เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 ตรัสรู้แจ้งในวิถียันต์

บทที่ 6 ตรัสรู้แจ้งในวิถียันต์

บทที่ 6 ตรัสรู้แจ้งในวิถียันต์


บทที่ 6 ตรัสรู้แจ้งในวิถียันต์

"ความแตกต่างระหว่างกระดาษยันต์เหลืองและกระดาษยันต์เขียวอยู่ที่ปริมาณการรองรับพลังเวท กระดาษยันต์เหลืองรองรับพลังเวทได้น้อย กระดาษยันต์เขียวรองรับได้มาก ดังนั้นยิ่งกระดาษยันต์รองรับพลังเวทได้มากเท่าไหร่ อัตราความสำเร็จในการเขียนยันต์ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น"

ปากของลั่วหงพึมพำกับตัวเอง มือก็จับพู่กันจดบันทึกคำพูดของตนลงบนกระดาษไปด้วย

การขบคิดปัญหาด้วยวิธีนี้เป็นนิสัยของลั่วหง เขาคิดว่าทำแบบนี้จะช่วยให้ความคิดของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น

"สิ่งที่กำหนดความจุของพลังเวทคือวัสดุของกระดาษยันต์ ความแตกต่างหลักระหว่างรากของข้าววิญญาณกับหญ้ายันต์วิญญาณอยู่ที่ปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ภายใน รากข้าววิญญาณมีปราณวิญญาณน้อย หญ้ายันต์วิญญาณมีปราณวิญญาณมาก ดังนั้นปริมาณปราณวิญญาณในวัสดุคือตัวกำหนดความจุพลังเวทของมัน

ในเมื่อเกี่ยวข้องกับปริมาณมากน้อยของปราณวิญญาณ เช่นนั้นก็น่าจะเกี่ยวข้องกับแรงดันวิญญาณภายใน"

ลั่วหงลุกขึ้นเดินออกมานอกค่ายกลรวบรวมวิญญาณ เขาค่อยๆ ถ่ายเทพลังเวทลงในกระดาษยันต์เหลืองที่คีบไว้ตรงปลายนิ้ว เมื่อพลังเวททะลุขีดจำกัดการรับไหวของกระดาษยันต์เหลือง กระดาษยันต์ก็เกิดรอยฉีกขาดหลายแห่งและลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

"อ้อ~ ดูเหมือนว่าการที่พลังเวททะลวงผ่านขีดจำกัดของกระดาษยันต์ จะเป็นสาเหตุโดยตรงของการลุกไหม้สินะ"

จาก "ข้อมูลสถานะ" ในปัจจุบัน ลั่วหงใช้พลังเวทไปประมาณ 3.5 หน่วย

พอกลับเข้ามาในค่ายกลรวบรวมวิญญาณ ลั่วหงก็ทำการกระทำเมื่อครู่ซ้ำ คราวนี้กระดาษยันต์เหลืองทนได้นานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สุดท้ายเมื่อกระดาษยันต์ลุกไหม้ด้วยตัวเอง ลั่วหงก็ถ่ายเทพลังเวทเข้าไปได้ทั้งหมด 15 หน่วย

จากข้างนอกสู่ข้างใน แรงดันวิญญาณภายนอกเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่ความจุพลังเวทกลับเพิ่มขึ้นแค่ 4 เท่ากว่าๆ ดูเหมือนว่ากระดาษยันต์จะมีขีดจำกัดคล้ายกับความแข็งแกร่งของเส้นลมปราณ ไม่สามารถใช้วิธีเพิ่มแรงดันวิญญาณภายนอกอย่างไม่สิ้นสุดเพื่อเพิ่มความจุพลังเวทของกระดาษยันต์ได้เรื่อยๆ

เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบแรงดันวิญญาณภายในของกระดาษยันต์ได้ ลั่วหงจึงไม่สามารถสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์ได้ แต่การทดลองนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การเพิ่มแรงดันวิญญาณภายนอกสามารถช่วยเพิ่มความจุพลังเวทของกระดาษยันต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

"ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ขอแค่เข้าใจว่าทำไมการเพิ่มขึ้นของความจุพลังเวทถึงช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเขียนยันต์ได้ ข้าก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ของการทดลองนี้ได้"

ลั่วหงหวนนึกถึงหลักการเขียนยันต์ที่ระบุไว้ในตำรา

หลักการข้อที่หนึ่ง การเขียนยันต์ต้องทำรวดเดียวจบ ตั้งแต่จรดพู่กันขีดแรกจนถึงขีดสุดท้าย พู่กันห้ามละจากกระดาษยันต์ มิฉะนั้นจะถือว่าล้มเหลวทันที

หลักการข้อที่สอง ในขณะสร้างยันต์เฉพาะทาง ในสมองต้องจินตนาการภาพกระบวนการร่ายคาถาของตนเอง เพื่อให้การไหลเวียนของพลังเวทที่ปลายพู่กันใกล้เคียงกับสภาวะตอนร่ายคาถา

ส่วนขั้นตอนการเขียนยันต์โดยละเอียดที่บรรยายไว้ในตำรามีดังนี้

ขั้นตอนแรก จรดพู่กัน

ขณะที่จรดพู่กัน ให้ถ่ายเทพลังเวทจากพู่กันยันต์เข้าสู่กระดาษยันต์ และควบคุมพลังส่วนใหญ่ให้รวมตัวอยู่ที่บริเวณปลายพู่กัน

ขั้นตอนที่สอง วาดเส้น

ลากปลายพู่กัน นำพาพลังเวทขีดเขียนลวดลายยันต์ออกมา

ขั้นตอนที่สาม เก็บพู่กัน

ขณะยกพู่กันขึ้น ให้เก็บพลังเวทที่เหลือกลับคืนมา

"การควบคุมพลังเวทให้รวมตัวอยู่แถวปลายพู่กันย่อมต้องก่อให้เกิดแรงดันสูงเฉพาะจุด หมึกยันต์จะต้องมีบทบาทในการช่วยลดแรงกระแทกอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นกระดาษยันต์คงไม่มีทางรับไหว

แต่ตอนนี้ข้ามีแรงดันวิญญาณภายนอกระดับสูงคอยช่วยหนุน ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้หมึกยันต์มาช่วยลดแรงกระแทกแล้วหรือเปล่า?

แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าการเขียนยันต์ไม่จำเป็นต้องใช้หมึกยันต์

วัสดุของหมึกยันต์ไม่เพียงกำหนดคุณสมบัติการลดแรงกระแทก แต่ยังกำหนดความลื่นไหลของพลังเวทด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหมึกยันต์ยังมีหน้าที่ทำให้ลวดลายยันต์ปรากฏชัด

แต่ความลื่นไหลของพลังเวทจะแสดงผลก็ต่อเมื่อยันต์ถูกกระตุ้นใช้งานเท่านั้น ถ้าไม่คำนึงถึงวัสดุ เอาแค่ให้เหลือร่องรอย และทำเพื่อการฝึกซ้อมโดยไม่คิดจะนำไปใช้งาน ข้าก็สามารถ..."

ประกายความคิดในสมองของลั่วหงแล่นพล่านไม่หยุด สายตาที่เหม่อลอยของเขาค่อยๆ กลับมาโฟกัสที่น้ำหมึกในแท่นฝนหมึก

"ในทางทฤษฎีถือว่าไม่มีปัญหา"

ข่มความรู้สึกที่อยากจะลองทำเดี๋ยวนี้เอาไว้ก่อน ลั่วหงเริ่มขบคิดปัญหาที่ทำให้ปรมาจารย์อักขระปวดหัวที่สุด

เจ้าที่ว่าให้การไหลเวียนของพลังเวทที่ปลายพู่กันใกล้เคียงกับสภาวะตอนร่ายคาถามันคือบ้าอะไรกัน!

นี่คือปัญหาที่เป็นนามธรรมที่สุดในการเขียนยันต์ วิธีการสร้างภาพภาพที่นิยมใช้กันในหมู่ปรมาจารย์อักขระปัจจุบัน พูดง่ายๆ ก็คือใช้ความรู้สึก กระบวนการที่ล้มเหลวก็คือกระบวนการค้นหาความรู้สึก

และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ความรู้สึกนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน!

เพราะตอนที่ปรมาจารย์ยันต์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้นสอนลูกศิษย์ ก็ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไร นั่นแสดงว่าความรู้สึกที่อาจารย์ค้นพบไม่สามารถคัดลอกส่งต่อให้ลูกศิษย์ได้โดยตรง

กระบวนการร่ายคาถาของผู้ฝึกตน คือการนำพลังเวทของตนผ่านวงจรเส้นลมปราณเฉพาะทาง แล้วเปลี่ยนให้เป็นปราณวิญญาณที่มีรูปร่างเฉพาะเจาะจง

"วิชากระสุนน้ำ!"

ที่ปลายนิ้วของลั่วหงปรากฏลูกน้ำขนาดเท่ากำปั้น เขาหวนนึกถึงความรู้สึกตอนร่ายคาถาเมื่อครู่

พลังเวทไหลทะลักออกจากตันเถียน ผ่านเส้นลมปราณใหญ่เส้นหนึ่งที่แขน ไปจนถึงเส้นลมปราณเล็กสองเส้นที่นิ้วมือ สุดท้ายพลังเวทเหล่านี้ก็กลายเป็นลูกน้ำ

วิชากระสุนน้ำเป็นคาถาง่ายๆ ที่ใช้เส้นลมปราณเพียงสามเส้น เส้นลมปราณทั้งสามนี้ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน การจะจำลองพวกมันไม่จำเป็นต้องใช้ลวดลายยันต์ที่ซับซ้อนจนน่าเวียนหัวเลย

"จากการฝึกวิชาและการร่ายคาถา เห็นได้ชัดว่าเส้นลมปราณทำหน้าที่เหมือนสายพานการผลิตในโรงงาน

ปราณวิญญาณไหลผ่านเส้นลมปราณที่โคจรเคล็ดวิชาจะถูกแปรรูปเป็นพลังเวท พลังเวทไหลผ่านเส้นลมปราณที่โคจรคาถาจะถูกแปรรูปเป็นอาคม

นั่นหมายความว่า ที่เหล่าผู้ฝึกตนเข้าใจว่าตนเองใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบภายในจนเข้าใจเส้นลมปราณอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว แท้จริงแล้วเห็นเพียงแค่สายพานลำเลียงสินค้าเท่านั้น

ในเส้นลมปราณยังมีความลับที่แท้จริงซ่อนอยู่!"

ทันทีที่ลั่วหงเกิดความคิดนี้ขึ้น จิตใจและร่างกายของเขาก็รู้สึกโปร่งโล่งไปหมด ทันใดนั้นอำนาจสวรรค์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรก็กดทับลงมาตรงกลางกระหม่อมของเขา!

สัมผัสเทวะของลั่วหงถูกอำนาจสวรรค์ห่อหุ้มเอาไว้อย่างไม่อาจขัดขืน เพียงชั่วพริบตาก็เข้าไปสู่เส้นลมปราณใหญ่ที่แขนซึ่งใช้วิชากระสุนน้ำ พลังเวทของเขาก็ไหลเข้าไปหมุนเวียนในนั้นอย่างควบคุมไม่ได้เช่นกัน

ในขณะนี้ ความเร็วในการไหลเวียนของพลังเวทในเส้นลมปราณถูกชะลอให้ช้าลงเป็นร้อยเป็นพันเท่า ลั่วหงมองเห็นอักษรยันต์ตามธรรมชาติที่สร้างจากเลือดเนื้อส่องแสงสีเงินสว่างไสวอยู่ภายในผนังของเส้นลมปราณ

พวกมันเปรียบเสมือนคนงานบนสายพานการผลิต ที่ประสานงานกันอย่างแม่นยำเพื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างของกลุ่มก้อนพลังเวท

สภาวะของลั่วหงในตอนนี้ก็แปลกประหลาดเช่นกัน เผชิญกับสถานการณ์ผิดปกติเช่นนี้ เขาไม่เพียงไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในใจกลับไร้สุขไร้ทุกข์ ราวกับเข้าสู่ภวังค์แห่งการละวางอารมณ์ในตำนาน

ลั่วหงเฝ้าสังเกตอักษรเงินเหล่านั้นอย่างหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สัมผัสเทวะของเขาก็ถูกดีดกลับเข้าสู่วังนิว่าน*อย่างรุนแรง อารมณ์ความรู้สึกและกิเลสทั้งหลายต่างไหลบ่าย้อนกลับมา

เมื่อมองดูกระสุนน้ำที่ปลายนิ้วของตน ลั่วหงกลับรู้สึกว่ามันช่างเป็นธรรมชาติและสมบูรณ์แบบเหลือเกิน

"หรือนี่คือการตรัสรู้แจ้งที่ระบุไว้ในตำราโบราณ ช่างลึกลับมหัศจรรย์ยิ่งนัก! เมื่อครู่จิตสำนึกของข้าเหมือนได้เชื่อมต่อกับระบบที่ยิ่งใหญ่ไพศาล หรือนั่นจะเป็นวิถีสวรรค์ของโลกมนุษย์?!"

"แต่ว่า ท่านลู่ซวิ่นเคยกล่าวไว้ว่า ในโลกนี้ไม่มีระบบที่สมบูรณ์แบบ

ถ้าวิถีสวรรค์คล้ายกับระบบคอมพิวเตอร์ ก็แปลว่าต้องมีช่องโหว่ให้เจาะได้สิ"

ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น ลั่วหงก็รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ท้องฟ้าส่งเสียงฟ้าร้องครืนครางเป็นระลอก

"เชี่ย! ลูกพี่ ข้าผิดไปแล้ว!"

ความหวาดกลัวต่อความเป็นความตายทำให้ลั่วหงแทบฉี่ราด เขารีบขจัดความคิดที่ไม่สมควรมีทิ้งไปจนหมดสิ้น

หลังจากเสียงฟ้าร้องสงบลงพักใหญ่ จิตใจของลั่วหงจึงค่อยสงบลง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนขึ้นฟ้าสุดเสียง

"ข้าจะฝืนลิขิตสวรรค์!"

ท้องฟ้ายังคงครามสดใส สายลมยังคงพัดเอื่อย

ผ่านการทดสอบครั้งนี้ ลั่วหงก็เข้าใจสถานการณ์เมื่อครู่โดยพื้นฐานแล้ว

"ข้าเพิ่งจะหลุดออกจากสภาวะตรัสรู้แจ้ง การเชื่อมต่อกับวิถีสวรรค์ยังไม่ทันขาดสะบั้นก็ดันเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา นี่ก็เหมือนกับเถ้าแก่ใหญ่เพิ่งแจกโบนัสให้ข้า แต่ข้ากลับตะโกนว่าจะก่อกบฏ จุดจบก็ต้องโดนไล่ออกคาที่แน่นอน"

"เฮ้อ ข้านี่มันโง่จริงๆ! จะไปประกาศก่อกบฏต่อหน้าเถ้าแก่ได้ยังไง!"

"เรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าต้องรอให้เถ้าแก่ไปก่อนค่อยทำสิ! อย่าโทษที่ข้าไม่เห็นแก่หน้า แต่ต้องโทษที่โบนัสของเถ้าแก่หอมหวนเกินไปต่างหาก!"

--------------------

*วังนิว่าน(泥丸宫)หมายถึงจุดตันเถียนบนซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ลึกลงไปภายในสมอง (บางตำราเปรียบเทียบว่าเป็นตำแหน่งของต่อมไพเนียลหรือดวงตาที่สาม) เป็นศูนย์รวมของพลังทางจิตวิญญาณ ตรงข้ามกับตันเถียนล่างที่ท้องน้อยซึ่งเป็นที่เก็บพลังปราณ/พลังเวท

จบบทที่ บทที่ 6 ตรัสรู้แจ้งในวิถียันต์

คัดลอกลิงก์แล้ว