหามาเติมนี่สิยากยิ่ง
เมื่อเริ่มเข้าฌานฝึกฝน เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่วันที่ห้า
บนยอดเขาเทียนอู้ ใบหน้าของประมุขสี่ตระกูลใหญ่ต่างเผยความเหนื่อยล้าออกมาให้เห็น แต่ประตูบานใหญ่รูปทรงจานกลมกลางอากาศเบื้องบนก็ใกล้จะเปิดออกอย่างสมบูรณ์แล้ว
"ใกล้จะสำเร็จแล้ว!"
จ้าวชิงหลิงให้กำลังใจตัวเอง การเปิดค่ายกลห้าธาตุผนึกคุกในครั้งนี้ นางเป็นตัวตั้งตัวตี เพื่อเป้าหมายในการปล่อยสัตว์อสูรข้างในออกมา แล้วฆ่าพวกมันเพื่อแย่งชิงสมบัติ
ความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่นางรับสืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูล และได้รับรู้ว่าบนยอดเขาเทียนอู้มีค่ายกลสำหรับเปิดพื้นที่ลับซ่อนอยู่
"คำสอนบรรพชนมีไว้เพื่อไม่ให้สัตว์อสูรออกไปก่อกรรมทำเข็ญในโลกมนุษย์ จึงสั่งให้ตระกูลผู้ฝึกตนทั้งห้าของพวกเราเฝ้ารักษาที่นี่มาหลายชั่วอายุคน
แต่วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ในโลกผู้ฝึกตนแห่งแดนเทียนหนานแทบจะหาสัตว์อสูรตบะสูงส่งไม่พบแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าสัตว์อสูรจะเป็นภัยต่อโลกมนุษย์อีกต่อไป ในทางกลับกัน ควรจะคิดหาวิธีใช้ประโยชน์จากสมบัติที่บรรพชนทิ้งไว้นี้อย่างไรดีกว่า"
จ้าวชิงหลิงคิดเช่นนั้น ทั้งห้าตระกูลนั่งทับภูเขาสมบัติ แต่กลับต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสน เพียงเพราะยึดติดกับคำสอนบรรพชน
ภายใต้การนำของนาง คนรุ่นใหม่ในตระกูลจ้าวที่มีจ้าวซือซือเป็นผู้นำ ได้เลิกฝึกฝน "เคล็ดปฐพีหนา" ของบรรพบุรุษ และเก็บ "วิชาหลอมโลหิตน้ำพุเหลือง" ที่ล้าสมัยเข้ากรุไปนานแล้ว
หากตระกูลจ้าวต้องการสืบทอดต่อไป จะมัวแต่กอดคัมภีร์ล้าสมัยของบรรพบุรุษไว้ไม่ได้ ต้องรู้จักเปลี่ยนแปลง
แม้ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับ หรือถูกมองด้วยสายตาเป็นปฏิปักษ์จากอีกสี่ตระกูลก็ตาม
ใกล้จะถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว จ้าวชิงหลิงอดไม่ได้ที่จะมองไปทางแม่เฒ่าซุนผู้คัดค้านหัวชนฝามาตลอดจนกระทั่งก่อนออกเดินทาง นางเป็นประมุขที่ให้ความสำคัญกับคำสอนบรรพชนที่สุดในบรรดาสี่คน
ต่อให้รู้ว่าแม่เฒ่าซุนจำเป็นต้องใช้ซากสัตว์อสูรไปแลกโอสถสร้างรากฐานให้เหลนสาวของนาง จ้าวชิงหลิงก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี
โชคดีที่จนกระทั่งประตูกลมเปิดออกโดยสมบูรณ์ แม่เฒ่าซุนก็ยังไม่มีท่าทีแปลกพิกลใดๆ ดูเหมือนนางจะคิดตกแล้วจริงๆ
ภายในประตูกลมที่เปิดอ้าออก ไอปีศาจสีดำทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น เสียงคำรามแปลกประหลาดนับไม่ถ้วนดังระงมไปทั่ว
ในฐานะผู้คุมคุกแห่งเขาอู้ซาน ห้าตระกูลใหญ่ต่างมีวิธีการตรวจสอบพื้นที่ลับคุกอสูรอยู่ในระดับหนึ่ง
เมื่อเทียบกับสมัยโบราณที่ผู้ฝึกตนยุคก่อนเริ่มสร้างพื้นที่ลับ ปราณวิญญาณในพื้นที่ลับเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในสิบ อีกทั้งยังเต็มไปด้วยไอปีศาจเน่าเปื่อยและไออาฆาตจากซากศพอสูรยักษ์ เรียกได้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมดั่งขุมนรก
สัตว์อสูรที่ยังรอดชีวิตอยู่ล้วนเป็นลูกหลานของอสูรยักษ์ที่ถูกคุมขังในรุ่นแรก ด้วยสภาพแวดล้อมในพื้นที่ลับ จึงไม่มีตัวใดมีระดับเกินระดับสี่ หรือเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับหลอมแกน
อีกทั้งตบะของจ้าวชิงหลิงและพวกยังอ่อนด้อยเกินไป ไม่สามารถเปิดค่ายกลห้าธาตุผนึกคุกได้อย่างแท้จริง ช่องว่างทั้งห้าที่ฝืนเปิดออก แต่ละช่องกว้างพอให้สัตว์อสูรลอดผ่านออกมาได้เพียงทีละตัวเท่านั้น
เสียงคำรามระลอกแล้วระลอกเล่าที่ดังออกมา คือเสียงของเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังแย่งชิงโอกาสหนีออกจากขุมนรก
จ้าวชิงหลิงมีตบะสูงที่สุด ช่องว่างที่นางเปิดจึงกว้างที่สุด สัตว์อสูรตัวแรกที่หลุดรอดออกมาจึงพุ่งออกมาจากช่องทางของนาง
ก้ามสีแดงชาดคู่หนึ่งยื่นออกมาก่อน ตามด้วยลำตัวแบนราบที่มีไอปีศาจสีดำพันรอบ และหางแมงป่องที่หยดพิษสีแดงฉาน
"แมงป่องทมิฬไฟปฐพี! ยังเป็นแค่ระดับสอง ทุกท่านช่วยกันลงมือ รีบฆ่ามันเร็วเข้า!"
แมงป่องทมิฬไฟปฐพีเมื่อโตเต็มวัยจะเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ พิษของมันเป็นตัวยาเสริมที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกวิชาหลอมโลหิตน้ำพุเหลืองของตระกูลจ้าว ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากแดนเทียนหนานนานแล้ว
ทันทีที่มันปรากฏตัว จ้าวชิงหลิงก็จัดสรรชิ้นส่วนต่างๆ ของร่างกายมันไว้ในใจเรียบร้อย
ในบรรดาทั้งสี่คน ประมุขตระกูลหลี่เคลื่อนไหวรวดเร็วที่สุด ร่างกายของเขาห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิง ถือดาบผลาญสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
จ้าว, เฉียน และซุน อีกสามคนก็รีบตามไปติดๆ
เจ้าแมงป่องทมิฬไฟปฐพีเห็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานสี่คนพุ่งเข้ามาฆ่าฟัน ก็ไม่คิดหนี กลับยิ่งแสดงสัญชาตญาณดุร้ายออกมา
สัตว์อสูรในพื้นที่ลับต่างหิวกระหายปราณวิญญาณและเลือดเนื้อเป็นที่สุด ในเวลานี้ต่อให้มีผู้ฝึกตนระดับหลอมแกนขวางอยู่ตรงหน้า พวกมันก็คงจะพยายามกัดกินเลือดเนื้อสักคำก่อนตาย
แมงป่องทมิฬไฟปฐพีที่กำลังคลุ้มคลั่งนั้นรับมือได้ยากยิ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตี มันใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งรับต้านอย่างไม่สะทกสะท้าน ทุกครั้งที่ฟาดก้ามกัดขบ ล้วนหมายจะกลืนกินพวกจ้าวชิงหลิงทั้งเป็น
แม้จ้าวชิงหลิงจะมีตบะระดับสร้างรากฐานระยะกลาง แต่นางเปลี่ยนไปฝึก "เคล็ดกลิ่นหอมลวงตา" ของสำนักจันทราอำพราง ซึ่งใช้รับมือกับสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งได้ไม่ดีนัก
ทั้งสี่คนรุมล้อมโจมตีอยู่พักใหญ่ กว่าประมุขตระกูลหลี่จะฉวยโอกาสตวัดดาบตัดหางแมงป่องทมิฬไฟปฐพีขาดสะบั้น และปิดบัญชีด้วยไม้เท้าของแม่เฒ่าซุนที่ฟาดลงกลางกบาล
ยังไม่ทันได้พักหายใจ สัตว์อสูรระดับสองอีกสามตัวก็มุดออกมาจากช่องว่างของพื้นที่ลับพร้อมกัน ได้แก่ วานรวัชระ, ปีศาจไม้แห้ง และคางคกไฟพิษ
"พี่หลี่ช่วยข้าด้วย ฆ่าเจ้าวานรวัชระตัวนี้ก่อน!"
เฉียนเทียนเป่าสวมเกราะในเกล็ดทองคำ พลังป้องกันน่าตื่นตะลึง เขาอาสาดึงดูดความสนใจของวานรวัชระ เพื่อสร้างโอกาสให้ประมุขตระกูลหลี่สังหารมันในดาบเดียว
อีกสามคนไม่มีใครคัดค้าน วานรวัชระเป็นสัตว์อสูรธาตุทอง การใช้ไฟข่มทองย่อมเหมาะสมที่สุด
ไม่นานนัก วานรวัชระที่กำลังเกรี้ยวกราดก็ถูกสองประมุขตระกูลเฉียนและหลี่ร่วมมือกันสังหาร
ขณะที่ประมุขตระกูลหลี่รีบผละไปช่วยแม่เฒ่าซุนที่พลังเวทเริ่มอ่อนแรง เฉียนเทียนเป่ากลับยืนนิ่งอยู่หน้าศพวานรวัชระ สีหน้าแสดงความขัดแย้งในใจ ราวกับกำลังเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ
จ้าวชิงหลิงสังเกตเห็นความผิดปกติเป็นคนแรก หัวใจนางกระตุกวูบ เฉียนเทียนเป่าเป็นคนแรกที่ตอบรับนางเรื่องการละเมิดคำสอนบรรพชนเพื่อเปิดพื้นที่ลับคุกอสูร หรือว่าแท้จริงแล้วเขาซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้?
"ประมุขเฉียน ท่านคิดจะทำอะไร? ยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก สัตว์อสูรทางประตุน้ำจะออกมาแล้ว!"
เฉียนเทียนเป่าทำหูทวนลม เขาขยับนิ้วร่ายคาถา ดูดวิญญาณของวานรวัชระมาไว้ในฝ่ามือ แล้วเงยหน้ามองจ้าวชิงหลิงและคนอื่นๆ
"พวกท่านคิดว่า การที่เราเปิดคุกอสูรทุกๆ สิบปีแบบนี้ เพื่อแบ่งปันซากสัตว์อสูรคนละตัว จะหยุดยั้งความเสื่อมถอยของตระกูลได้จริงๆ หรือ?"
เฉียนเทียนเป่าไม่ได้คาดหวังคำตอบ เขาผู้ส่ายหน้าแล้วเอ่ยคำตอบในใจของตนออกมา
"ตระกูลผู้ฝึกตนต้องพึ่งพาผู้ฝึกตนในตระกูล หาใช่ซากเดนตายเหล่านี้"
"เจ้าหนูตระกูลเฉียน หรือว่าเจ้าคิดจะกลืนอสูร?! รีบหยุดมือเดี๋ยวนี้ ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้วิธีเสี่ยงตายเช่นนั้น!"
แม่เฒ่าซุนเห็นวิญญาณวานรวัชระในมือเฉียนเทียนเป่า ก็เดาความคิดของเขาออกทันที
"ไม้ผุเฒ่า แหกตาดูเสียบ้าง! ตระกูลโจวสิ้นชื่อไปแล้ว ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ?!"
เฉียนเทียนเป่าบันดาลโทสะ เขาเกลียดทัศนคติงอมืองอเท้ารอความตายของตระกูลซุนเป็นที่สุด
"ประมุขเฉียนใจเย็นก่อน การจะฟื้นฟูตระกูล ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิชาลับของบรรพชนเสมอไป!"
จ้าวชิงหลิงไม่สนใจการสิ้นเปลืองพลังเวทอีกต่อไป เร่งกระตุ้นอาวุธวิเศษหวังจะรีบสังหารคางคกไฟพิษที่พัวพันนางอยู่ให้เร็วที่สุด
"นั่นสินะ เหมือนอย่างตระกูลจ้าวของเจ้าที่หันไปฝึกวิชาของสำนักอื่นกันหมด ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ แค่จะฆ่าสัตว์อสูรระดับสองสักตัวยังทุลักทุเลปานนี้ เจ้าเอาหน้าตาของตระกูลจ้าวไปไว้ที่ไหน?"
เฉียนเทียนเป่าตอกกลับจ้าวชิงหลิง แล้วหันไปพูดกับประมุขตระกูลหลี่
"ประมุขหลี่มั่นใจในพรสวรรค์ของตน แต่ต่อให้ท่านหลอมแกนสำเร็จ ก็คุ้มครองตระกูลได้มากสุดแค่ไม่กี่ร้อยปี จุดจบของตระกูลหลี่ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ทองคำ คือตัวแทนของความมุ่งมั่นทะลวงไปข้างหน้า
การกระทำของข้าเฉียนเทียนเป่าในวันนี้ คือการเปิดเส้นทางให้ลูกหลาน
หากวันนี้ข้าสำเร็จ ห้าตระกูลจักเฟื่องฟู!
แต่หากข้าตาย... พวกท่านจะได้รู้ว่า เส้นทางนี้ไปต่อไม่ได้"
----------