เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 จ้าวชิงหลิง

บทที่ 51 จ้าวชิงหลิง

บทที่ 51 จ้าวชิงหลิง


บทที่ 51 จ้าวชิงหลิง

บนยอดเขาโฮ่วถู่ ผู้ฝึกตนชุดเหลืองคนหนึ่งกำลังทอดสายตามองไปยังยอดเขาเทียนอู้ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษสีเขียวแกมม่วงในระยะไกล สีหน้าฉายแววกลัดกลุ้ม

"สถานที่อันตราย ช่างเป็นสถานที่อันตรายจริงๆ! ท่านผู้อาวุโส ยาแก้พิษที่ผู้น้อยเตรียมมามีเพียงขวดเดียว จะไม่น้อยเกินไปหรือ?"

ดวงตาของอวี๋รั่วซีสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ ไม่หวั่นไหวต่อวาจาของลั่วหงแม้แต่น้อย ตลอดการเดินทางนางชินชากับความระมัดระวังตัวจนเกินเหตุของลั่วหงเสียแล้ว การไม่ใส่ใจจึงเป็นการรับมือที่ดีที่สุด

"แขกผู้มีเกียรติทั้งสองโปรดตามข้ามา ท่านประมุขรออยู่ที่โถงรับรองแล้ว"

ผู้ที่เอ่ยปากคือคนของตระกูลจ้าวที่เพิ่งเข้าไปแจ้งข่าวเมื่อครู่ เป็นเด็กหนุ่มหน้าดำคล้ายคลึงกับจ้าวอวี้ซู่ ทว่ามีตบะสูงส่งกว่ามาก

"ไม่ได้มาเยือนหลายปี ตระกูลจ้าวเปลี่ยนแปลงไปมาก น้องหญิงชิงหลิงรักษาตระกูลไว้ไม่ง่ายดายเลยจริงๆ"

อวี๋รั่วซีก้าวเดินขึ้นบันไดหิน มองดูเจดีย์ตำหนักของตระกูลจ้าวที่ดูเหมือนจะโอ่อ่า ทว่ากลับไม่มีไอวิญญาณเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย นางถอนหายใจด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ

เพิ่งจะออกมาจากสำนักใหญ่อย่างสำนักจันทราอำพรางที่มีค่ายกลทุกย่างก้าว มีการวางอาคมไว้ทุกหนแห่ง แล้วมาเจอกับตระกูลผู้ฝึกตนที่แม้แต่ค่ายกลพิทักษ์ภูเขาก็ยังไม่มี ลั่วหงสัมผัสได้ถึงความเหลื่อมล้ำทางฐานะในโลกผู้ฝึกตนอย่างลึกซึ้ง

ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจ้าวที่มีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเพียงคนเดียว และสมาชิกขอบเขตกลั่นลมปราณอีกสิบกว่าคน ไม่อาจทนรับคลื่นลมใดๆ ได้ หากเกิดช่วงรอยต่อที่ขาดแคลนผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขึ้นมา ความตกต่ำของตระกูลก็จะมาเยือนในชั่วพริบตา

เมื่อมาถึงโถงเลี้ยงวิญญาณซึ่งเป็นที่ฝึกฝนลมปราณเบื้องต้นของเด็กในตระกูลจ้าว ก็ถือว่าเข้าสู่พื้นที่ส่วนในของตระกูลจ้าวแล้ว ที่นี่มีค่ายกลธาตุดินระดับค่อนข้างสูงคอยคุ้มกันอยู่ และเป็นค่ายกลเดียวที่ลั่วหงได้เห็นตลอดทางที่เดินมา

หลังจากผ่านค่ายกลเข้ามา ไม่นานลั่วหงและอวี๋รั่วซีก็มาถึงโถงรับรอง และได้พบกับจ้าวชิงหลิงประมุขตระกูลจ้าว

ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ตาเฒ่าเคราขาวที่วันๆ เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวดกังวลเรื่องความอยู่รอดของตระกูลตามที่ลั่วหงจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง จ้าวชิงหลิงมีร่างเล็กบอบบางดูราวกับดรุณีวัยสิบหกปี หน้าตาไม่ได้ดูอ่อนหวานงดงาม แต่เมื่อสวมชุดบัณฑิตชายกลับดูองอาจผ่าเผยยิ่งนัก

"พี่หญิงอวี๋ ภาพที่เราเคยออกท่องเที่ยวทั่วยุทธภพแคว้นเยว่ด้วยกันยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า เพียงพริบตาเดียวก็จากกันไปกว่ายี่สิบปีแล้ว

วันนี้ได้พบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน อย่าเพิ่งคุยเรื่องหลอมโอสถเลย พี่หญิงเชิญลิ้มลองผลวิญญาณที่ตระกูลจ้าวของข้าปลูกเองก่อนเถิด"

ทันทีที่พบหน้า จ้าวชิงหลิงก็ดึงตัวอวี๋รั่วซีไปนั่งลงข้างโต๊ะหินอันวิจิตรบรรจงอย่างกระตือรือร้น

บนโต๊ะหินเต็มไปด้วยผลวิญญาณหลากสีสันหลายชนิด วางเรียงรายจนดูละลานตา ชวนให้ผู้พบเห็นน้ำลายสอ

ส่วนลั่วหงที่เป็นเพียงศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณนั้น ถูกนางมองข้ามไปโดยสัญชาตญาณ บางครั้งการเก็บซ่อนกลิ่นอายได้ดีเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

"ผลวิญญาณของตระกูลจ้าวเอาไว้ค่อยทานทีหลังก็ได้ แต่ข้าแลกสูตรโอสถบัวสวรรค์มาจากน้องหญิงตั้งหกสิบกว่าปีแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งนานในที่สุดก็รวบรวมวัตถุดิบจนครบ ข้าไม่อยากรอช้าแม้แต่วันเดียว"

น้ำเสียงของอวี๋รั่วซีเจือความตัดพ้อเล็กน้อย ปีนั้นนางคิดว่าตนเองได้เปรียบในการแลกเปลี่ยนสูตรโอสถ แต่ความจริงแล้วกลับเสียเปรียบอย่างหนัก

แม้สมุนไพรเสริมที่ใช้หลอมโอสถบัวสวรรค์จะต้องการอายุเพียงร้อยกว่าปี แต่ทว่าแต่ละชนิดล้วนหายากและแปลกประหลาด หลายปีมานี้นางต้องเปลืองสมองไปไม่รู้เท่าไหร่

หากไม่ใช่เพราะรู้นิสัยดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทวงศิลาวิญญาณคืนจากน้องสาวผู้มีฉายา 'ปี่เซียะ' ผู้นี้ อวี๋รั่วซีคงถอดใจเลิกตามหาไปนานแล้ว

"พี่หญิงต้องการจะหลอมโอสถบัวสวรรค์จริงๆ หรือ! หรือว่าแม้แต่สมุนไพรประเภทบัวที่มีตบะห้าร้อยปีขึ้นไปท่านก็หามาได้แล้ว?!"

จ้าวชิงหลิงสะดุ้งตกใจ คำพูดบ่ายเบี่ยงที่เตรียมไว้เต็มท้องพลันมลายหายไปสิ้น

"ถูกต้อง วัตถุดิบทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสรรพ เพียงพอให้น้องหญิงเปิดเตาหลอมได้ถึงสามครั้ง น้องหญิง ลองตรวจสอบดูเถิด"

อวี๋รั่วซีวางกล่องหยกกองหนึ่งจนเต็มโต๊ะหิน และจงใจเปิดกล่องที่บรรจุบัวปราณเที่ยงธรรมไว้อย่างเปิดเผย แสดงเจตนาเร่งเร้าอย่างชัดเจน

"ดี! ดีเยี่ยม! มีบัวปราณเที่ยงธรรมนี้ก็เพียงพอแล้ว! ข้าต้องหลอมสำเร็จสักเตาแน่ ถึงเวลานั้นขอพี่หญิงขายให้ข้าในราคาถูกสักสี่เม็ดเถิด!"

จ้าวชิงหลิงมิได้ฝึกวิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยก แต่กลับต้องการโอสถบัวสวรรค์อย่างเร่งด่วนเช่นกัน

"น้องหญิงพูดช้าไปแล้ว ข้ารับปากจะมอบสี่เม็ดให้แก่สหายน้อยลั่วผู้นี้ไปแล้ว อย่างมากที่สุดก็ขายให้เจ้าได้เพียงสองถึงสามเม็ด และราคาก็ลดให้ไม่ได้ด้วย"

อวี๋รั่วซีปรายตามอง ส่งสัญญาณให้จ้าวชิงหลิงมองไปทางลั่วหงที่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบเชียบ แล้วกล่าวต่อว่า

"บัวปราณเที่ยงธรรมต้นนี้ สหายน้อยลั่วเป็นผู้หามา"

"เจ้าเป็นใคร?"

จ้าวชิงหลิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือแววเป็นปฏิปักษ์เล็กน้อย

ลั่วหงเพียงอยากได้โอสถบัวสวรรค์ให้เร็วที่สุด จึงไม่คิดจะปิดบังอำพรางตัวตน เขาใช้นิ้วแตะที่ยันต์สัมผัสเทวะบนหัวไหล่เบาๆ ภายใต้การปกคลุมของกลิ่นอายระดับหลอมแกน เขาเอ่ยเรียบๆ ว่า

"ผู้น้อยลั่วหง อาจารย์ของข้าคือหลี่หัวหยวน ผู้อาวุโสระดับหลอมแกนแห่งสำนักหวงเฟิงกู่"

"เจ้าเด็กนี่ เหตุใดจึงใช้ยันต์สัมผัสเทวะพร่ำเพรื่อเช่นนี้ รีบเก็บไปเร็วเข้า!"

การถูกผนึกเป้าด้วยกลิ่นอายของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกนไม่ใช่ความรู้สึกที่น่าอภิรมย์นัก อวี๋รั่วซีดุด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย

"ผู้น้อยไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อเสียหน่อย ขอเพียงผู้น้อยกระตุ้นยันต์สัมผัสเทวะทุกครั้งที่ไปถึงสถานที่ใหม่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าหากหายตัวไปแล้วท่านอาจารย์จะตามหาตัวผู้น้อยไม่พบ ผู้อาวุโสจ้าว ท่านว่าจริงหรือไม่?"

ลั่วหงใช้นิ้วแตะอีกครั้งเพื่อปิดการทำงานของยันต์สัมผัสเทวะ พร้อมกับส่งยิ้มที่ดูเหมือนไม่ใช่ยิ้มให้จ้าวชิงหลิง

"มิน่าเล่าถึงสามารถขอแบ่งโอสถบัวสวรรค์จากพี่หญิงอวี๋ได้ถึงสี่เม็ด สหายน้อยลั่วช่างเตรียมการมาอย่างรอบคอบจริงๆ เอาเถอะ ก็แค่เสียเวลาเพิ่มอีกหน่อย"

จ้าวชิงหลิงยอมถอยอย่างเด็ดขาด

"ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว น้องหญิงวางแผนจะเปิดเตาหลอมเมื่อใด?"

อวี๋รั่วซีไม่อยากรอนานด้วยใจจริง

"พี่หญิงอย่าใจร้อน อีกสองวันข้าจะเปิดเตา หลังจากเปิดเตาแล้วภายในสิบวันก็จะรู้ผล"

จ้าวชิงหลิงคำนวณเวลาในใจแล้วตอบตามตรง

เมื่อได้รับคำตอบที่น่าพอใจ อวี๋รั่วซีจึงหันไปคุยเรื่องความหลังกับจ้าวชิงหลิง

ลั่วหงรู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ฟัง จึงปลีกตัวออกมาจากโถงรับรองและเดินเล่นไปทั่วตระกูลจ้าว

คนในตระกูลจ้าวที่เดินผ่านไปมาต่างรู้ว่ามีแขกมาเยือน จึงไม่มีใครเข้ามาขวางลั่วหง เพียงแต่คอยส่งสายตามองมาเป็นระยะ

โดยไม่รู้ตัว ลั่วหงก็เดินมาถึงขอบเขตของค่ายกล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจมากที่สุด

"โจวเสี่ยวอัน ออกไปเล่นกันเถอะ วันๆ เอาแต่ฝึกหมัดจะมีอะไรน่าสนุก?"

เสียงใสแจ๋วของเด็กดังมาจากด้านข้าง ลั่วหงเงยหน้ามองตามเสียง พบว่าเป็นเด็กสองคนอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีกำลังยื้อยุดกันอยู่ในโถงเลี้ยงวิญญาณ

คนตัวเล็กกว่าเป็นเด็กหญิง แก้มยุ้ยน่ารักน่าชัง นางกำลังดึงแขนเด็กชายคนหนึ่ง พลางทำปากยื่นอย่างน้อยใจ

"น้องซือซือ แปดกระบวนทุบเหมันต์ของพี่วันนี้เพิ่งฝึกไปได้ยี่สิบรอบ ยังเหลืออีกแปดสิบรอบที่ยังไม่ได้ฝึก รอพี่ฝึกเสร็จแล้วจะไปเล่นเป็นเพื่อนนะ ตกลงไหม?"

โจวเสี่ยวอันลูบศีรษะเล็กๆ ของจ้าวซือซือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"คนโกหก! รอท่านฝึกเสร็จฟ้าก็มืดแล้ว ซือซือก็ต้องกลับบ้านแล้ว!"

จ้าวซือซือเคยหลงเชื่อมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ไม่มีทางเชื่อคำลวงของพี่เสี่ยวอันอีกเด็ดขาด นางพองแก้มป่องแล้วออกแรงดึงลาก

โจวเสี่ยวอันแม้อายุยังน้อยแต่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แรงเยอะไม่เบา แม้จ้าวซือซือจะทิ้งน้ำหนักตัวห้อยโหนอยู่บนตัวเขา ร่างกายของเขาก็ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย

เขาไม่กล้าสะบัดออกเพราะเกรงว่าแรงมหาศาลของตนจะทำให้เด็กหญิงบาดเจ็บ ทั้งยังเป็นคนปากหนัก ไม่รู้ว่าเวลานี้ควรจะพูดปลอบใจสักประโยคสองประโยค ทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

"สหายน้อย เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกตน ไยต้องฝึกใช้แรงควายเยี่ยงนั้นทุกวี่วันด้วยเล่า ไร้ประโยชน์สิ้นดี"

ลั่วหงไม่ใช่คนชอบแส่เรื่องชาวบ้าน แต่เขาดูปราดเดียวก็รู้ว่าโจวเสี่ยวอันกำลังฝึกวิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยก แม้จะเป็นเพียงขั้นแรก แต่ก็ไม่อาจรอดพ้น 'เนตรตรวจร่างกาย' ของเขาไปได้

น่าสนใจ ผู้ฝึกตนหญิงตระกูลจ้าวไม่ได้ฝึก แต่ผู้ฝึกตนชายตระกูลโจวกลับเป็นคนฝึก

ประมุขตระกูลจ้าวยังเตรียมจะซื้อโอสถบัวสวรรค์ให้เขา ปูทางให้ขนาดนี้... หรือว่าพรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี่จะสูงส่งเทียมฟ้า?

----------

จบบทที่ บทที่ 51 จ้าวชิงหลิง

คัดลอกลิงก์แล้ว