เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 ห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซาน

บทที่ 50 ห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซาน

บทที่ 50 ห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซาน


บทที่ 50 ห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซาน

"ไม่ได้!"

อวี๋รั่วซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแว้ดขึ้นมาด้วยความโมโห

"ทำไมล่ะขอรับ? ผู้น้อยแม้เพิ่งจะมาเยือนสำนักของท่านเป็นครั้งแรก แต่สำนักของท่านสมกับที่เป็นสำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเยว่จริงๆ

ไม่เพียงทิวทัศน์ในสำนักจะงดงามดั่งแดนเซียน ศิษย์หญิงแต่ละคนก็ล้วนมีทรวดทรงงดงาม หน้าตาสะสวยดั่งบุปผา

ผู้น้อยรู้สึกชอบใจยิ่งนัก อยากจะขอรบกวนพำนักต่ออีกสักหลายวัน หวังว่าผู้อาวุโสจะช่วยสงเคราะห์"

ลั่วหงแสร้งทำตัวเป็นพวกเสเพล หวังให้อวี๋รั่วซีเกิดความรังเกียจจนตัดใจที่จะพาเขาร่วมเดินทางไปด้วย

แดนผนึกปีศาจสมัยโบราณเชียวนะ แม้จะเป็นแค่ตำนาน แต่ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องไปเดินเล่นเสี่ยงตายเลย ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณนั้นเปราะบางจะตายไป ระวังไว้ก่อนดีกว่า

"เพ้อเจ้อ! ศิษย์หญิงที่เข้ามารายงานเมื่อครู่บอกชัดเจนว่าเจ้าเป็นเจ้าหนุ่มทึ่มทื่อที่ไม่ประสีประสาเรื่องชายหญิงแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมาเล่นละครตบตา ข้าอยากรู้นักว่าเจ้ามีเจตนาอะไรกันแน่?!"

อวี๋รั่วซียิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แต่ติดที่ยันต์สัมผัสเทวะจึงลงมือไม่ได้ ทำได้เพียงข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้

"ผู้น้อยไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่อยากรบกวนผู้อาวุโสช่วยนำส่วนของผู้น้อยกลับมาให้ด้วย สมุนไพรวิญญาณผู้น้อยมอบให้ท่านตอนนี้เลยก็ได้ เชื่อว่าผู้อาวุโสย่อมไม่กล้าผิดสัญญากับท่านอาจารย์ของข้าแน่นอน"

ลั่วหงโยนกล่องหยกที่บรรจุบัวปราณเที่ยงธรรมออกไปอย่างใจป้ำ

การกระทำนี้ทำให้อารมณ์โกรธของอวี๋รั่วซีมอดลงทันที เพราะในที่สุดของล้ำค่าที่นางถวิลหามานานหลายสิบปีก็มาอยู่ในมือแล้ว

"เจ้าเด็กนี่แปลกคนจริง ไม่ใช่ข้าอยากจะบังคับเจ้า แต่เจ้าไม่ไปไม่ได้

เจ้าน้ำทิพย์กลิ่นกล้วยไม้นั่นเก็บรักษาจิตวิญญาณได้ยาก จำเป็นต้องเก็บแล้วใช้ทันที"

พูดมาขนาดนี้แล้ว เจ้าควรจะยอมตามข้าไปดีๆ ได้แล้วนะ

"งั้นผู้น้อยขอเปลี่ยนเป็นรับโอสถบัวสวรรค์ห้าเม็ดเหมือนเดิมดีกว่า"

ลั่วหงวนกลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง

"นี่เจ้า! ทำไมถึงได้ไม่อยากไปเขาอู้ซานกับข้าขนาดนั้น?!"

อวี๋รั่วซีโกรธจนแทบระเบิด มือเรียวงามเผลอบีบกล่องหยกจนเกิดรอยร้าวละเอียด

"ผู้อาวุโส แล้วทำไมท่านต้องมาคิดเล็กคิดน้อยกับผู้น้อยแค่โอสถบัวสวรรค์เม็ดเดียวด้วยเล่า?" ลั่วหงเองก็กลุ้มใจไม่แพ้กัน

"ฮึ! เจ้าไม่ต้องยุ่ง สรุปว่าให้แค่สี่เม็ด เจ้าจะมาหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า"

อวี๋รั่วซีพูดจบก็เหาะทะยานขึ้นฟ้า แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่พูดกับลั่วหงอีกแม้แต่คำเดียว

แผนการแสดงความจริงใจล้มเหลว ลั่วหงไม่มีทางเลือกอื่น หลังจากปิดการทำงานของยันต์สัมผัสเทวะแล้ว ก็ได้แต่ขี่อาวุธวิเศษตามไปอย่างกังวล

ส่วนอวี๋รั่วซีที่บินนำอยู่ด้านหน้า เมื่อสัมผัสได้ว่าลั่วหงตามมา ในใจกลับรู้สึกเบิกบานใจเล็กๆ จากการเป็นผู้ชนะ

"สุดท้ายข้าก็ได้กำไรอยู่ดี"

บัวปราณเที่ยงธรรมหนึ่งต้นเพียงพอสำหรับปรุงโอสถบัวสวรรค์ได้ถึงสามเตา ด้วยฝีมือของนักปรุงยาที่อวี๋รั่วซีไหว้วาน ความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จสักหนึ่งครั้งในสามครั้งนั้นสูงมาก ส่วนสองครั้งนางไม่กล้าหวัง

โอสถบัวสวรรค์หนึ่งเตาปกติจะได้โอสถราวเจ็ดถึงแปดเม็ด อวี๋รั่วซีมั่นใจว่าขอแค่มีน้ำทิพย์ช่วยเสริม เพียงเม็ดเดียวก็ทะลวงขั้นที่หกได้แล้ว หักส่วนของลั่วหงออกไปสี่เม็ด ก็จะเหลืออีกสองถึงสามเม็ด

เช่นนี้แล้ว โอสถบัวสวรรค์ที่เหลือก็ยังพอจะช่วยให้คนอื่นทะลวงขั้นที่หกได้อีกคน หากนำไปแลกเปลี่ยนย่อมได้กำไรมหาศาล

อย่าหาว่าอวี๋รั่วซีขี้งกเลย หลังจากเลื่อนขั้นสู่ระดับหลอมแกนแล้ว การหลอมสร้างสมบัติวิเศษนั้นผลาญทรัพยากรอย่างมหาศาล แม้สำนักจันทราอำพรางจะสนับสนุนบ้าง แต่นางไม่ใช่คนที่ยอมอยู่อย่างดาษดื่น จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้วยตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สิบกว่าวันต่อมา ณ เขาอู้ซาน ยอดเขาโฮ่วถู่เฟิง ภายในโถงชั้นในของตระกูลจ้าว

จ้าวอวี้ซู่เดินเข้ามาด้วยท่าทีตื่นเต้นเล็กน้อย แม้เขาจะเป็นคนของตระกูลจ้าว แต่ด้วยพรสวรรค์รากวิญญาณที่ไม่ดีนักและตบะที่ต่ำต้อย จึงเป็นเพียงคนไร้ตัวตนในตระกูลมาโดยตลอด ไม่เคยได้เข้ามาในโถงชั้นในที่มีแต่ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณขั้นปลายเท่านั้นที่จะเข้าได้ และยิ่งไม่เคยได้เข้าพบประมุขตระกูลตามลำพังเช่นนี้มาก่อน

ทั้งหมดนี้ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น เดินตัวลอยราวกับฝันไป

"อวี้ซู่คารวะท่านประมุข"

ภายในโถงชั้นใน จ้าวอวี้ซู่คุกเข่าลงเบื้องหน้าสตรีผู้หนึ่งที่ดูเหมือนหญิงสาววัยแรกแย้ม สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพจากใจจริง

"ลุกขึ้นเถอะ หินวิญญาณธาตุดินชุดนั้นที่เจ้านำกลับมาคราวก่อนช่วยตระกูลได้มากโข วันนี้ที่เรียกเจ้ามาก็เพื่อจะปูนบำเหน็จให้"

หญิงสาววัยแรกแย้มผู้นี้คือประมุขตระกูลจ้าว มีตบะระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความเหนื่อยล้าอยู่จางๆ

จ้าวอวี้ซู่ที่กำลังปลื้มปิติย่อมฟังไม่ออก รีบกล่าวปฏิเสธโดยไม่ลังเล

"การได้แบ่งเบาภาระของตระกูลนับเป็นเกียรติของอวี้ซู่แล้วขอรับ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านประมุขปูนบำเหน็จอีก"

"เป็นเกียรติก็เรื่องหนึ่ง แต่จะละเลยกฎระเบียบเรื่องรางวัลและการลงโทษไม่ได้ มิเช่นนั้นภายในตระกูลคงวุ่นวาย

จอบสั่นวิญญาณเล่มนี้เป็นอาวุธวิเศษระดับสูง แม้จะไม่เหมาะใช้ในการต่อสู้ แต่กลับเหมาะสมกับเจ้าที่สุด"

ประมุขหญิงโยนกลุ่มแสงก้อนหนึ่งออกมา เมื่อลอยมาถึงหน้าจ้าวอวี้ซู่ มันก็กลายเป็นจอบสีดำสนิทที่มีปราณวิญญาณแผ่พุ่งออกมา

"ขอบพระคุณท่านประมุข อวี้ซู่ขอสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อตระกูลจ้าวจนตัวตาย!"

จ้าวอวี้ซู่ซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเพิ่มเวลาดูแลสวนผลไม้วิญญาณอีกวันละสองชั่วยาม

"อืม ไปเถอะ อย่าลืมงานที่รับปากคนเขาไว้ล่ะ"

ประมุขหญิงพยักหน้าเล็กน้อย มองส่งจ้าวอวี้ซู่คำนับแล้วเดินจากไป จากนั้นจึงวางมือลงบนกระถางธูปด้านหลัง จับที่มุมหนึ่งแล้วหมุนเบาๆ

ได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังครืดคราด ผนังด้านข้างเปิดออกเป็นประตูลับบานหนึ่ง

ตระกูลผู้ฝึกเซียนกลับใช้กลไกของมนุษย์ธรรมดา แม้ไม่ปลอดภัยเท่าค่ายกล แต่ก็เพราะไม่มีคลื่นพลังวิญญาณจึงไม่เป็นที่สังเกต

หลังประตูลับคือบันไดหินทอดลงสู่ใต้ดิน ประมุขหญิงเดินลงไปไม่นานก็มาถึงห้องลับใต้ดินแห่งหนึ่ง

"ท่านประมุขทุกท่าน ฟื้นฟูพลังเวทเรียบร้อยแล้วหรือยัง"

เห็นเพียงในห้องลับมีผู้ฝึกเซียนระดับสร้างรากฐานขั้นต้นสามคนกำลังนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอยู่ เป็นชายสองหญิงหนึ่ง ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วไม่ใช่คนตระกูลจ้าว

"ได้โอสถกล้วยไม้ ของประมุขจ้าวช่วยไว้ พลังเวทของพวกเราฟื้นฟูได้ห้าถึงหกส่วนแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงเต็มเปี่ยม ขอบคุณมาก"

เฉียนเทียนเป่าลืมตาขึ้น หนวดทรงแปดขยับไหวขณะกล่าวขอบคุณ

"น้องสาวจ้าว ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้ามากจริงๆ ตระกูลซุนของข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณในวันนี้เลย"

ประมุขตระกูลซุนเป็นหญิงชราผมขาว ท่าทางดูตื้นตันใจไม่น้อย

"แม่เฒ่าซุนกล่าวเกินไปแล้ว ห้าตระกูลเขาอู้ซานเรามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นดั่งกิ่งก้านสาขาเดียวกัน ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน วันนี้ตระกูลจ้าวช่วยพวกท่าน วันหน้าอาจจะเป็นตระกูลจ้าวที่ต้องพึ่งพาพวกท่านก็ได้"

ประมุขหญิงจ้าวแสดงความเคารพต่อแม่เฒ่าซุนอย่างมาก น้ำเสียงจริงใจไม่มีเสแสร้ง

"เฮ้อ ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลโจวตกต่ำลง พวกเราคงไม่ต้องเสียพลังปราณกันขนาดนี้"

ประมุขตระกูลหลี่สวมชุดล่าสัตว์สีดำ หน้าตาหล่อเหลาดูภูมิฐาน กล่าวด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง

"รุ่นนี้ของตระกูลโจวยังเหลือคนที่มีรากวิญญาณอยู่อีกสองคน ขอแค่สี่ตระกูลเราช่วยกันดันสักหน่อย ก็ยังพอมีหวังอยู่"

สีหน้าของประมุขหญิงจ้าวหม่นลง คำพูดที่เอ่ยออกมาแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เชื่อ

อีกสามคนต่างก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลำพังตระกูลตัวเองยังแทบเอาตัวไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนไปอุ้มชูตระกูลโจวกันเล่า

ทันใดนั้น ยันต์สื่อสารใบหนึ่งก็บินลอดช่องระบายอากาศเข้ามาตกในมือของประมุขหญิงจ้าว

เนื่องจากเป็นการส่งสารลับ ประมุขหญิงจึงแนบมันไว้ที่หน้าผากเพื่อตรวจสอบ ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

"ประมุขจ้าว เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

ทั้งสามคนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด กลัวว่าจะได้ยินข่าวร้ายอะไร

"ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่สหายเก่าของข้าคนหนึ่งอยากจะให้ช่วยปรุงยา ตอนนี้คนมาถึงตระกูลจ้าวแล้ว"

ประมุขหญิงจ้าวนวดขมับขวาอย่างกลัดกลุ้ม แล้วตอบกลับไป

เฉียนเทียนเป่ากล่าว "ยื้อเวลาไว้ก่อนไม่ได้หรือ? แผนการที่พวกเราวางไว้รอช้าไม่ได้นะ"

"เกรงว่าจะไม่ได้ อีกฝ่ายเป็นศิษย์สำนักจันทราอำพราง แถมเมื่อยี่สิบปีก่อนก็เป็นผู้ฝึกเซียนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายแล้ว ป่านนี้คงถึงขั้นหลอมแกนเทียมแล้วกระมัง

อีกอย่างเรื่องปรุงยานี้ข้าก็รับปากนางไว้นานแล้ว จะปฏิเสธก็ลำบากใจ

ช่างเถอะ ออกไปเจอสักหน่อยก่อนแล้วกัน"

ประมุขตระกูลหลี่ตัดพ้อ "เฮ้อ มาได้ไม่ถูกจังหวะเลยจริงๆ!"

----------

จบบทที่ บทที่ 50 ห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว