- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 26 อย่าได้ถือสาคนตาย
บทที่ 26 อย่าได้ถือสาคนตาย
บทที่ 26 อย่าได้ถือสาคนตาย
บทที่ 26 อย่าได้ถือสาคนตาย
"สินค้าประมูลชิ้นนี้มีนามว่า [กระจกวิญญาณคราม] แม้จะไม่ใช่อาวุธวิเศษระดับสูงสุดชั้นเลิศ แต่กลับมีสรรพคุณน่าอัศจรรย์ ข้าจะสาธิตให้ทุกท่านได้ชม"
กระจกวิญญาณคราม?
ลั่วหงที่กำลังสนทนากับหลิวจิงถึงวิธีใช้น้ำเต้ามังกรหยก พลันสะดุดหูกับชื่อสินค้าชิ้นใหม่ เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชายชราหน้าตายิ้มแย้มกำลังใช้อาวุธวิเศษลักษณะคล้ายกระจกบานเล็ก สาดแสงสีครามใส่กระบี่บินระดับสูงสุดเล่มหนึ่งจนหยุดชะงักกลางอากาศ เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้ทันที
หลิวจิงจ้องมองกระบี่บินที่หมุนติ้วอยู่กับที่กลางอากาศครู่ใหญ่ ก่อนจะส่ายหน้าพลางกล่าว
"อาวุธวิเศษชิ้นนี้มีความพิสดารอยู่บ้าง เห็นชัดๆ ว่าทั้งพลังจิตและพลังเวทของผู้ใช้วิ่งผ่านแสงสีครามไปถึงตัวกระบี่ได้ แต่กระบี่กลับเอาแต่หมุนวนอยู่กับที่ ดูไม่เข้าใจเลยจริงๆ"
"แต่รัศมีของแสงสีครามนั้นไม่กว้างนัก และดูเหมือนพอใช้แล้วจะขยับเปลี่ยนทิศทางได้ยาก หากไม่สามารถหยุดอาวุธสำคัญของคู่ต่อสู้ได้ในทีเดียว ประโยชน์ของมันก็คงไม่มากเท่าไหร่ขอรับ"
ลั่วหงรีบเสริมความเห็นต่อจากหลิวจิง ทั้งสองต่างลงความเห็นตรงกันว่ากระจกวิญญาณครามนี้เหมาะจะใช้รับมือกับผู้ฝึกตนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของมันเท่านั้น
นอกจากนี้ หลังจากได้เห็นการสาธิตความสามารถของกระจกวิญญาณคราม ลั่วหงก็นึกถึงเจ้าของเดิมของมันในนิยายต้นฉบับขึ้นมาได้ทันที เมื่อเชื่อมโยงกับลูกแก้วผลึกที่ผู้ฝึกตนหญิงปากร้ายคนนั้นถือติดมือไม่ห่าง เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่านางคือ 'ตัวเป่าหนวี่' ที่จะถูกแทงข้างหลังตายในแดนต้องห้ามสีเลือดนั่นเอง
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่กระจกวิญญาณครามปรากฏตัว ผู้ฝึกตนหญิงปากร้ายก็แสดงความสนใจและเริ่มเสนอราคาถี่รัว
"ศิษย์หลานลั่ว แม่นางคนนั้นลบหลู่สำนักหวงเฟิงกู่ของเราก่อน เจ้าไม่ลองแย่งนางประมูลดูอีกสักรอบรึ? อย่าให้นางได้ของไปง่ายๆ"
หลิวจิงไม่ใช่คนประเภทโดนตบแล้วไม่สู้กลับ ตรงกันข้าม เขาชอบเอาคืนเป็นสิบเท่า เรื่องนี้เหล่าผู้ฝึกมารที่ตายอย่างอนาถด้วยน้ำมือเขาย่อมรู้ดีที่สุด
แน่นอน เขายังมีแผนแฝงที่จะให้คนของสำนักจันทราอำพรางผลาญศิลาวิญญาณเล่น เพื่อตัดคู่แข่งตอนประมูลโอสถที่กำลังจะมาถึงด้วย
"ไม่ดีกว่าขอรับอาจารย์อา ท่านบรรพบุรุษคงไม่ชอบใจแน่ถ้าผู้น้อยทำแบบนั้น"
ผู้ฝึกตนหญิงปากร้ายคือตัวเป่าหนวี่ อีกไม่กี่ปีนางก็ต้องตายแล้ว ลั่วหงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปถือสาหาความกับคนตาย ความขุ่นเคืองในใจสลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อรู้ตัวตนของอีกฝ่าย
อีกอย่าง วันนั้นหลี่หัวหยวนได้กำชับชัดเจนว่าห้ามนำชื่อเสียงของเขาไปแอบอ้างมั่วซั่ว ด้วยนิสัยขี้งกของท่านบรรพบุรุษ ลั่วหงคิดว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนที่เกี่ยวกับสำนักจันทราอำพราง
"เอ้อ เจ้าพูดถูก เป็นข้าที่ยึดติดเกินไป"
สีหน้าหลิวจิงแข็งค้างไปชั่วขณะ ดูเหมือนจะนึกถึงตอนที่โดนหลี่หัวหยวนดุด่าขึ้นมาได้ ตัวเขาสั่นเล็กน้อยก่อนจะรีบยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้เขิน
สุดท้าย แม้จะไม่มีพวกลั่วหงคอยขัดขา ตัวเป่าหนวี่ก็ยังต้องจ่ายไปถึงเจ็ดร้อยศิลาวิญญาณ ซึ่งแพงกว่าอาวุธวิเศษระดับสูงสุดชั้นเลิศสองชิ้นก่อนหน้านี้เสียอีก
เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เสนอราคาต่างมองว่า ความสามารถมหัศจรรย์ของกระจกวิญญาณครามอาจเป็นไม้ตายที่ใช้พลิกสถานการณ์เอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในยามคับขัน จึงกล้าทุ่มทุนไม่อั้น
ส่วนสำหรับลั่วหง เทียบกับความอัศจรรย์ของแสงสีครามแล้ว เขาสนใจวัสดุวิญญาณที่ใช้สร้างกระจกบานนี้มากกว่า
คนอื่นอาจดูไม่ออกว่าแสงสีครามทำงานอย่างไร แต่ลั่วหงเดาหลักการของมันได้เก้าในสิบส่วนแล้ว
ผู้ฝึกตนควบคุมอาวุธวิเศษโดยอาศัยพลังเวทและพลังจิต ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์และพวงมาลัยของรถยนต์
การเพิ่มลดพลังเวทที่ส่งออกไป สามารถควบคุมความรุนแรงของอาวุธวิเศษได้ แต่ถ้าใช้แค่พลังเวทอย่างเดียว อาวุธวิเศษก็จะบินไปมาเป็นเส้นตรงทื่อๆ ไร้ซึ่งความพลิกแพลง
ต้องผนึกพลังจิตลงไปในอาวุธวิเศษด้วยเท่านั้น จึงจะควบคุมให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึกราวกับเป็นแขนขาของตนเอง
ในเมื่อผู้ใช้อาวุธวิเศษกระบี่บินไม่รู้สึกว่าพลังจิตและพลังเวทของตนถูกสกัดกั้น และการเพิ่มพลังเวทก็ทำให้อานุภาพกระบี่เพิ่มขึ้นจริง แสดงว่าต้องเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนที่กระบี่บิน 'รับคำสั่ง' จากพลังจิตของผู้ใช้
แสงสีครามนั่นทำการ 'บิดเบือน' สัญญาณพลังจิตที่ส่งไปยังกระบี่ ทำให้กระบี่เข้าใจผิดว่าคำสั่งของเจ้านายคือ 'จงหมุนอยู่กับที่'
"ถ้าได้กระจกนั่นมาวิจัย น่าจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องพลังจิตมาก แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาเหลือเฟือขนาดนั้น"
ผลจากการวางแผนเส้นทางอนาคตเมื่อวานเริ่มสัมฤทธิ์ผล ทันทีที่ความคิดจะเปิดหัวข้อวิจัยใหม่ผุดขึ้นมา ลั่วหงก็รีบดับมันทิ้งด้วยตัวเอง แล้วดึงสติกลับมาจดจ่อกับสินค้าประมูลชิ้นใหม่
หลังจากกระจกวิญญาณคราม ก็ไม่มีอาวุธวิเศษชิ้นไหนที่โดดเด่นสะดุดตาอีก ขณะที่บรรยากาศในงานเริ่มจะเนือยลง ชายชราหน้าตายิ้มแย้มจู่ๆ ก็หยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่ง เทเม็ดยาสีขาวน้ำนมที่มีแสงวิญญาณไหลเวียนออกมาให้ทุกคนดู
"โอสถรวมปราณ!"
ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานในงานต่างอุทานออกมาทันที ตามด้วยเสียงลมหายใจที่ร้อนแรงของผู้ฝึกตนทั่วทั้งห้องโถง
"ถูกต้อง นี่คือโอสถรวมปราณ! สรรพคุณคงไม่ต้องให้ข้าแนะนำกระมัง ในงานแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีเพียงขวดเดียว ภายในบรรจุห้าเม็ด ขายยกขวด ราคาเริ่มต้น..."
"ข้าให้หกร้อยศิลาวิญญาณ!"
ยังไม่ทันที่ชายชราจะบอกราคาเริ่มต้น ก็มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานอดใจไม่ไหว ชิงเสนอราคาสูงลิ่วตัดหน้า
"เจ็ดร้อยศิลาวิญญาณ!"
"เจ็ดร้อยห้าสิบ!"
โอสถรวมปราณนี้คือโอสถที่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานใช้สำหรับเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียร ปกติแค่เม็ดเดียวก็หาดูได้ยากแล้ว แต่นี่มาทีเดียวห้าเม็ดวางอยู่ตรงหน้า จะให้พวกเขาใจเย็นอยู่ได้อย่างไร
ท่ามกลางเสียงเสนอราคาที่ดังระงม ราคาของโอสถรวมปราณขวดนี้พุ่งทะลุแปดร้อยศิลาวิญญาณอย่างรวดเร็ว และยังคงไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ เพียงแต่ช่วงการเพิ่มราคาเริ่มลดลง แสดงว่าผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานที่ทุนทรัพย์ไม่หนาได้ถูกคัดออกไปเกือบหมดแล้ว
"ศิษย์หลานลั่ว เจ้าคิดว่ายานี้ควรมีราคาเท่าไหร่?"
หลิวจิงกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น แม้จะตัดสินใจมาแล้ว แต่พอถึงเวลาต้องควักเงินเกือบพันศิลาวิญญาณจริงๆ ในใจก็อดลังเลไม่ได้
สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่คำแนะนำจากลั่วหง แต่เป็นแรงกระตุ้นให้เขากัดฟันสู้ราคาต่างหาก
ทันทีที่เห็นโอสถรวมปราณ ลั่วหงก็ได้ใช้ความสามารถพิเศษตรวจสอบไปแล้ว
ฤทธิ์ยา 600
สมกับเป็นโอสถระดับสร้างรากฐาน เม็ดเดียวมีฤทธิ์ยาเท่ากับโอสถมังกรเหลืองถึงหนึ่งร้อยเม็ด!
ถ้าตีราคาตามฤทธิ์ยา โอสถมังกรเหลืองหนึ่งเม็ดมีค่าประมาณหนึ่งศิลาวิญญาณ โอสถรวมปราณนี้ก็น่าจะมีราคาเม็ดละร้อยศิลาวิญญาณ
แต่ของหายากย่อมมีราคาแพง ลั่วหงประเมินว่าราคาจริงของยาขวดนี้น่าจะอยู่ที่ห้าร้อยศิลาวิญญาณ แต่ต่อให้ขายถึงหนึ่งพันศิลาวิญญาณก็ยังมีคนซื้อ ยิ่งพิจารณาถึงประโยชน์ในการช่วยทะลวงคอขวดระดับสร้างรากฐาน...
"อาจารย์อาหลิว ตามความเห็นอันต่ำต้อยของผู้น้อย หากราคาไม่เกินหนึ่งพันสองร้อยศิลาวิญญาณ ท่านสู้ได้เต็มที่เลยขอรับ!"
หลิวจิงต้องเสนอราคาแน่ไม่ช้าก็เร็ว ลั่วหงแค่ช่วยเติมความมั่นใจให้เขาเท่านั้น
"ฮ่าๆๆ ศิษย์หลานช่างใจถึงนัก! กลายเป็นข้าผู้เป็นอาจารย์อาเสียอีกที่ขี้เหนียว! ทุกท่าน ข้าหลิวจิงขอสู้ที่หนึ่งพันหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณ!"
สิ้นเสียงราคานี้ บรรยากาศที่คึกคักในงานพลันเงียบกริบ แม้แต่หญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าจากสำนักจันทราอำพรางก็ยังขมวดคิ้วเรียวสวย เมื่อครู่นางเพิ่งเสนอราคาไปหลายครั้งติดต่อกัน
เดิมทีราคาของยาขวดนี้ยังวนเวียนอยู่ไม่ถึงพัน หลิวจิงเล่นกระโดดไปที่หนึ่งพันหนึ่งร้อยในรวดเดียว ตัดความหวังของใครหลายคนไปในทันที
แม้แต่ผู้ฝึกตนที่มีกำลังทรัพย์พอจะสู้ต่อ ก็ยังต้องเริ่มคิดหนัก
----------