- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 22 ความจริงของแมงมุมตาน
บทที่ 22 ความจริงของแมงมุมตาน
บทที่ 22 ความจริงของแมงมุมตาน
บทที่ 22 ความจริงของแมงมุมตาน
ยอดเขาแมงมุมปีศาจเป็นจุดปะทุของไอธรณีทมิฬ ในเวลานี้เมื่อไอทมิฬสลายไป ปราณวิญญาณจึงไหลย้อนกลับเข้ามา พลิกฟื้นจากร้ายกลายเป็นดี กลายเป็นสถานที่ที่มีปราณวิญญาณเข้มข้นที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหลายของเขาเสียง
แต่ปราณวิญญาณเหล่านี้ไม่มีชีพจรวิญญาณคอยหล่อเลี้ยง ท้ายที่สุดก็จะสลายไป จนกว่าจะถึงการปะทุของไอธรณีทมิฬในปีหน้า เป็นวัฏจักรเช่นนี้ไม่สิ้นสุด
ลั่วหงเหาะอยู่เหนือยอดไม้ สายตาสอดส่ายหาเงาร่างของแมงมุมตาน ไม่นานเขาก็พบเป้าหมาย
เห็นเพียงแมงมุมยักษ์แปดขา สูงประมาณครึ่งจั้ง กว้างยาวราวหนึ่งจั้ง กำลังเคี้ยวใบไม้อย่างเชื่องช้า แม้ลั่วหงจะเข้าไปใกล้แล้วแกล้งทำเสียงดัง มันก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
สังเกตดูสักพัก ก็พบว่าไม่ต่างจากที่ชายชราเล่าไว้ พละกำลังมหาศาลแต่เคลื่อนไหวเชื่องช้า
คำว่าหนังเหนียวทนทานนั้นเป็นเพียงมุมมองของปุถุชน ลั่วหงควบคุมดาบจันทร์ยะเยือกฟันฉับเดียว ขาข้างหนึ่งของแมงมุมตานก็ขาดกระเด็นอย่างง่ายดาย
เมื่อได้รับบาดเจ็บ แมงมุมตานถึงค่อยแสดงความโกรธเกรี้ยว พยายามโจมตีลั่วหงไปพลาง ใช้ขายาวๆ กระทืบพื้นอย่างรุนแรงไปพลาง
ครู่ต่อมา ลั่วหงได้ยินเสียงกระทืบพื้นในจังหวะเดียวกันดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ที่แท้มันกำลังเรียกพวกพ้อง
"การบาดเจ็บล้มตายของพวกชายชราคงเกิดจากการถูกแมงมุมตานรุมโจมตีนี่เอง แต่สำหรับข้าแล้วไร้ความหมาย แมงมุมตานโจมตีทางอากาศไม่ได้ มามากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์"
เมื่อทดสอบจนแน่ใจ ลั่วหงก็ควบคุมดาบจันทร์ยะเยือกเตรียมจะบั่นศีรษะแมงมุมตานทิ้งทันที
ทว่าในจังหวะที่ลงมือนั้น เขาหยุดชะงักกะทันหัน จ้องมองลวดลายบนหลัง ขา และลำตัวของแมงมุมตานอย่างตะลึงงัน
ทำไมมันถึงมีเค้าโครงของอักษรเงินอยู่ด้วย?
ลั่วหงแทบไม่อยากเชื่อสายตา เรียกดาบจันทร์ยะเยือกกลับมา แล้วสังเกตแมงมุมตานอีกหลายตัวที่ดาหน้าเข้ามาช่วยพวกพ้อง พบว่าลวดลายบนตัวของพวกมันล้วนเหมือนแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือแมลง ตราบใดที่เป็นการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดกรณีเช่นนี้
คำอธิบายเพียงอย่างเดียวคือ แมงมุมตานเหล่านี้ล้วนถูกดัดแปลงโดยฝีมือมนุษย์ และน่าจะเกิดขึ้นมาเนิ่นนานมากแล้ว จนร่องรอยของการดัดแปลงเลือนหายไปในการสืบพันธุ์รุ่นสู่รุ่น
ตามคำบอกเล่าของหลี่เสี่ยวหวาน นางพบเบาะแสถ้ำเซียนของผู้ฝึกตนยุคโบราณจากตำราเก่าเล่มหนึ่ง จึงมาที่นี่เพื่อแสวงหาวาสนา
พอมาถึง ก็พบว่ามีถ้ำเซียนอยู่จริง แต่กลับถูกคนชิงตัดหน้าไปนานแล้ว นอกจากจะไม่ได้สมบัติของผู้ฝึกตนยุคโบราณ ยังถูกหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารลอบโจมตีและปิดล้อมอีก
ไม่ต้องสงสัยเลย ตำราเก่าเล่มนั้นต้องมาถึงมือหลี่เสี่ยวหวานโดยมีความเกี่ยวข้องกับหลี่หมิงจิงแน่นอน
หลี่หมิงจิงตายไปแล้ว สืบสาวไปก็ไร้ความหมาย สิ่งที่ลั่วหงสนใจในตอนนี้คือลวดลายบนตัวแมงมุมตาน หากเขาเดาไม่ผิด ผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณที่คิดค้นวิชาตราเวทเผาผลาญโลหิตนั่นแหละที่เป็นคนลงมือกับแมงมุมตานเหล่านี้
เห็นได้ชัดว่า ผู้ฝึกวิถีมารท่านนี้ก็มองเห็นข้อเสียของวิชาลับที่ตนคิดค้นขึ้น แมงมุมตานคือหนึ่งในการทดลองของเขา
ลั่วหงเชื่อว่าผู้ฝึกวิถีมารที่สามารถคิดค้นวิชาลับเองได้ ย่อมไม่ทำอะไรไร้เหตุผล ในตัวแมงมุมตานต้องซ่อนความลับในการปรับปรุงตราเวทเผาผลาญโลหิตเอาไว้ เพียงแต่เขายังหาไม่เจอ
"ถ้าลวดลายพวกนั้นคือตราเวทเผาผลาญโลหิตจริง แมงมุมตานพวกนี้รอดชีวิตมาได้อย่างไร? การกินพืชไม่สามารถเติมเต็มพลังโลหิตได้ ตราเวทที่ขาดแคลนพลังงานจะสูบเลือดเนื้อของแมงมุมตานไม่หยุดหย่อน นี่มันทางตายชัดๆ!"
ดาบจันทร์ยะเยือกส่องประกายวูบ แมงมุมตานขาขาดตัวนั้นถูกสังหารทันที ลั่วหงดูดเอาลูกแก้วที่ก่อตัวในท้องของมันมาไว้ในมือ
ใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบซ้ำๆ กลับพบว่าลูกแก้วนี้แท้จริงแล้วคือใยแมงมุมที่อัดแน่นจนแข็งตัว ความเข้มข้นของปราณวิญญาณก็ไม่สูงนัก
หันกลับมามองซากแมงมุมตานที่ถูกผ่าครึ่ง อวัยวะภายในและของเหลวคล้ายเลือดที่ทะลักออกมาล้วนมีสีสันใสกระจ่าง ดูขัดแย้งกับรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าเกลียดและหยาบกระด้างอย่างสิ้นเชิง
มองดูซากศพนี้ ความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างวนเวียนอยู่ในใจลั่วหง
"ทำไมถึงไม่มีไอโลหิตเลยล่ะ?"
ไอโลหิตคือรากฐานของวิชาลับเผาผลาญโลหิต ต่อให้ผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณผู้นั้นจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะข้ามขั้นตอนนี้ไป แต่ในตัวแมงมุมตานเหล่านี้กลับไม่มีไอโลหิตแม้แต่น้อย หากสังเกตให้ดีกลับกลายเป็นปราณวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่แทน
ที่แปลกคือแมงมุมตานก็ไม่ใช่สัตว์อสูร ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ดูผิดธรรมชาติไปเสียหมด
"ตราเวทเผาผลาญโลหิตที่ควรจะทำงานด้วยการดูดซับไอโลหิต แมงมุมตานที่ไร้ซึ่งไอโลหิต และลูกแก้วที่มีเพียงปราณวิญญาณเบาบาง... ทั้งสามสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไรแน่?"
ขณะที่ลั่วหงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าปราณวิญญาณรอบตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เมื่อใช้วิชาตาทิพย์มองดู ก็เห็นปราณวิญญาณกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาซากแมงมุมตานอย่างช้าๆ แต่ไม่ขาดสาย
"นี่มัน? หรือว่า..."
ลั่วหงบังคับดาบจันทร์ยะเยือกเสียบขาแมงมุมข้างแรกที่เขาฟันขาด ลากกลับมาตรงหน้า ทันใดนั้นเขาก็พบว่าของเหลวใสหนืดที่ไหลออกมาจากบาดแผลนั่นแหละ คือต้นตอที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณ
ลั่วหงหยิบศิลาวิญญาณระดับต่ำออกมาหนึ่งก้อน ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ เมื่อถึงระยะหนึ่ง จู่ๆ ก็เกิดปรากฏการณ์กาลักน้ำทางวิญญาณขึ้น!
ปราณวิญญาณในศิลาวิญญาณถูกของเหลวเหล่านี้ดูดซับไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปสิบกว่าอึดใจก็กลายเป็นก้อนหินไร้ค่า
ส่วนของเหลวที่ดูดซับปราณวิญญาณเข้าไปแล้ว ก็เริ่มแสดงคุณสมบัติของวัสดุวิญญาณออกมา ผิวหน้ามีแสงไหลเวียนเลือนราง
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ข้าเข้าใจแล้ว นี่มันปาฏิหาริย์แห่งชีวิตชัดๆ!"
จากจุดประสงค์ของผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณ ลั่วหงคาดเดาอย่างกล้าหาญว่า ในยุคโบราณแมงมุมตานต้องเป็นสัตว์อสูรที่มีชื่อเสียงในเรื่องพลังโลหิตอันมหาศาล
ผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณได้ฝังตราเวทเผาผลาญโลหิตลงบนตัวแมงมุมตานยุคโบราณ เพื่อใช้เลือดลมอันมหาศาลของพวกมันกลั่นสร้าง 'มุกโลหิต' มาช่วยในการฝึกวิชาลับของตน
หลังจากผู้ฝึกวิถีมารตายไป แมงมุมตานยุคโบราณเพื่อหนีจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติอันโหดร้ายที่เกิดจากตราเวทบนตัว จึงเริ่มวิวัฒนาการอันยาวนาน โดยใช้ปราณวิญญาณมาแทนที่บทบาทเดิมของไอโลหิต
ทว่า ตราเวทเผาผลาญโลหิตนั้นป่าเถื่อนยิ่งนัก เมื่อเริ่มทำงานแล้วก็หยุดไม่ได้ หากไม่มีไอโลหิต มันก็จะสูบทุกอย่างที่สูบได้ และปราณวิญญาณก็กลายเป็นตัวเลือกแรก
กระบวนการนี้เปรียบเหมือนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานลมไปต้มน้ำร้อน ต้องเปลี่ยนพลังงานลมเป็นไฟฟ้าก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นความร้อน
แรงดูดที่ตราเวทมีต่อปราณวิญญาณนั้น น้อยกว่าแรงดูดที่มีต่อไอโลหิตมากนัก
ดังนั้นในกระบวนการวิวัฒนาการ แมงมุมตานจึงทำให้เลือดของตัวเองมีความสามารถในการดูดซับปราณวิญญาณที่แข็งแกร่ง เพื่อแย่งชิงปราณวิญญาณกับตราเวท ส่งผลให้สิ่งที่ควรจะเป็นมุกโลหิต สมบัติล้ำค่าของวิถีมาร กลายมาเป็นลูกแก้วธรรมดาๆ ที่ใช้หมักเหล้าได้อย่างทุกวันนี้
"สัตว์อสูรยุคโบราณกี่เผ่าพันธุ์ที่ต้องล่มสลายไปทั้งเผ่าในมหาภัยพิบัติปราณวิญญาณเหือดแห้งครั้งนั้น แต่แมงมุมตานเหล่านี้กลับรอดมาได้เพราะหายนะที่ผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณมอบให้
แม้จะเปลี่ยนจากสัตว์อสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งไร้เทียมทาน กลายเป็นเพียงสัตว์ป่าที่แม้แต่ปุถุชนก็ยังล่าได้ แต่สำหรับเผ่าพันธุ์หนึ่งแล้ว นี่คือชัยชนะ
วิถีแห่งโชคร้ายและโชคดีที่อิงอาศัยกันนี้ ช่างลึกล้ำพิสดารจนยากจะบรรยายจริงๆ"
ชื่นชมก็ส่วนชื่นชม ลั่วหงลงมือเก็บเลือดแมงมุมตานอย่างไม่ปรานี สัญชาตญาณบอกเขาว่าสภาพคล่องทางพลังเวทของเจ้าสิ่งนี้ต้องสูงปรี๊ดแน่นอน ก็แหม พื้นฐานเดิมเป็นถึงสัตว์อสูรยุคโบราณนี่นะ
แมงมุมตานตัวใหญ่มาก แต่เลือดในกายกลับน้อยนิด ลั่วหงสังหารไปถึงห้าตัว ถึงจะเก็บได้เต็มขวดหยกใบใหญ่สามขวด
จากนั้น ลั่วหงจงใจตามหารังไข่ของแมงมุมตานเพื่อนำกลับไปด้วย เขาคิดว่าหากสามารถลบล้างตราเวทที่ฝังรากลึกบนตัวพวกมันออกได้ บางทีอาจจะปลุกความร้ายกาจของสัตว์อสูรยุคโบราณชนิดนี้ให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง
ก่อนจากไป ลั่วหงคารวะไปทางยอดเขาแมงมุมปีศาจหนึ่งครั้ง
ผู้ฝึกวิถีมารยุคโบราณผู้นี้คงไม่ใช่คนดีแน่ แต่เขาก็ทำให้ลั่วหงได้รับประโยชน์มหาศาลจริงๆ
"ท่านผู้อาวุโส วิชาลับและแมงมุมตานของท่านยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้พวกมันเป็นของข้าแล้ว"
----------