- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 21 ความยากลำบากในการหาวัสดุวิญญาณ
บทที่ 21 ความยากลำบากในการหาวัสดุวิญญาณ
บทที่ 21 ความยากลำบากในการหาวัสดุวิญญาณ
บทที่ 21 ความยากลำบากในการหาวัสดุวิญญาณ
วิธีการใช้โลหิตบริสุทธิ์ของตนเองคัดลอกเส้นลมปราณนั้น ไม่สามารถใช้ได้กับทุกเส้นลมปราณ มีเส้นลมปราณจำนวนมากที่โลหิตบริสุทธิ์ไม่สามารถเข้าไปได้ และส่วนใหญ่ที่เข้าไปได้ก็เปราะบางยิ่งนัก หากดันทุรังทำไปก็เท่ากับฆ่าตัวตาย
ถ้าลองคิดย้อนกลับ ก็พอจะสรุปได้ว่าอักษรเงินที่ซ่อนอยู่ในเส้นลมปราณไม่กี่เส้นที่ 'ตราเวทเผาผลาญโลหิต' เลือกใช้คัดลอกนั้น ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับวิถีแห่งโลหิตอย่างแน่นอน
ลั่วหงจดบันทึกเรื่องนี้ไว้ก่อน วันหน้าหากต้องวิจัยหัวข้อเกี่ยวกับวิถีแห่งโลหิต ข้อมูลนี้อาจมีประโยชน์
"สำหรับข้า เนื่องจากล่วงรู้ความลับของอักษรเงิน ขอเพียงทำความเข้าใจอักษรเงินในวงจรเส้นลมปราณที่เลือกไว้ให้ถ่องแท้ ก็สามารถข้ามขั้นตอนการคัดลอกไปได้ แล้วใช้วิธีวาดลวดลายวิญญาณลงบนผิวหนังโดยตรง
กระบวนการนี้ความจริงแล้วไม่ต่างอะไรกับการเขียนยันต์ เพียงแต่ซับซ้อนกว่าหน่อย
การใช้โลหิตบริสุทธิ์เป็นวัสดุ ข้อดีที่สุดคือไม่ต้องเสียแรงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตัวข้ากับลวดลายวิญญาณ (หรือก็คือเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างโรงงานแม่กับโรงงานลูก) เพราะในเมื่อเป็นเลือดของข้าเอง เส้นทางย่อมมีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด เพราะในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีวิชาลับที่แพร่หลายอยู่วิชาหนึ่ง นั่นคือ 'วิชาหลอมโลหิต' ซึ่งสามารถบังคับสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ฝึกตนกับวัตถุวิญญาณบางอย่างได้
ดาบยักษ์ที่ผสมแก่นเงินที่ฮั่นเหล่าม๋อได้มาจากการทดสอบโลหิต ก็ใช้วิชาหลอมโลหิตนี่แหละ
ดังนั้น ตัวเลือกของวัสดุที่จะนำมาใช้วาดลวดลายวิญญาณจึงกว้างมาก หากเลือกได้ดี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิชาลับตราเวทที่ข้าสร้างขึ้นได้อย่างมหาศาล"
สุดท้ายก็มาถึงขั้นตอนนี้ ก้าวสำคัญที่งานวิจัยเกือบทุกชิ้นต้องผ่านไปให้ได้หากจะเปลี่ยนจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง
วัสดุ!
หากต้องการหาวัสดุวาดลวดลายวิญญาณที่เหมาะสม ก็ต้องรู้ก่อนว่าวัสดุนั้นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง
อย่างแรก เนื่องจากวัสดุนี้คล้ายกับหมึกที่ใช้เขียนยันต์ ดังนั้นสภาพคล่องของพลังเวทและปราณวิญญาณจะต้องดี
และเนื่องจากพลังเวทเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของปราณวิญญาณ คุณสมบัติทางกายภาพของทั้งสองมักจะเหมือนกัน ดังนั้นลั่วหงจะพิจารณาแค่สภาพคล่องของพลังเวทที่สังเกตได้ง่ายกว่า
'สภาพคล่องของพลังเวท' เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ลั่วหงบัญญัติขึ้นจากการเขียนยันต์ มันสะท้อนถึงระดับความต้านทานการไหลของพลังเวทในวัตถุวิญญาณ
ค่ายิ่งมาก ก็ยิ่งไหลลื่นไม่มีสะดุด
ในเชิงคอนเซปต์มันคล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าและความต้านทาน แต่ในความเป็นจริงมีความแตกต่างอย่างมหาศาล พลังเวทกับไฟฟ้าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เช่น ชาดมีค่าสภาพคล่องของพลังเวทต่ำกว่า 2 เล็กน้อย ดังนั้นยันต์คุณภาพต่ำที่ลั่วหงเขียนขึ้นโดยใช้พลังเวทแค่ 2 หน่วย จะเกิดการดีเลย์ชั่วครู่ก่อนจะทำงาน
หากใช้พลังเวทมากขึ้น เวลาดีเลย์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่จะไม่เกิดการสูญเสียพลังเวทไปเปล่าๆ
ถ้าเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากับความต้านทาน ในกรณีนี้พลังงานไฟฟ้าส่วนหนึ่งย่อมต้องเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อนแน่นอน
วัสดุวาดลวดลายวิญญาณไม่จำเป็นต้องมีสภาพคล่องของพลังเวทสูงมากนัก ขอแค่รองรับขีดจำกัดการผลิตพลังเวทของเส้นลมปราณที่คัดลอกมาได้ก็พอ แต่ถ้ามีพื้นที่เผื่อไว้สำหรับกรณีเกินขีดจำกัดด้วยก็ยิ่งดี
วัสดุที่เข้าข่ายเงื่อนไขนี้หาได้ไม่ยาก หมึกเขียนยันต์ที่ทำจากเลือดสัตว์อสูรระดับสูงล้วนมีสภาพคล่องของพลังเวทสูงทั้งนั้น ขอแค่มีศิลาวิญญาณมากพอ การหามาครอบครองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่อีกเงื่อนไขหนึ่งที่วัสดุวาดลวดลายวิญญาณต้องมี กลับไม่ได้หาง่ายขนาดนั้น
เนื่องจากลั่วหงต้องการใช้ปราณวิญญาณฟ้าดินมาแทนที่ไอโลหิต เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงานแปรรูปลวดลายตราเวท ดังนั้นวัสดุที่ใช้ก็จำเป็นต้องมีความสามารถในการดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินในระดับหนึ่ง
ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างเส้นลมปราณที่เกิดจากลวดลายตราเวทกับเส้นลมปราณจริง คืออันหนึ่งเป็น 2 มิติ อีกอันเป็น 3 มิติ
แบบ 3 มิติมีแรงดันวิญญาณภายใน เมื่อปราณวิญญาณในเส้นลมปราณถูกดูดซับไป ปราณวิญญาณจากภายนอกจะไหลเข้ามาเติมเต็มโดยอัตโนมัติ
แต่ลวดลายตราเวทแบบ 2 มิติทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นตัวมันเองจึงต้องมีความสามารถในการดึงดูดปราณวิญญาณ
การจะหาวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งสองข้อพร้อมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ลั่วหงตัดสินใจว่าก่อนกลับหวงเฟิงกู่ จะแวะไปตลาดเซียนอีกสักรอบ เพื่อเลือกซื้อวัสดุวิญญาณบางอย่างกลับไปทดลอง
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีวัสดุ แต่ลั่วหงก็ไม่ได้ว่างงาน เขายังต้องทำความเข้าใจอักษรเงินของเส้นลมปราณที่เขาเลือกจะคัดลอก
ใช่แล้ว ลั่วหงได้เลือกวงจรเส้นลมปราณที่จะใช้ในโครงการระยะที่ 1 เรียบร้อยแล้ว
การเลือกนี้ทำได้ง่ายมาก ในเมื่อต้องการเปลี่ยนรูปปราณวิญญาณฟ้าดิน ก็ไม่มีตัวเลือกไหนดีไปกว่าเส้นลมปราณที่ใช้วิชาพื้นฐานโคจรอีกแล้ว
วิชาพื้นฐานที่ลั่วหงฝึกฝนคือ 'เคล็ดวารีขนาดย่อม' ซึ่งเป็นวิชาที่ธรรมดาที่สุด นอกจากจะเป็นธาตุน้ำแล้ว ก็ไม่มีอะไรต่างจาก 'เคล็ดเปลี่ยนวสันต์' เลย
เส้นทางโคจรพลังล้วนผ่านเส้นชีพจรใหญ่ทั่วร่าง ไม่มีเส้นชีพจรฝอยเลยสักเส้น แม้จะเรียบง่าย แต่ก็ครอบคลุมแขนขา ลำตัว และศีรษะครบหนึ่งรอบโคจร วันหน้าหากเปลี่ยนไปฝึกวิชาอื่นก็ไม่มีผลกระทบ
ในทำนองเดียวกัน การใช้วงจรเส้นลมปราณชุดนี้เป็นโครงการระยะที่ 1 ของระบบไหลเวียนเส้นลมปราณภายนอกร่างกาย จะเอื้อต่อการปรับปรุงแก้ไขในภายหลังอย่างมาก เป็นหลักประกันถึงศักยภาพในการพัฒนาของวิชาลับ
นอกจากนี้ นี่เป็นการเลือกโดยอิงจากความสามารถของตัวลั่วหงเองด้วย
อักษรเงินนั้นลึกลับเข้าใจยาก หากไม่มีพลังเวทไหลผ่านก็จะไม่ปรากฏออกมา ต่อให้เป็นลั่วหงก็ไม่สามารถทำความเข้าใจอักษรเงินทั้งหมดในวงจรเส้นลมปราณทั้งชุดได้ในเวลาสั้นๆ
การเลือกเส้นลมปราณของวิชาพื้นฐาน จะช่วยให้เขาฝึกฝนและทำความเข้าใจไปพร้อมกันได้ ช่วยประหยัดต้นทุนเวลาได้อย่างมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ ลั่วหงจึงนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรพร้อมกับทำความเข้าใจอักษรเงินโดยไม่รู้เวลา ลืมตาตื่นอีกทีก็เช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว
"เร็วเข้า พี่น้องทุกคนตรวจสอบข้าวของของตัวเองให้ดี ครั้งนี้พวกเราต้องทำให้สำเร็จให้ได้"
ถูกปลุกด้วยเสียงกระทบกันของอาวุธ ลั่วหงนึกว่ามีโจรภูเขาบุกมาอีกแล้ว แต่พอพอลืมตาขึ้นมา คนที่เห็นกลับเป็นจ้าวสือโถว ชาวบ้านในหมู่บ้าน
สือโถวและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสวมชุดล่าสัตว์ พกเสบียงกรังและถุงน้ำ เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะเข้าป่าล่าสัตว์
"ท่านเซียนที่ช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้านของพวกเราตอนนี้พักอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน พวกเราต้องการตอบแทนบุญคุณ ครั้งนี้จะต้องล่าแมงมุมตานมาให้ได้ เอาลูกแก้วของมันมาให้ท่านเซียนหมักสุราเซียน
กลัวตายก็ไม่ได้เสพสุขแบบเซียน พวกเราไป!"
"ไป! หมักสุราเซียน เสพสุขแบบเซียน!"
"เสพสุขแบบเซียน! เสพสุขแบบเซียน!"
ชาวบ้านที่มีสือโถวเป็นแกนนำต่างฮึกเหิม เลือดลมสูบฉีด แทบอยากจะพลีชีพเพื่อลั่วหงและคณะเสียเดี๋ยวนี้
ลั่วหงมองอยู่ข้างๆ แล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนเล็กน้อย การบำเพ็ญเพียรเป็นวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่ 'สุขแบบเซียน' ในปากของชาวบ้านพวกนี้มันเป็นความงมงายที่เลื่อนลอยชัดๆ
ชายชราเคยบอกไว้ว่า การล่าแมงมุมตานเป็นภารกิจที่อันตรายมาก ลั่วหงไม่อยากเห็นใครต้องมาตายเพราะความเชื่อที่งมงาย
"เรื่องล่าแมงมุมตาน ข้าจะไปจัดการเอง พวกเจ้าไม่ต้องตามมา"
ลั่วหงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ทำเอาชาวบ้านสะดุ้งโหยง พอตั้งสติได้ ก็พากันคุกเข่าร้องห่มร้องไห้
"ขอท่านเซียนให้โอกาสพวกเราได้ตอบแทนบุญคุณเถอะขอรับ!"
"ลุกขึ้นซะ พวกเจ้าไม่มีวาสนาเซียน ฝืนไปก็รังแต่จะทำร้ายตัวเอง กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเถอะ"
ลั่วหงแกล้งพูดจาใจดำ เพื่อตัดความคิดเพ้อฝันของพวกเขา สะบัดแขนเสื้อส่งพลังเวทพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้น
จากนั้น โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาอ้อนวอนอีก เขาเรียกใบไม้เขียวออกมาแล้วเหาะมุ่งหน้าไปยังยอดเขาแมงมุมปีศาจทันที
ลูกแก้วที่แมงมุมตานสร้างขึ้นก็นับเป็นวัสดุวิญญาณชนิดหนึ่ง เอามาหมักสุราวิญญาณก็ไม่เลวเหมือนกัน ไหนๆ ก็เจอแล้ว ลั่วหงย่อมไม่อยากพลาด
'พลังเวทนี่มันแพร่กระจายยังไงกันนะ? เป็นคลื่น? เป็นอนุภาค? หรือเป็นอย่างอื่น? ข้าต้องลองคิดดูให้ดีๆ'
----------