- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 14 หลิวจิงติดกับ
บทที่ 14 หลิวจิงติดกับ
บทที่ 14 หลิวจิงติดกับ
บทที่ 14 หลิวจิงติดกับ
กงจักรเงินหวีดหวิวพุ่งเข้าสู่ค่ายกล มุ่งตรงไปบั่นศีรษะของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมาร
"ฮึ่ม! สามหาวยิ่งนัก คอยดูบิดาผู้นี้ทำให้อาวุธวิเศษของเจ้าแปดเปื้อน!"
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารทั้งตื่นตระหนกทั้งโกรธแค้น รีบควบคุมแสงโลหิตให้ม้วนกลับ หอบเอาดวงวิญญาณอาฆาตเกิดใหม่จำนวนมากในค่ายกล พุ่งเข้าปะทะกงจักรเงินซึ่งหน้า
เมื่อทั้งสองปะทะกัน กงจักรเงินก็เปล่งแสงสีขาวจางๆ ออกมา ไม่ว่าจะเป็นแสงโลหิตหรือดวงวิญญาณอาฆาต ทันทีที่สัมผัสถูกแสงขาวนั้น ก็พลันละลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับหิมะที่หลงเหลืออยู่ใต้ดวงตะวันอันร้อนแรง
ภาพเหตุการณ์นี้อยู่ในความคาดหมายของหลิวจิงอยู่แล้ว กงจักรเงินคู่นี้ของเขาสร้างขึ้นจากทรายปราณเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ข่มพลังโลหิตและไอผีได้ดีที่สุด ทุกครั้งที่ใช้จัดการกับผู้ฝึกวิถีมารจึงได้ผลดีเยี่ยมเสมอมา!
"ท่านอาจารย์ พวกศิษย์มาช่วยท่านแล้ว!"
เหล่าผู้ฝึกวิถีมารที่ประจำอยู่ในตาค่ายกลรอบทิศต่างพากันโบกสะบัดธงค่ายกล ผสานไอโลหิตเข้ากับไอทมิฬบนร่างของตน ชั่วอึดใจเดียวก็ควบแน่นเป็นลูกไฟสีแดงคล้ำ
"น่าขัน!"
แม้เผชิญหน้ากับลูกไฟที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง หลิวจิงก็ยังยิ้มเยาะอย่างดูแคลน แล้วพลิกฝ่ามือเรียกผ้าแพรไหมผืนหนึ่งออกมา
ทันใดนั้น ผ้าแพรไหมก็ขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลม เพียงพริบตาก็ปกคลุมพื้นที่เบื้องหน้าของหลิวจิงเป็นบริเวณกว้าง
เมื่อลูกไฟเหล่านั้นพุ่งมาปะทะผ้าแพรไหม แสงเรืองรองบนผ้าก็สว่างวาบขึ้น ดีดลูกไฟทั้งหมดกลับไปอย่างน่าอัศจรรย์!
โดยไม่สนใจความโกลาหลวุ่นวายของเหล่าลูกศิษย์สำนักมาร หลิวจิงขับเคลื่อนกงจักรเงินรุกคืบเข้าประชิดตัวหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมาร
"มหาเวทเผาผลาญโลหิต!"
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารฝึกฝนวิชาลับนี้มาลึกซึ้งกว่า เมื่อกระตุ้นใช้งาน ตราเวทสีแดงก็สว่างวาบขึ้นทั่วร่าง ผลข้างเคียงย่อมรุนแรงกว่าเป็นทวีคูณ รูปร่างที่เดิมทีสมส่วนพลันซูบผอมลงจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกในชั่วพริบตา
ไอทมิฬรอบกายพวยพุ่งบ้าคลั่ง เส้นผมยาวสยายปลิวว่อน เสียงคำรามในลำคอแปรเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเสียงมนุษย์ รูปลักษณ์ในตอนนี้ดูราวกับปีศาจร้ายบนโลกมนุษย์ไม่มีผิด!
กรงเล็บผีสีดำที่ดูสมจริงผิดปกติปรากฏขึ้นที่มือทั้งสองข้างของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมาร จากนั้นเขาก็ลงมืออย่างดุดัน คว้าจับกงจักรเงินคู่ของหลิวจิงเอาไว้
"ช่องว่างระหว่างขอบเขตกลั่นลมปราณกับขอบเขตสร้างรากฐาน ไม่ใช่อะไรที่วิชาลับจะข้ามผ่านได้หรอกนะ จงตายซะเถอะ!"
หลิวจิงเร่งพลังเวทขึ้นอีก แสงสีขาวบนกงจักรเงินยิ่งเจิดจ้า ความเร็วในการหมุนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
กรงเล็บผีที่เคลือบอยู่บนมือของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารกำลังถูกบดขยี้หายไปอย่างรวดเร็ว ทำท่าจะถูกตัดขาดอยู่รอมร่อ แต่เขากลับหัวเราะลั่น
"เจ้าวิญญูชนจอมปลอมที่อ้างตัวเป็นฝ่ายธรรมะ ตัดเส้นทางเซียนของพวกข้า แล้วยังจะมาไล่ฆ่าฟันพวกข้าอีก วันนี้บิดาผู้นี้จะคอยดูว่าเจ้าจะช่วยคนได้สักกี่คน!"
สิ้นเสียง แสงโลหิตสองสายก็พุ่งออกมาจากมหาค่ายกลบูชาโลหิต กวาดตรงไปยังกรงขังปุถุชนอีกสองกรงที่เหลือ
"แย่แล้ว!"
จะเรียกกงจักรเงินกลับมาช่วยย่อมไม่ทันการ หลิวจิงทำได้เพียงพุ่งตัวเข้าไปขวาง ใช้ผ้าแพรไหมเบี่ยงเบนแสงโลหิตสายหนึ่ง แล้วใช้วิชาป้องกันรับมือกับแสงโลหิตอีกสายหนึ่งด้วยตัวเอง
"ฮ่าฮ่า ค่ายกลทำงาน!"
เห็นหลิวจิงถูกล่อไปที่กรงขังแล้ว หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารก็ดีใจยกใหญ่ ตะโกนสั่งการจบ ศิษย์มารทั้งหกก็ร่ายเวทใส่ธงค่ายกลในมือทันที พริบตาเดียวม่านแสงสีดำก็พุ่งขึ้น ครอบคลุมหลิวจิงและกรงขังทั้งสองกรงเอาไว้ข้างใน
"ฮึ่ม! แค่ค่ายกลรวมไอทมิฬ คิดหรือว่าจะขังข้าได้!"
หลิวจิงควบคุมกงจักรเงินให้บินกลับมา พลางร่ายคาถาอยู่ภายในค่ายกล เตรียมจะโจมตีประสานทั้งจากด้านในและด้านนอกเพื่อทำลายค่ายกลนี้ให้สิ้นซากในคราเดียว
"ท่านอาจารย์ ค่ายกลรวมไอทมิฬไม่ได้มีไว้ใช้กักขังศัตรูโดยเฉพาะนะขอรับ ท่านรีบปลดมหาค่ายกลบูชาโลหิตเถอะ พวกเราจะได้รีบหนีไปจากที่นี่เสียที!"
"ลำพังค่ายกลรวมไอทมิฬย่อมขังผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานไม่อยู่ แต่ถ้าบวกกับเลือดเนื้อและดวงจิตของพวกเจ้าเข้าไปด้วย นั่นก็เพียงพอแล้ว!
พลิกผันหยินหยาง สังเวยโลหิตสรรพสัตว์!"
คำพูดของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารทำให้เหล่าศิษย์ในตาค่ายกลขวัญหนีดีฝ่อ คิดจะหลบหนีแต่กลับพบว่าตาค่ายกลใต้เท้าได้ระเบิดแรงดูดมหาศาลออกมา พลังเวท โลหิตบริสุทธิ์ หรือแม้กระทั่งดวงจิตของพวกเขา กำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว
ค่ายกลรวมไอทมิฬเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย บนม่านแสงสีดำมีเลือดข้นคลั่กส่งกลิ่นเหม็นคาวพวยพุ่งออกมา ไม่นานก็ลามไปทั่วทั้งม่านพลัง
หลิวจิงสังหรณ์ใจไม่ดี หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารนั่นดูเหมือนจะวางแผนเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว นี่มันกับดักชัดๆ
จะถูกขังอยู่ในค่ายกลนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
"ไป!"
ภายใต้การระเบิดพลังเต็มพิกัดของหลิวจิง ในที่สุดกงจักรเงินก็พุ่งเข้าชนค่ายกลรวมไอทมิฬก่อนที่ธารเลือดจะปิดล้อม ผสานกับวิชาอสรพิษเพลิงที่เขาเตรียมไว้ เจาะรูขนาดมหึมาบนม่านแสงสีดำได้สำเร็จ
ทว่า ในจังหวะที่หลิวจิงกำลังจะหลุดรอดออกไปนั้น แสงโลหิตรูปกระสวยสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากมุมมืด!
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังของผู้ลอบกัด หลิวจิงไม่กล้าประมาท ย่อขนาดผ้าแพรไหมให้เหลือเท่ากระจกป้องกันทรวงอก ยกขึ้นต้านรับไว้เบื้องหน้า
แสงโลหิตรูปกระสวยนั้นร้ายกาจนัก ถึงกับเมินเฉยต่อความสามารถในการเบี่ยงเบนการโจมตีของผ้าแพรไหม กระแทกจนหลิวจิงต้องถอยร่นไปหลายก้าว
เพราะถูกถ่วงเวลาไว้ ธารเลือดจึงเข้าห่อหุ้มม่านแสงจนมิดชิด ผู้ที่ซ่อนตัวในเงามืดเรียกอาวุธวิเศษกลับคืน แล้วปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมาร
"ท่านอาจารย์ สำเร็จแล้ว! ศิษย์จะไปปลดผนึกไอ... อึก... ท่านอาจารย์... ท่าน..."
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารก้มมองรูโหว่ที่หน้าอกอันว่างเปล่าของตนด้วยความตกตะลึง สติสัมปชัญญะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์รัก โอสถมนุษย์เม็ดนี้อาจารย์เพียรหลอมมานานถึงสามสิบปี เดิมทีตั้งใจจะใช้ตอนทะลวงด่านเข้าสู่ขอบเขตแกนทองคำ แต่น่าเสียดายที่อาจารย์รอให้ถึงตอนนั้นไม่ไหวแล้ว!"
เมื่อร่างของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารล้มลง ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริง
ความแก่ชรา คือความประทับใจที่รุนแรงที่สุดที่เขามอบให้แก่ผู้พบเห็น ไม่ว่ากลิ่นอายของเขาจะดุดันเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดความจริงที่ว่าเขาใกล้จะแก่ตายได้
"สหายเต๋าแห่งหวงเฟิงกู่ เหตุใดจึงหยุดมือเล่า? ท่านดูไม่ใช่ผู้ฝึกตนประเภทที่จะยอมยื่นคอให้เชือดง่ายๆ นี่นา"
ในตอนที่ศิษย์อาจารย์สำนักมารฆ่ากันเอง หลิวจิงได้พยายามใช้กงจักรเงินทำลายค่ายกล แต่ธารเลือดเหล่านั้นต่อให้ถูกกงจักรเงินตัดขาด ก็จะสมานตัวกลับมาเหมือนเดิมทันที ช่างรับมือยากยิ่งนัก!
"ท่านกระหายที่จะมีชีวิตอยู่ต่อถึงเพียงนี้ ไม่กลัวหวงเฟิงกู่ตามล่าหรือ?"
หลิวจิงพยายามถ่วงเวลา ขบคิดหาวิธีหนี
"เจ้าคิดว่าเจ้าเด็กระดับกลั่นลมปราณสองคนนั้นจะมีชีวิตรอดกลับไปได้หรือ? หวงเฟิงกู่ต่อให้มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางปานใด ก็ไม่มีทางตามหาผู้ฝึกตนอิสระที่พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเจอหรอก"
"สองคน? เป็นอย่างที่คิดจริงด้วย
ศิษย์หลานลั่ว จะรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีความระมัดระวังตัวมากแค่ไหนแล้วล่ะ"
หลิวจิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วนั่งขัดสมาธิลง
"เจ้าคิดไปก็เปล่าประโยชน์ ยอมมาเป็นบันไดสู่ความเป็นอมตะให้ข้าเสียโดยดี!
ไอทมิฬจงมา!"
แผ่นดินสั่นสะเทือน ไอธรณีทมิฬใต้เขาแมงมุมปีศาจที่ถูกกดทับมาหลายวันพวยพุ่งออกมา ทันใดนั้นไอสีดำก็ม้วนตลบขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงตะวันและจันทราจนมืดมิด!
......
ย้อนเวลากลับไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ลั่วหงยังคงหนีไม่พ้นเขตเขาเสียง สาเหตุหนึ่งคือระดับการบำเพ็ญเพียรของเขาต่ำต้อย อีกสาเหตุคืออาวุธวิเศษใบไม้เขียวนั้นกากเกินไป
คิดดูสิว่าข้าพกเงินตั้งสองหมื่นศิลาวิญญาณติดตัว แต่ดันต้องมาขี่ "จักรยาน" เก่าๆ แบบนี้ เปลี่ยน! กลับไปเมื่อไหร่พ่อจะเปลี่ยนทันที!
อุปกรณ์หนีตายแบบนี้ จะงกไม่ได้เด็ดขาด
ลั่วหงกำลังคิดเช่นนั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอวี้หยิงดังมาจากข้างหลัง
"ศิษย์น้องลั่ว ช้าก่อน!"
ลั่วหงเดือดดาล หันกลับไปมอง ก็เห็นอวี้หยิงกำลังถูกผู้ฝึกวิถีมารที่ห่อหุ้มด้วยไอดำสองคนไล่กวดมาติดๆ
พอตรวจจับกลิ่นอาย เป็นยอดฝีมือระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายทั้งคู่
อย่าเข้ามานะโว้ย!
ลั่วหงไม่อยากจะรอเลยสักนิด แต่ทั้งสามคนนั้นบินเร็วกว่าเขาทั้งหมด แทนที่จะรอให้ถูกตามทันแล้วต้องรับมืออย่างฉุกละหุก สู้ยอมสร้างบุญคุณกับอวี้หยิงสักหน่อยดีกว่า
ศิษย์พี่อวี้ผู้นี้เป็นตัวซวยชัดๆ วันหน้าข้าต้องอยู่ห่างๆ เขาไว้
"ศิษย์พี่อวี้ไม่ต้องตระหนก ศิษย์น้องมาช่วยแล้ว!"
"ศิษย์น้องลั่ว ศิษย์พี่มองเจ้าไม่ผิดจริงๆ วันหน้าข้าต้องพูดเชียร์เจ้าต่อหน้าเสี่ยวชิงให้มากๆ เสียแล้ว!"
อวี้หยิงดีใจจนออกนอกหน้า เขาเองก็ไม่ใช่ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณธรรมดา หากต้องสู้ตัวต่อตัว เขาก็ไม่กลัวผู้ฝึกวิถีมารพวกนี้หรอก
----------