- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 7 โหมดง่ายของการเขียนยันต์
บทที่ 7 โหมดง่ายของการเขียนยันต์
บทที่ 7 โหมดง่ายของการเขียนยันต์
บทที่ 7 โหมดง่ายของการเขียนยันต์
ภายในห้วงจิต อักษรเงินหกตัวลอยล่องไม่หยุดนิ่ง ลั่วหงยังไม่เข้าใจพวกมันอย่างถ่องแท้ ทำได้เพียงมั่นใจว่าพวกมันคือพื้นฐานของโลกใบนี้ มีสถานะเทียบเท่ากับอะตอมที่เป็นองค์ประกอบของสสารทั้งมวล
เมื่อหยิบยันต์กระสุนน้ำสำเร็จรูปที่ตระกูลมอบให้ออกมา ลั่วหงก็สามารถมองเห็นร่องรอยของอักษรเงินทั้งหกตัวนั้นจากลวดลายยันต์ที่ซับซ้อนได้ในปราดเดียว
พอลองเปลี่ยนเป็นยันต์โล่น้ำ แม้จะยากขึ้นบ้าง แต่ก็ยังสามารถแยกแยะอักษรเงินที่อยู่ภายในได้
ลั่วหงตระหนักได้ทันทีว่าความสามารถนี้ต่างหากคือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการตรัสรู้แจ้งในครั้งนี้ นี่หมายความว่าวิถียันต์ที่คนรุ่นก่อนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรสั่งสมประสบการณ์สรุปออกมานับหมื่นปี จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของเขา ช่วยให้เขาควบคุมอักษรเงินจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
เรื่องนี้จะส่งผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าของลั่วหงอย่างไรนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ใจได้ในตอนนี้คือ ในด้านการเขียนยันต์ เขาได้เข้าสู่ "โหมดง่าย" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ลั่วหงปูกระดาษยันต์เหลืองให้เรียบ ใช้พู่กันเขียนยันต์จุ่มหมึกธรรมดา แล้วโคจรพลังเวทจรดพู่กันลงไป
ชั่วขณะที่พู่กันสัมผัสกับกระดาษยันต์ รอยแตกร้าวละเอียดอ่อนก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ แต่ด้วยแรงดันภายนอกที่มีความเข้มข้นสูง รอยร้าวเหล่านี้จึงไม่มีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างออกไป
เริ่มเดินเส้น ลั่วหงใช้วิธีดั้งเดิมที่อาศัยความรู้สึก เพื่อสังเกตวิธีการที่การเปลี่ยนแปลงของพลังเวทสร้างโครงสร้างของอักษรเงินขึ้นมา
การเขียนยันต์ครั้งแรกจบลง ล้มเหลวตามคาด
รอบๆ ลวดลายยันต์ที่วาดออกมาเต็มไปด้วยรอยร้าวเล็กๆ ขอเพียงนำออกจากค่ายกลรวบรวมวิญญาณ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากระดาษยันต์จะระเบิดและลุกไหม้ทันที
แถมอักษรเงินที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดก็ยังสร้างไม่สำเร็จ ยันต์แผ่นนี้จึงเป็นของเสียโดยสมบูรณ์
นอกจากนี้ ลั่วหงยังพบว่า "นิ้วทองคำ*" ของตนมีบทบาทช่วยในการเขียนยันต์ได้อย่างมหาศาล
ประการแรก อาศัยข้อมูลจากตารางวิเคราะห์สถานะ ลั่วหงสามารถควบคุมปริมาณพลังเวทที่ใช้ได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นจึงไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อัดพลังเวทมากเกินไปจนกระดาษยันต์ระเบิด หรือพลังเวทหมดกลางคันจนเขียนต่อไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของยันต์
ประการที่สอง เนื่องจากการรับรู้เรื่องยันต์ของลั่วหงยกระดับขึ้น ตอนนี้เขาจึงสามารถมองเห็นหัวข้อใหม่ที่ชื่อว่า "ระดับความสำเร็จ" บนยันต์ได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนเขียนยันต์ของลั่วหง
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยิ่งชัดเจนในแก่นแท้ของนิ้วทองคำของตน ว่ามันคือการนำความรู้ความเข้าใจที่คลุมเครือของเขาที่มีต่อสิ่งต่างๆ มาแสดงผลเป็นข้อมูลตัวเลขที่แม่นยำนั่นเอง
หนึ่งแผ่น สองแผ่น... สิบแผ่น ร้อยแผ่น!
ลั่วหงดำดิ่งสู่การเขียนยันต์ พู่กันในมือของเขาไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่กลับหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง
เป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่การสร้างยันต์สำเร็จรูป แต่อยู่ที่การศึกษาสายสัมพันธ์ระหว่างการไหลเวียนของพลังเวท รูปทรงของน้ำหมึก และอักษรเงิน
เมื่อพลังเวทหมดก็ออกไปนั่งสมาธิฟื้นฟูที่นอกค่ายกล กินดื่มหรือตอนที่ไปร่ายคาถาเรียกฝนให้เรือนหลักก็จัดการอย่างลวกๆ
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระดาษยันต์เหลืองนับพันแผ่นกลายเป็นขยะ ในที่สุดลั่วหงก็จับเคล็ดลับในการวาดอักษรเงินได้สำเร็จ
กระบวนการนี้คล้ายกับการรู้รหัสลับและข้อความที่ถูกถอดรหัส แล้วอนุมานความสัมพันธ์ในการแปลงค่าของทั้งสองสิ่ง
การอดหลับอดนอนตลอดครึ่งเดือนทำให้ลั่วหงดูซูบซีดไปบ้าง แต่เขาตัดสินใจว่าจะต้องสร้างยันต์กระสุนน้ำฉบับสมบูรณ์ออกมาให้ได้สักแผ่น แล้วค่อยไปพักผ่อนให้เต็มที่
ยกพู่กัน จุ่มเลือดปีศาจกบเมฆหมึก โคจรพลังเวท 4 หน่วยไปรวมไว้ที่ปลายพู่กัน
จรดพู่กัน ข้อมือของลั่วหงขยับแผ่วเบา ตวัดวาดลวดลายยันต์ออกมาในชั่วพริบตา
เก็บพู่กัน ไม่ดึงรั้งพลังเวทกลับไปแม้แต่นิดเดียว ยันต์เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
ยันต์กระสุนน้ำที่ลั่วหงสร้างขึ้นมีความแตกต่างจากที่วางขายในท้องตลาดเพียงเล็กน้อย แต่ขอเพียงเป็นคนที่ตาถึง ย่อมมองออกว่ายันต์กระสุนน้ำของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังเวท ภายในลวดลายยันต์ซ่อนเร้นประกายวิญญาณเอาไว้ ย่อมต้องเป็นยันต์ชั้นยอดที่อานุภาพเหนือกว่ายันต์ประเภทเดียวกันและกระตุ้นใช้งานได้รวดเร็วอย่างแน่นอน
หลังจากชื่นชมยันต์แผ่นแรกที่ตนสร้างขึ้นด้วยความภาคภูมิใจอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วหงก็กลับไปที่ห้องนอนแล้วล้มตัวลงนอนทันที
หลังจากนอนเต็มอิ่มไปกว่าเจ็ดชั่วยาม ลั่วหงถึงได้บิดขี้เกียจตื่นจากฝัน พอเริ่มได้สติ เขาก็หยิบอุปกรณ์เขียนยันต์ออกมาอีกครั้ง แล้วเขียนรวดเดียวจบจนได้ยันต์กระสุนน้ำชั้นยอดออกมาอีกสามแผ่นติดต่อกัน
หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของปรมาจารย์อักขระภายนอก พวกเขาคงได้ตาร้อนผ่าวด้วยความอิจฉาจนตัวตาย ก่อนเขียนยันต์พวกเขาแทบอยากจะถือศีลอาบน้ำชำระกายสักสามวัน ถึงทำแบบนั้นก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่ายันต์ที่ตนถนัดที่สุดจะประสบความสำเร็จทุกแผ่น
แต่ลั่วหงเพียงแค่ตื่นนอนแล้วลงมือทำส่งๆ กลับมีอัตราความสำเร็จเต็มร้อย
นี่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย!
นี่คือความแตกต่างระหว่างการเขียนยันต์โดยอาศัยความรู้สึกกับการเขียนยันต์โดยรู้แจ้งในหลักการ สำหรับลั่วหงแล้ว ขอเพียงเป็นยันต์ที่เขาตีแตกจนทะลุปรุโปร่ง ก็จะไม่มีคำว่าล้มเหลวอีกต่อไป
และวิธียันต์ที่มุ่งเน้นแก่นแท้ของยันต์โดยตรงเช่นนี้ สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดใหญ่ที่สร้างความลำบากใจให้แก่ปรมาจารย์อักขระทุกคน นั่นคือไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิชาคาถานั้นๆ ก่อน ถึงจะสร้างยันต์ชนิดนั้นๆ ได้ ขอเพียงแค่เข้าใจอักษรเงินที่ประกอบอยู่ในยันต์นั้นก็พอ
การวาดยันต์กระสุนน้ำต่อไปไม่ช่วยให้ลั่วหงพัฒนาขึ้นอีกแล้ว ซึ่งทำให้เขารู้สึกจืดชืดไร้รสชาติ
"ตอนนี้ข้าวาดยันต์กระสุนน้ำก็น่าเบื่อเหมือนคัดลอกตำรา เปลี่ยนไป... เอ๊ะ? เดี๋ยวสิ คัดลอกตำรา? ถ้าข้าสามารถใช้ค่ายกลมาจำลองกระบวนการเขียนยันต์ของตัวเองได้ นั่นเท่ากับบรรลุการระเบิดทางเทคโนโลยีจากการทำมือสู่การพิมพ์เลยไม่ใช่หรือ
นี่มัน... นี่มันอนาคตไกลชัดๆ!"
ลั่วหงตื่นเต้นกับความคิดนี้อย่างมาก หากทำได้จริง นี่คือการพลิกโฉมวงการการเขียนยันต์ที่มีอยู่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างถอนรากถอนโคน
"ค่ายกล วันข้างหน้าต้องเรียนวิชาค่ายกลให้ได้! แม่นางซิน ข้าน้อยรู้สึกกะทันหันว่าฉีอวิ๋นเซียวคู่ควรกับท่านไม่พอเสียแล้ว
ฮิฮิ ค่ายกลนี้หากสร้างสำเร็จจะตั้งชื่อว่า 'มหาค่ายกลหลอมสร้างยันต์กระสุนน้ำ' ก็แล้วกัน!"
ลั่วหงจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ แล้วทุ่มเทให้กับการศึกษายันต์โล่น้ำต่อไป
.
.
.
"ศิษย์น้อง ยันต์ของเจ้านี่ก็แค่ระดับต่ำขั้นล่างเท่านั้น แลกหนึ่งศิลาวิญญาณก็พอดีแล้ว หากเจ้ายืนยันจะเอาสองก้อน ศิษย์พี่อย่างข้าคงไม่แลกด้วยแล้ว"
หน้าหอถ่ายทอดวิชา ลั่วหงที่มีสีหน้าย่ำแย่กำลังเจรจากับศิษย์ชายที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบผู้หนึ่ง
"นั่นสิ ศิษย์พี่เซี่ยยอมแลกด้วยก็ถือว่าช่วยสงเคราะห์เจ้าแล้ว เจ้าอย่าทำเป็นไม่รู้จักชั่วดี!"
ข้างกายศิษย์ชายผู้นั้นยังมีศิษย์หญิงหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย ทั้งสองดูเหมือนจะเป็นคู่รักกัน ฝ่ายหญิงจึงช่วยเป็นลูกคู่ได้อย่างดุดัน
ลั่วหงรู้ดีว่ายันต์ของตนขายแผ่นละสองศิลาวิญญาณนั้นสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ตามปกติแล้วฝ่ายตรงข้ามยังถือว่ากำไรด้วยซ้ำ เพราะขนาดยันต์ระดับต่ำขั้นล่างคุณภาพดาดๆ ยังขายกันหนึ่งศิลาวิญญาณ ของคุณภาพชั้นเลิศแบบนี้ไม่มีเหตุผลที่จะราคาเท่ากัน
ว่ากันตามตรง สาเหตุที่ลั่วหงต้องมาขายยันต์หน้าหอถ่ายทอดวิชา เป็นเพราะเมื่อสองวันก่อนวัสดุเขียนยันต์ของเขาหมดเกลี้ยง อีกทั้งไม่สะดวกที่จะออกจากสำนักไปตลาดบ่อยๆ ส่วนหอร้อยฝีมือที่รับซื้อยันต์ภายในสำนักก็กดราคาคนกันเองจนไม่เหลือชิ้นดี ด้วยความอับจนหนทาง จึงต้องงัดแผนการชั้นเลวนี้ออกมาใช้
บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มุงดูอยู่ไม่รู้ว่าตาไม่ถึง หรือยึดคติธุระไม่ใช่จึงนิ่งดูดาย ไม่มีใครออกหน้าพูดแทนลั่วหงสักคน
"เอาก็เอา ศิษย์พี่เซี่ย ท่านต้องการกี่แผ่น?"
ลั่วหงไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป อย่างไรเสียไม่ว่าจะขายหนึ่งก้อนหรือสองก้อน เขาก็กำไรมหาศาลอยู่แล้ว
"ก็ยี่สิบแผ่นที่วางอยู่นี่แหละ มากกว่านี้ข้าก็ไม่มีแล้ว"
"ใครจะไปบ้าซื้อยันต์ระดับต่ำขั้นล่างทีเดียวตั้งยี่สิบแผ่น แล้วยังบอกว่ามากกว่านี้ไม่มีแล้ว ข้าว่าศิษย์น้องเจ้ามันหน้าเงิน..."
"ข้าเหมาหมด!" ศิษย์แซ่เซี่ยหยิบศิลาวิญญาณยี่สิบก้อนออกมา กวาดเอายันต์ที่ลั่วหงวางไว้ไปจนเกลี้ยง ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวราวกับกลัวว่าลั่วหงจะกลับคำ
"ฮ่าฮ่า ขอบใจมากศิษย์น้อง
ศิษย์น้องหญิง พวกเราไปกันเถอะ"
ศิษย์แซ่เซี่ยดึงศิษย์หญิงที่หน้าแตกจน "บวมเป่ง" อยู่ข้างๆ เดินจากไปอย่างผู้ชนะ ในใจลอบยินดีปรีดา
"หึหึ ศิษย์พี่เซี่ยเดินทางปลอดภัย"
เห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ลั่วหงมีหรือจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนตาถึง เกรงว่าพอซื้อยันต์ของข้าไปแล้ว คงรีบออกจากหุบเขาเอาไปขายเก็งกำไรต่อที่ตลาดทันที
ศิษย์พี่เซี่ยสินะ ได้เจอกันอีกแน่
เรื่องผูกใจเจ็บเนี่ย ข้าจริงจังเสมอ
--------------------
*นิ้วทองคำ หมายถึง ความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าคนอื่นที่ตัวเอกได้รับมา เช่น ระบบ, ของวิเศษ, ความทรงจำจากชาติก่อน ซึ่งทำให้ตัวเอกได้เปรียบคนอื่นๆ ในโลกนั้น เปรียบเสมือนการใช้สูตรเกม