- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 13 ขอชิ่งก่อนล่ะ
บทที่ 13 ขอชิ่งก่อนล่ะ
บทที่ 13 ขอชิ่งก่อนล่ะ
บทที่ 13 ขอชิ่งก่อนล่ะ
หลังจากไล่ชาวบ้านคนสุดท้ายที่กล่าวขอบเจ้าไม่หยุดปากกลับไปได้ ชายชราก็เชิญลั่วหงเข้ามาในลานบ้านเล็กๆ ที่นี่ได้จัดเตรียมกับข้าวกับปลาแบบบ้านๆ ไว้เต็มโต๊ะ
อาหารจานเนื้อที่มันย่องส่งกลิ่นหอมฉุย ปลุกพยาธิในท้องของลั่วหงที่ต้องทนกินน้ำแกงใสๆ มาหลายเดือนให้ตื่นตัวขึ้นมาทันที
คีบเนื้อเข้าปากติดๆ กันหลายชิ้น ดื่มสุราข้าวตามลงไปอีกหนึ่งอึก ช่างสุขสำราญอะไรปานนี้!
ราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ในปราณวิญญาณอันนุ่มนวลอย่างไรอย่างนั้น
เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ มีปราณวิญญาณจริงๆ ด้วย!
ลั่วหงมองจอกสุราที่ว่างเปล่าพลางเลียริมฝีปาก ลูกสะใภ้ของชายชราตาไวรีบรินเติมให้จนเต็ม
ไอวิญญาณลอยกรุ่นขึ้นมาจากน้ำสุรา แม้จะเทียบไม่ได้กับสุราวิญญาณขนานแท้ที่วางขายในตลาดเซียน แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงมากแล้ว
"ท่านผู้เฒ่า สุราของบ้านท่านหมักจากสิ่งใดหรือ?"
ลั่วหงนึกไม่ถึงว่าตนจะได้รับสิทธิพิเศษแบบตัวเอกนิยาย มีหวังที่จะค้นพบของวิญญาณจากหมู่บ้านปุถุชนธรรมดา หรือนี่จะเป็นผลบุญของการทำดี?
"ก็ใช้ข้าวเจ้าธรรมดานี่แหละขอรับ เพียงแต่หลังจากหมักเป็นสุราแล้ว ชายชราได้โยนลูกแก้วที่แมงมุมตานสร้างขึ้นลงไปเม็ดหนึ่ง"
ชายชราพอใจกับสีหน้าตกตะลึงของลั่วหงมาก มันทำให้เขารู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมาทันที
"แมงมุมตานคือตัวอะไร?"
"แมงมุมตานก็คือแมงมุมยักษ์ที่อาศัยอยู่แถวยอดเขาแมงมุมปีศาจขอรับ เจ้าสัตว์เดรัจฉานพวกนี้พละกำลังมหาศาล แถมหนังหนาเนื้อหยาบ ถ้าไม่ใช่เพราะมันเคลื่อนไหวช้า พวกเราคงไม่กล้าไปล่ามันหรอก"
"ข้าเคยได้ยินแต่หอยมุกสร้างไข่มุก ไม่ยักรู้ว่าแมงมุมก็สร้างมุกได้ด้วย"
"ท่านเซียน อย่าทำเป็นไม่เชื่อเชียวนะขอรับ แมงมุมตานนี่ไม่เพียงแต่สร้างลูกแก้วได้ แต่ลูกแก้วที่ได้ยังล้ำค่ามากเชียวล่ะ! คราวก่อนชายชราผู้นี้เอาเข้าไปในเมืองเม็ดหนึ่ง พวกคนรวยแย่งกันแทบจะตบกันตาย"
"เช่นนั้น หมู่บ้านนี้จริงๆ แล้วยังชีพด้วยการล่าแมงมุมตานสินะ แต่ดูพวกท่านก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนี่นา?"
"เฮ้อ แมงมุมตานไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไป ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ พวกเราก็คงไม่กล้าไปยุ่งกับมันหรอกขอรับ
อีกอย่างยอดเขาแมงมุมปีศาจนั่นก็ไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก หมอกพิษไอเสียมีให้เห็นทั่วไป แถมทุกปียังมีการพ่นปะทุของไอธรณีทมิฬอีกหนึ่งครั้ง! หากคิดจะหากินด้วยการล่าลูกแก้วแมงมุม มีกี่ชีวิตก็คงไม่พอ!"
คำพูดของชายชราเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ ดูท่าทางคงเคยเจ็บตัวหนักที่ยอดเขาแมงมุมปีศาจมาแล้ว
"การพ่นปะทุของไอธรณีทมิฬ? มันเป็นอย่างไรหรือ?" ลั่วหงวางตะเกียบในมือลง ในใจเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
"ชายชราผู้นี้ก็บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน มันเหมือนกับไอสีดำพวยพุ่งออกมาจากรอยแยกบนพื้นดินอย่างต่อเนื่อง คนในหมู่บ้านขอแค่โดนเข้าไปนิดเดียว ก็ต้องนอนซมติดเตียงเป็นเดือน!
แต่จะว่าไปก็แปลก ปกติไอธรณีทมิฬน่าจะพ่นออกมาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้ว ไม่เคยคลาดเคลื่อนเลยสักวัน ไม่รู้ปีนี้เป็นอะไร จนป่านนี้ยังไม่เห็นวี่แวว"
ชายชราส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้ม ไอธรณีทมิฬไม่พ่นออกมาวันใด คนในหมู่บ้านก็ไม่กล้าเข้าเขาไปวันนั้น ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
"ท่านผู้เฒ่า ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ ข้ายังมีธุระด่วน คงต้องขอตัวก่อน!"
ลั่วหงไม่ทันได้เช็ดปาก ลุกขึ้นเรียกอาวุธวิเศษใบไม้เขียวออกมาแล้วกระโดดขึ้นไปทันที พอเหาะไปได้ครึ่งฟ้า ก็นึกอะไรขึ้นได้จึงหยุดแล้วกล่าวว่า
"เร็วๆ นี้ในภูเขาจะเกิดความเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ไอธรณีทมิฬจะปรากฏ ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด หรือหากเห็นนกไฟปรากฏกลางเวหา นั่นคือสัตว์มงคล ไม่ต้องตกใจ"
กล่าวจบ ลั่วหงก็บึ่งหนีออกจากเขาไปอย่างรวดเร็ว
"โอ้โฮเฮะ นี่สิเทพเซียนตัวจริง นึกจะบินก็บินเลย!" ชายชรารีบเก็บถ้วยชามที่ลั่วหงใช้แล้วอย่างดี
"พ่อ ท่านเซียนเป็นอะไรไป ทำไมถึงดูลุกลี้ลุกลนเหมือนไฟลนก้นอย่างนั้นล่ะ"
"เจ้าโง่ พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว ท่านเซียนย่อมต้องรีบไปกำจัดปีศาจพิทักษ์ธรรมน่ะสิ! เอ็งจะนั่งลงทำไม ใครใช้ให้เอ็งกิน? ยังไม่รีบไปป่าวประกาศให้ทุกคนรู้อีก! เจ้ามารหัวขน วางสุราเซียนลงเดี๋ยวนี้นะ!"
เรื่องวุ่นวายในบ้านชายชรานั้นลั่วหงไม่มีกะจิตกะใจจะสน ในเวลานี้สัญญาณเตือนภัยในใจเขากระหน่ำรัว อยากจะติดปีกวายุอัสนีบินกลับหวงเฟิงกู่เสียเดี๋ยวนี้
พวกเราเพิ่งจะมาถึง ไอธรณีทมิฬที่พ่นตรงเวลามาหลายสิบปีก็ดันมาสาย บนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ!
ต้องมีใครบางคนผนึกไอธรณีทมิฬที่ยอดเขาแมงมุมปีศาจไว้แน่ และคนเดียวในกลุ่มพวกเราที่คุ้มค่าให้ฝ่ายตรงข้ามจัดฉากใหญ่โตขนาดนี้ ก็มีเพียงหลิวจิงที่มีระดับสร้างรากฐานระยะกลางเท่านั้น
ลั่วหงไม่ได้ห่วงความปลอดภัยของหลิวจิง พี่ใหญ่ท่านนี้มีสมบัติแท้อยู่ในมือ อย่างมากก็แค่ถูกบีบให้ต้องงัดออกมาฆ่าสวนกลับ
สิ่งที่ลั่วหงห่วงคือ ฝ่ายตรงข้ามกล้าลงมือกับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานของหวงเฟิงกู่ขนาดนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะฆ่าปิดปากพวกลูกกระจ๊อกระดับกลั่นลมปราณอย่างพวกเขา
ดังนั้น ขอชิ่งก่อนล่ะ
ดอกไม้บานสองดอก แยกเล่าเรื่องทีละกิ่ง
หลังจากหลิวจิงแยกทางกับลั่วหง เขาก็เก็บงำกลิ่นอายของตน บินเลียดไปตามยอดไม้ ไม่นานก็มาถึงตีนเขาของยอดเขาแมงมุมปีศาจ
ทันทีที่มาถึงที่นี่ ไอธรณีทมิฬอันขุ่นมัวที่เข้มข้นก็ทำให้จิตใจของหลิวจิงมึนงงไปวูบหนึ่ง เขารีบแปะยันต์กันไออาถรรพ์ไว้ที่หัวไหล่ทันที
เมื่อสังเกตดูรอบๆ ที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือต้นไม้ใบหญ้า ล้วนถูกปกคลุมด้วยไอธรณีทมิฬอันขุ่นมัว ปราณวิญญาณในฟ้าดินมีอยู่น้อยนิด ซึ่งกดดันพลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนสายธรรมะอย่างมาก
"ฮึ่ม! สมกับเป็นรังของผู้ฝึกวิถีมารจริงๆ ไร้ซึ่งพลังชีวิต ราวกับแดนภูตผี!"
หลิวจิงไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลาง การรับมือกับผู้ฝึกวิถีมารระดับกลั่นลมปราณก็ง่ายดายเหมือนกับตอนที่เขาสังหารพวกโจรภูเขานั่นแหละ
"หืม? ป้ายวิญญาณสัมผัสตำแหน่งของศิษย์หลานหลี่ได้แล้ว ดีล่ะ กล้าจับศิษย์หวงเฟิงกู่ของข้ามาบูชาโลหิต วันนี้พวกเจ้าไม่รอดแน่!"
หลิวจิงรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของป้ายวิญญาณที่เอว ความโกรธก็ลุกโชนขึ้นทันที เร่งความเร็วพุ่งขึ้นสู่ยอดเขา
เวลานี้ ณ ยอดเขาแมงมุมปีศาจ หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารระดับกลั่นลมปราณขั้นสมบูรณ์กำลังคุกเข่าหมอบอยู่หน้าประตูห้องหินห้องหนึ่ง
"นกน้อยเข้ากรงแล้ว ดำเนินการตามแผน"
เสียงเย็นยะเยือกถึงขั้วกระดูกดังออกมาจากในห้องหิน
"ขอรับ ท่านอาจารย์"
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารลุกขึ้นรับคำสั่ง แล้วเหาะไปยังแท่นบูชาโลหิตที่ไหล่เขา ศิษย์สำนักมารหกคนที่เฝ้าอยู่ที่นี่รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อมทันที
"เหยื่อสังเวยเตรียมพร้อมหรือยัง?"
"เรียนท่านอาจารย์ นอกจากเด็กชายหญิงบริสุทธิ์ที่ท่านสั่งเพิ่มเมื่อเช้า ที่เหลือเตรียมพร้อมหมดแล้วขอรับ"
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารเดินเข้าไปในกรงขัง บีบแก้มเนียนนุ่มของหญิงสาวคนหนึ่ง หันซ้ายหันขวาพิจารณาดู จากนั้นก็เลียเลือดมนุษย์สดๆ บนเล็บแหลมคมของตน พยักหน้าด้วยความพอใจ
"แม้จะขาดเด็กชายหญิงไป แต่ด้วยเหยื่อสังเวยชั้นยอดเหล่านี้ ก็เพียงพอให้ตัวข้าทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานได้ เริ่มพิธีบูชาโลหิตเดี๋ยวนี้"
"ท่านอาจารย์ไม่รออีกสักครู่หรือขอรับ ศิษย์น้องน่าจะใกล้กลับมาแล้ว"
"หืม? เจ้ากำลังสอนข้าทำงานรึ?!" ดวงตาของหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารฉายแววอำมหิต
"มิกล้า! ศิษย์จะเปิดมหาค่ายกลหลอมโลหิตเดี๋ยวนี้!"
เห็นอาจารย์โกรธ ผู้ฝึกวิถีมารทั้งหกก็รีบเหาะประจำตำแหน่งตามจุดต่างๆ ของมหาค่ายกลหลอมโลหิต เรียกธงค่ายกลที่สะพายหลังอยู่ออกมา ไอทมิฬพวยพุ่งรอบกาย ปากเริ่มร่ายคาถา
ไม่นาน มหาค่ายกลหลอมโลหิตก็ทำงาน ไอโลหิตปกคลุมแท่นบูชาโลหิตจนทั่ว หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง พลันเปลี่ยนเคล็ดวิชาในมือ แสงโลหิตสายหนึ่งก็กวาดผ่านกรงขังที่คุมขังปุถุชนนับร้อยชีวิต
ท่ามกลางแสงโลหิต โลหิตบริสุทธิ์และดวงจิตของปุถุชนเหล่านี้ถูกสูบออกจนเกลี้ยง แล้วไหลไปรวมกันที่มหาค่ายกลหลอมโลหิต ทำให้กลิ่นอายโลหิตในค่ายกลเข้มข้นยิ่งขึ้น
ดวงจิตของปุถุชนเหล่านั้นเมื่อเข้าสู่มหาค่ายกลหลอมโลหิต ก็รู้สึกเจ็บปวดทรมานราวกับถูกต้มในกระทะทองแดง แรงอาฆาตนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นทันที
ดวงจิตจำนวนมากพุ่งเข้าชนหัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารที่อยู่ใจกลางค่ายกลด้วยความเคียดแค้นชิงชังท่วมท้น แต่พอสัมผัสถูกไอทมิฬรอบกายของมัน ก็ถูกดีดกระเด็นออกมาอย่างแรง ร่างวิญญาณสลายไปรวดเร็วยิ่งขึ้น
"พวกเศษสวะอย่างพวกเจ้า ต่อให้เป็นผีก็ทำอันตรายตัวข้าไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ จงกลายเป็นอาหารสำหรับการเลื่อนขั้นของข้าเสียโดยดีเถอะ!"
หัวหน้าผู้ฝึกวิถีมารหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง เปลี่ยนเคล็ดวิชาในมืออีกครั้ง แสงโลหิตอีกสายหนึ่งก็พุ่งทะลุออกจากค่ายกล
ในจังหวะนั้นเอง กงจักรเงินสองวงก็บินมาจากขอบฟ้า ตามมาติดๆ ด้วยเสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดของหลิวจิง
"เจ้ามารบังอาจ ยอมตายซะดีๆ!"
----------