เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 การบดขยี้ในรูปแบบหนึ่ง

บทที่ 15 การบดขยี้ในรูปแบบหนึ่ง

บทที่ 15 การบดขยี้ในรูปแบบหนึ่ง


บทที่ 15 การบดขยี้ในรูปแบบหนึ่ง

พลังเวทของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณนั้นยากจะรองรับการสิ้นเปลืองจากการต่อสู้กลางอากาศได้ อีกทั้งสัมผัสเทวะของผู้ฝึกตนระดับนี้ยังไม่แข็งแกร่ง เมื่ออยู่กลางอากาศที่ศัตรูและเราอยู่ห่างกันไกล แถมยังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง การโจมตีจึงยากจะเข้าเป้า ดังนั้นการต่อสู้กลางเวหาโดยทั่วไปจึงไม่เกิดขึ้น

ในเมื่อตัดสินใจจะลงมือแล้ว ลั่วหงและอวี้หยิงจึงร่อนลงจอดที่หาดหินริมฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกวิถีมารสองคนที่ไล่ตามมาก็ร่อนลงตามหลัง ห่างออกไปราวหนึ่งร้อยเมตร

"ศิษย์น้องลั่ว เจ้าขยับเข้ามาใกล้ๆ ระฆังวัชระของศิษย์พี่เป็นอาวุธวิเศษป้องกันกายระดับสูงสุด ตอนประลองเวทเดี๋ยวจะช่วยคุ้มครองเจ้าได้แน่นอน"

อวี้หยิงเรียกระฆังใบเล็กสีทองออกมา โยนขึ้นไปเหนือศีรษะ พริบตาเดียวมันก็ขยายร่างเป็นระฆังยักษ์ที่ครอบคนเข้าไปได้ทั้งตัว ดูจากปราณวิญญาณและรูปลักษณ์แล้ว พลังป้องกันคงน่าทึ่งสมราคาคุย

"ไม่เป็นไรขอรับศิษย์พี่อวี้ ข้ามีโล่เต่าวิญญาณอยู่ ป้องกันตัวระยะสั้นๆ ไม่ใช่ปัญหา หวังเพียงศิษย์พี่อวี้จะรีบสังหารผู้ฝึกวิถีมารให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นพลังเวทของศิษย์น้องอาจจะต้านทานได้ไม่นาน"

สัญชาตญาณของลั่วหงบอกว่าการเข้าไปใกล้ๆ ไม่น่าจะเข้าท่า เขาเรียกโล่เต่าวิญญาณออกมาแล้วเร่งให้อวี้หยิงเปิดก่อนเลย

อีกด้านหนึ่ง ผู้ฝึกวิถีมารทั้งสองคนก็กำลังปรึกษากันว่าจะจัดการกับสองคนนี้อย่างไร

"พี่ใหญ่ เจ้าหนูทางซ้ายนั่นอยู่ระดับกลั่นลมปราณชั้นสิบ แถมอาวุธวิเศษที่เรียกออกมาก็ดูทรงพลังไม่เบา ดูเหมือนจะเป็นของระดับสูงสุด"

"ยุ่งยากนิดหน่อย แม้ระดับการบำเพ็ญเพียรของข้าจะสูงกว่ามันหนึ่งชั้น แต่กระสวยกระหายเลือดยังผ่านพิธีบูชาโลหิตไม่สมบูรณ์ เกรงว่าคงจัดการมันไม่ได้ในเวลาสั้นๆ"

"เช่นนั้น ให้น้องรองไปฆ่าเจ้าสวะชั้นเจ็ดนั่นก่อน แล้วค่อยกลับมาร่วมมือกับพี่ใหญ่จัดการเจ้านั่น"

"ดี รีบสู้รีบจบ ไม่อย่างนั้นถ้าน้องสามตามมาถึง ถุงสมบัติของพวกมันสองคนคงแบ่งกันลำบาก!"

"ฮึ น้องรองอยู่ระดับกลั่นลมปราณชั้นสิบ ฆ่าสวะชั้นเจ็ดคนเดียวใช้เวลาแค่ชั่วอึดใจ พี่ใหญ่คอยดูเถอะ!"

เห็นผู้ฝึกวิถีมารสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน อวี้หยิงก็เร่งพลังเวทเข้าปะทะ แต่ลั่วหงกลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

เขาภาวนาให้อวี้หยิงดึงดูดการโจมตีไปทั้งหมด เพื่อที่เขาจะได้ยืนทำดาเมจสวยๆ อยู่ข้างหลัง

น่าเสียดายที่อวี้หยิงพ่นวาจาปั่นประสาทไม่เป็น เลยดึงค่าความเกลียดชังไม่ได้สักนิด ผู้ฝึกวิถีมารที่ระดับพลังอ่อนกว่าจึงอ้อมผ่านเขา พุ่งตรงมาหาลั่วหงทันที

"ดูท่าจะเห็นข้าเป็นจุดอ่อนสินะ งั้นก็ลองชิมรสชาติ 'การสร้างภาพเสมือน' ฉบับปรับปรุงของข้าหน่อยเป็นไง"

ลั่วหงยึดถือคติวางแผนก่อนเคลื่อนไหว ตอนที่เริ่มหนีเขาก็คิดเผื่อกรณีถูกดักหน้าไว้แล้ว และวิชาสร้างภาพเสมือนที่ผ่านการพิสูจน์ความมีประโยชน์ในสนามจริงมาแล้ว ย่อมเป็นไพ่ตายที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

พูดตามตรง การใช้วิชาควบคุมน้ำสร้าง 'ม่านน้ำ' เพื่อสร้างภาพเสมือนนั้นมีช่องโหว่อันใหญ่อยู่

หนึ่งคือการปรากฏของผนังน้ำจะทำให้ปราณวิญญาณธาตุน้ำรอบตัวลั่วหงดูผิดปกติ แม้จะมียันต์โล่น้ำช่วยกลบเกลื่อน แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยพอ

สองคือที่ขอบของผนังน้ำ การหักเหของแสงจะทำให้วัตถุตรงนั้นดูบิดเบี้ยวพิกล หากเจอคนช่างสังเกตเข้าคงดูออกได้ง่ายๆ

หลังจากขบคิดมาอย่างดี ตอนที่แปะยันต์โล่น้ำ ลั่วหงจึงแอบใช้วิชาควบคุมน้ำควบแน่น 'หยดน้ำโปร่งใส' ขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นจำนวนมหาศาล ขึ้นรอบตัวในรัศมีครึ่งจั้ง

ด้วยวิธีนี้ เนื่องจากรูปร่างที่คล้ายคลึงกัน ปราณวิญญาณธาตุน้ำจึงแค่ดูหนาแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ดูโดดเด่นสะดุดตา คู่ต่อสู้อย่างมากก็คงคิดว่าลั่วหงใช้ยันต์ระดับสูงอะไรสักอย่าง

แถมเมื่อจัดเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลม ก็สามารถรับมือศัตรูได้รอบทิศทางสามร้อยหกสิบองศา ไม่เหมือนผนังน้ำที่ใช้ได้แค่กับศัตรูที่อยู่ด้านหน้า

ความรู้สึกบิดเบี้ยวของวัตถุที่ขอบภาพ ก็สามารถลดทอนลงได้ด้วยการไล่ระดับความหนาแน่นของหยดน้ำ

"เหอะๆ โลหิตบริสุทธิ์ของผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณระยะกลางคงพอให้กระสวยกระหายเลือดของข้าอิ่มหนำได้มื้อหนึ่ง เจ้าหนู มีคำสั่งเสียอะไรก็รีบพูดซะ อีกเดี๋ยวเจ้าจะตายเร็วมาก"

น้องรองสำนักมารเห็นลั่วหงเรียกอาวุธวิเศษรูปโล่ออกมา แล้วตั้งท่าตั้งรับเต็มสูบ จึงคิดใช้วาจาปั่นป่วนจิตใจ หวังล่อลวงให้เผยช่องโหว่

วิธีนี้อาจใช้ได้ผลกับผู้ฝึกตนหน้าใหม่ที่เพิ่งออกจากสำนัก แต่ถ้า 'วาจาปั่นประสาท' มีการแบ่งระดับขั้น ลั่วหงก็คงอยู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดไปแล้ว

คำพูดข่มขู่ของน้องรองสำนักมารนอกจากจะไม่ทำให้เขากลัว กลับทำให้เขานึกขำ

หึหึ ไปมาหาสู่ไม่ให้อะไรตอบแทนก็เสียมารยาทแย่

ลั่วหงยื่นนิ้วชี้ขวาออกมา ทำหน้าดูแคลนแล้วตะโกนลั่น

"แน่จริงก็เข้ามา!"

"รนหาที่ตาย!"

น้องรองสำนักมารโกรธจนควันออกหู กระสวยกระหายเลือดบินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ แล้วลากหางแสงสีเลือดพุ่งเข้าใส่ลั่วหง

แค่นี้ก็โกรธแล้ว วาจาปั่นประสาทของเอ็งอย่างมากก็แค่ระดับกลั่นลมปราณเท่านั้นแหละ

เผชิญหน้ากับกระสวยกระหายเลือดที่เป็นอาวุธวิเศษระดับสูงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือด ลั่วหงไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เพราะตำแหน่งที่มันเล็งมาคือตำแหน่งของภาพเสมือน

แต่เพื่อป้องกันกรณีที่อีกฝ่ายเป็นยอดนักแสดงระดับออสการ์ ลั่วหงก็ยังเตรียมโล่เต่าวิญญาณไว้พร้อมรับมือการลอบโจมตี

แต่เหตุไม่คาดฝันก็ไม่เกิดขึ้น กระสวยกระหายเลือดพุ่งชนภาพเสมือนเต็มๆ แล้วทะลุผ่านร่างไป

ตรงนี้ ลั่วหงยังเล่นตุกติกอีกนิดหน่อย เขาจงใจปรับตำแหน่งของโล่เต่าวิญญาณ (ของจริง) ให้ภาพเสมือนของโล่เต่าวิญญาณไปขวางอยู่บนเส้นทางโจมตีของกระสวยกระหายเลือด พอเป็นแบบนี้ อีกฝ่ายก็จะเห็นแค่ว่าพื้นผิวของโล่เต่าวิญญาณเกิดการกระเพื่อมไหวเล็กน้อย แต่จะไม่เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับภาพเสมือนของตัวลั่วหง

น้องรองสำนักมารยืนงงเป็นไก่ตาแตกทันที ก็โทษเขาไม่ได้หรอก ใครๆ เจอครั้งแรกก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

"เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเป็นวิชาลวงตา? ไม่ น่าจะไม่ใช่ กลิ่นอายของเจ้าเด็กนั่นก็อยู่ตรงนั้นชัดๆ แต่ทำไมกระสวยกระหายเลือดของข้าถึงทะลุผ่านไปเหมือนไม่โดนอะไรเลย?"

อ้อ~ ดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างใจเย็นสินะ ผู้ฝึกวิถีมารคนนี้ยังมีสมองอยู่บ้าง งั้นต้องเติมเชื้อไฟให้อีกหน่อย

"เฮ้ย อาวุธวิเศษของแกกระจอกมาก"

"เจ้าเด็กปากดี!" น้องรองสำนักมารตัดสินใจลองโจมตีจากด้านหลังอีกครั้ง

กระสวยกระหายเลือดบินวนกลับมา พุ่งเข้าใส่กลางหลังของภาพเสมือนลั่วหง

ลั่วหงเร่งพลังเวท ขยายขนาดโล่เต่าวิญญาณให้ใหญ่ขึ้น แล้ววางขวางในแนวนอนอาศัยความโค้งของกระดองเต่า บังทั้งแผ่นหลังและหน้าอกของตน

โจมตีใส่ภาพเสมือน ต่อให้กี่ครั้งผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม

เห็นกระสวยกระหายเลือดคว้าน้ำเหลวกลับมาอีกครั้ง น้องรองสำนักมารก็เริ่มร้อนรน

"เหอะ ได้แค่นี้เองเหรอ?"

คำดูถูกของลั่วหงราดน้ำมันลงบนกองเพลิง คนที่ขาดสติมักจะปักใจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นได้ง่ายที่สุด

เมื่อครู่ปรากฏการณ์ที่กระสวยกระหายเลือดยิงทะลุโล่เต่าวิญญาณจากด้านหนึ่งไปโผล่อีกด้านหนึ่ง ทำให้น้องรองสำนักมารปักใจเชื่อว่า ลั่วหงอาศัยอาวุธวิเศษป้องกันกายมหัศจรรย์ในมือนั่นแหละ ถึงทำให้ไร้ริ้วรอยภายใต้คมกระสวยของเขาได้

"ย้าก!!! ข้าจะดูซิว่าเจ้ามีพลังเวทให้ผยองได้สักกี่น้ำ!"

ยิ่งอาวุธวิเศษทรงพลัง ก็ยิ่งต้องใช้พลังเวทในการขับเคลื่อนมหาศาล น้องรองสำนักมารเลิกใช้สมองโดยสิ้นเชิง เตรียมจะใช้พลังเวทที่เหนือกว่าลั่วหงมากบดขยี้ให้ตาย

ชั่วขณะหนึ่ง กระสวยกระหายเลือดก็บินว่อนรอบภาพเสมือนของลั่วหง โจมตีอย่างบ้าคลั่งแต่ไร้ผล

ลั่วหงแกล้งทำเป็นหยิบศิลาวิญญาณออกมาถือไว้ในมือ ให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าพลังเวทของเขาใกล้หมดแล้ว ทั้งที่ความจริงการรักษาวิชาควบคุมน้ำเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ กับการเลี้ยงโล่เต่าวิญญาณให้ลอยอยู่เฉยๆ แทบไม่กินพลังงานเลย

แอบชำเลืองมองไปทางอวี้หยิง เห็นว่าอวี้หยิงอาศัยอานุภาพของระฆังวัชระจนได้เปรียบศัตรูแล้ว หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่สำนักมารขยันใช้วิธีแลกชีวิตด้วยชีวิต บีบให้อวี้หยิงต้องดึงระฆังกลับมาป้องกันตัว ป่านนี้คงแพไปแล้ว

"คาดว่าอีกเดี๋ยวผู้ฝึกวิถีมารสองคนนี้ต้องเปลี่ยนแผนแน่ ข้าเองก็ต้องเตรียมรับมือบ้าง"

ลั่วหงใช้นิ้วคีบยันต์กระสุนน้ำธรรมดาแผ่นหนึ่ง ปากก็เริ่มร่ายคาถาที่แม้แต่ตัวเองก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง

----------

จบบทที่ บทที่ 15 การบดขยี้ในรูปแบบหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว