- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 5 จุดเริ่มต้นของการเขียนยันต์
บทที่ 5 จุดเริ่มต้นของการเขียนยันต์
บทที่ 5 จุดเริ่มต้นของการเขียนยันต์
บทที่ 5 จุดเริ่มต้นของการเขียนยันต์
มหาเต๋ามีสามพันวิถี* ทุกเส้นทางล้วนสามารถนำไปสู่หนทางแห่งความเป็นเซียนได้
อาชีพเสริมเหล่านี้ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็เช่นเดียวกัน โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีการแบ่งแยกสูงต่ำ ทว่าในเรื่องความยากง่ายของการเริ่มต้นนั้นกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
การปรุงยาและการหลอมสร้างศาสตรา อย่างแรกคือการช่วงชิงแก่นแท้ที่สมุนไพรวิญญาณสั่งสมมานับพันปี อย่างหลังคือการนำสมบัติจากฟ้าดินหรือเขี้ยวเล็บสัตว์อสูรมาใช้ วัสดุที่ต้องสิ้นเปลืองไปล้วนมีราคาแพงลิบลิ่ว หากไม่มีสำนักหรือตระกูลคอยหนุนหลัง อาชีพเสริมทั้งสองอย่างนี้ก็อย่าได้คิดฝันถึงเลย
การควบคุมสัตว์อสูรและการเพาะปลูกวิญญาณ ทั้งสองอย่างดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่แท้จริงแล้วแก่นแท้นั้นเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นการฟูมฟักสัตว์วิญญาณ หรือการปลูกสมุนไพรวิญญาณ ขอเพียงทำตามกฎเกณฑ์และขั้นตอน โดยพื้นฐานแล้วแทบจะไม่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว เพียงแต่ผลตอบแทนนั้นมาช้าเกินไป เวลาที่ผู้ฝึกตนต้องทุ่มเทลงไปนั้นนานเกินรับไหว ในความเป็นจริงแล้วจึงเหมาะสำหรับขุมกำลังผู้ฝึกตนที่มีอาณาเขตครอบครองเป็นกิจจะลักษณะมากกว่า
ส่วนค่ายกลและการเขียนยันต์ อย่างแรกนั้นลึกซึ้งเข้าใจยาก วัสดุประเภทต่างๆ ที่ต้องใช้นั้นแม้ราคาต่อชิ้นจะไม่แพง แต่ปริมาณการใช้นั้นมหาศาล
ยังดีที่ต่อให้จัดวางค่ายกลล้มเหลว วัสดุเหล่านี้ก็จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เสียหาย มิเช่นนั้นแล้วการเล่นกับค่ายกลคงจะผลาญศิลาวิญญาณยิ่งกว่าการปรุงยาและหลอมสร้างศาสตราเสียอีก
ความจริงแล้วลั่วหงสนใจวิถีแห่งค่ายกลมาก เพราะอย่างไรเสียค่ายกลก็เป็นหนึ่งในหกอาชีพเสริมที่แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมแห่งฟ้าดินได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด และยังเป็นศาสตร์ที่ต้องการระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้ศึกษาน้อยที่สุดอีกด้วย
แม้แต่ผู้ฝึกตนในขอบเขตกลั่นลมปราณ ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้จนสร้างมหาค่ายกลที่ทำให้เฒ่าประหลาดระดับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องตกตะลึงได้
สาเหตุที่ลั่วหงจำใจเลือกการเขียนยันต์เป็นอันดับรองลงมา ก็เพราะความขัดสนในเงินทองนั่นเอง
ท่านลู่ซวิ่นเคยกล่าวไว้ว่า จงทำให้ท้องอิ่มเสียก่อน แล้วค่อยไปไขว่คว้าหาศิลปะ
เมื่อเข้าสู่ตลาด ลั่วหงมุ่งหน้าตรงไปยังหอฝีมือสวรรค์ ที่นั่นเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านการจำหน่ายผลผลิตจากอาชีพเสริมของผู้ฝึกตนทุกประเภท และยังเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้ฝึกตนมาจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับอาชีพเสริมต่างๆ อีกด้วย
ระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นเจ็ดถือว่าต่ำต้อยเกินไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร บนตัวของลั่วหงเองก็ไม่มีของวิเศษที่ร้ายกาจอะไร ดังนั้นแม้ว่าตลาดแห่งนี้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของหวงเฟิงกู่ แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในนโยบายหกคำ "เข้าเร็ว ออกเร็ว กลับเร็ว"
เช่นเดียวกับร้านค้าขนาดใหญ่ส่วนมาก หอฝีมือสวรรค์แบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าทั่วไป ส่วนชั้นบนเป็นที่เก็บสินค้าชั้นเลิศราคาแพงระยับ หรือกระทั่งอาจมีของวิเศษ
ด้วยวิธีนี้จึงสามารถแยกผู้ฝึกตนที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรแตกต่างกันมากออกจากกันได้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น
ลั่วหงไม่มีความคิดที่จะขึ้นไปชั้นสอง สินค้าที่วางเรียงรายละลานตาอยู่ที่ชั้นหนึ่งเขาก็เพียงแค่กวาดตามองผ่านๆ แล้วเดินตรงเข้าไปหาพนักงานร้าน แจ้งสิ่งที่เขาต้องการทันที
"คุณลูกค้า ท่านแน่ใจหรือว่าจะเอากระดาษยันต์เหลือง 2,000 แผ่น แต่กลับเอาเลือดปีศาจกบเมฆหมึกแค่หนึ่งโถ? เลือดปีศาจโถนั้นใช้เขียนยันต์ได้แค่ยี่สิบกว่าแผ่นเองนะ!"
ผู้ฝึกตนทุกคนเวลาซื้อวัสดุเขียนยันต์ล้วนซื้อเป็นชุดๆ ศิษย์หนุ่มของหวงเฟิงกู่ที่อยู่ตรงหน้านี้กลับเข้ามาก็เหมากระดาษยันต์เหลืองที่ถูกที่สุดไปหนึ่งถุงสมบัติ แต่หมึกยันต์สำหรับยันต์เวทธาตุน้ำชั้นดีกลับเอาไปเพียงนิดเดียว
กระดาษยันต์กับหมึกยันต์ไม่ว่าจะในแง่ปริมาณหรือคุณภาพล้วนแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว พนักงานของหอฝีมือสวรรค์ถึงกับมึนงงไปกับการกระทำของลั่วหงจริงๆ
"ถูกต้องแล้ว แล้วก็เอาพู่กันเขียนยันต์ชั้นดีมาให้ข้าด้ามหนึ่งด้วย"
ลั่วหงหยิบศิลาวิญญาณออกมาสี่สิบกว่าก้อน วางกองรวมกันเป็นกองเล็กๆ บนโต๊ะ
พนักงานหอฝีมือสวรรค์ผู้นั้นจึงไม่พูดมากความอีก รีบจัดเตรียมสินค้าที่ลั่วหงต้องการให้อย่างคล่องแคล่ว
หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด ลั่วหงก็ไม่รอช้า รีบออกจากเขตห้ามบินของตลาดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขับเคลื่อนอาวุธวิเศษใบไม้เขียวมุ่งหน้าตรงกลับไปยังฟางหัวหยวนทันที
สิ่งที่ลั่วหงไม่รู้ก็คือ ในป่าทึบห่างออกไปหลายร้อยเมตรทางด้านหลัง มีชายชุดเหลืองคนหนึ่งสะกดรอยตามเขามาตลอดตั้งแต่ออกมาจากตลาด
เมื่อเห็นลั่วหงขับเคลื่อนอาวุธบินไกลออกไปเรื่อยๆ ใบหน้าของชายชุดเหลืองก็เผยสีหน้าไม่ยินยอมอย่างยิ่ง เขาไม่ใช่ไม่มีความคิดที่จะไล่ตามต่อ แต่หลังจากไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือ
เมื่อทำเหยื่อหลุดมือไป ชายชุดเหลืองก็ยังไม่จากไปไหน เขานั่งขัดสมาธิลงตรงนั้น ประมาณหนึ่งก้านธูปต่อมา ชายร่างยักษ์หน้าตาถมึงทึงคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบตามมา
"แกะอ้วนล่ะ? แกะอ้วนอยู่ไหน?"
"เฮอะ เจ้ามาช้าขนาดนี้ ต่อให้มีแกะอ้วน ป่านนี้ก็คงเข้าคอกไปนานแล้ว!"
ชายชุดเหลืองกำลังอารมณ์ไม่ดี น้ำเสียงที่พูดจึงดูห้วนจัด
"ท่านปู่ผู้นี้พอได้รับยันต์สื่อสารของเจ้าก็รีบมาอย่างสุดชีวิต ไอ้แก่เจ้าเล่ห์อย่างเจ้าทำไมไม่รีบแจ้งให้เร็วกว่านี้ คิดจะฮุบคนเดียวล่ะสิ!"
ชายร่างยักษ์ไม่คิดจะตามใจนิสัยเสียของชายชุดเหลือง ชี้หน้าด่ากลับไปทันที
"ใครจะไปรู้ว่าเจ้าเด็กนั่นที่บ้านพ่อตายหรือแม่เสียหรือ ถึงได้หนีเร็วปานกระต่ายขนาดนั้น ทิ้งศิลาวิญญาณแล้ววิ่งแน่บไปเลยจริงๆ!"
ชายชุดเหลืองยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด สาเหตุที่เขาไม่เสี่ยงลงมือสกัดกั้นเพียงลำพังก็เพราะรู้สึกว่าลั่วหงดูมากประสบการณ์นั่นเอง
"เป็นไปได้ไหมว่าธุรกิจที่พวกเราทำถูกคนระแคะระคายเข้าแล้ว? ไม่อย่างนั้นความระแวดระวังตัวของเจ้าเด็กนั่นจะสูงขนาดนั้นได้อย่างไร"
อย่าเห็นว่าชายร่างยักษ์หน้าตาหยาบกระด้าง แต่กลับเป็นคนละเอียดรอบคอบ ไม่เพียงไม่ด่าตอบชายชุดเหลือง แต่กลับเริ่มขบคิดถึงเรื่องงานการขึ้นมา
ชายชุดเหลืองได้ยินดังนั้นใจก็กระตุกวูบ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าพลางกล่าว
"ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ พวกเราดักปล้นผู้ฝึกตนที่เดินทางคนเดียวอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ถึงแม้จะระมัดระวังตัวทุกครั้ง แต่นานวันเข้าก็ย่อมต้องเผยพิรุธออกมาบ้าง"
ชายร่างยักษ์กล่าว "อีกสามปีงานชุมนุมไท่หนานก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว นั่นมันเป็นงานใหญ่ ข้าว่าพวกเราล่วงหน้าไปดูลาดเลากันก่อนดีกว่าไหม"
"ไม่เลว เลือกวันไม่สู้ชนวัน ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ"
ทั้งสองล้วนเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด เพียงไม่กี่ประโยคก็ตกลงกันได้แล้ว
การเขียนยันต์เป็นอาชีพที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในบรรดาหกอาชีพเสริม การเขียนยันต์หนึ่งครั้งใช้เพียงกระดาษยันต์หนึ่งแผ่น หมึกยันต์ไม่กี่หยด และพลังเวทอีกเล็กน้อย ต้นทุนรวมสิบครั้งมักจะยังต่ำกว่าศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนเสียอีก
เมื่อเทียบกับการปรุงยาที่เปิดเตาหลอมแต่ละครั้งต้องใช้ศิลาวิญญาณอย่างน้อยสิบกว่าก้อนแล้ว มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ด้วยความที่ราคาถูกเช่นนี้เอง ทำให้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่ขัดสนเงินทองล้วนเคยมีความคิดที่จะเขียนยันต์ขายเพื่อหาศิลาวิญญาณ ในจำนวนนั้นมีไม่น้อยที่ลงมือทำจริง แต่ส่วนใหญ่ล้วนลงเอยด้วยการขาดทุนย่อยยับ
สาเหตุก็เพราะการจะเรียนรู้วิธีสร้างยันต์ชนิดหนึ่งนั้นยากเย็นแสนเข็ญ ว่ากันว่าหากไม่ได้ผ่านการลองผิดลองถูกนับหมื่นครั้ง แม้แต่ยันต์ระดับต่ำขั้นล่างสุดก็ยังยากที่จะรับประกันอัตราความสำเร็จให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้
ภายในค่ายกลรวบรวมวิญญาณ ลั่วหงเตรียมงานสำหรับการเขียนยันต์เรียบร้อยแล้ว กระดาษยันต์เหลืองที่ปูราบอยู่ตรงหน้าเขาทำมาจากรากของข้าววิญญาณ ดังนั้นมันถึงได้ถูกขนาดที่ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนสามารถซื้อได้ถึงหนึ่งร้อยแผ่น
ราคาเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพ กระดาษยันต์ที่ดีจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเขียนยันต์ ดังนั้นผู้เริ่มต้นโดยทั่วไปมักจะใช้กระดาษยันต์เขียวที่มีราคาศิลาวิญญาณหนึ่งก้อนต่อหนึ่งโหล
กระดาษยันต์เหลืองนั้นมีไว้สำหรับผู้ฝึกตนที่วิชาการสร้างยันต์ชนิดนั้นๆ บรรลุถึงขั้นสูงแล้ว และเริ่มผลิตจำนวนมากเพื่อประหยัดต้นทุน
"สิ่งที่เรียกว่ายันต์ ก็คือการใช้กระดาษยันต์เป็นภาชนะในการกักเก็บพลังเวทของผู้ฝึกตน และเมื่อใช้งานก็จะเปลี่ยนพลังเวทส่วนนี้ให้กลายเป็นอาวุธเวทผ่านลวดลายบนกระดาษยันต์"
"ทำไมเงื่อนไขก่อนการสร้างยันต์กระสุนน้ำคือต้องรู้วิชากระสุนน้ำ?"
"ทำไมกระดาษยันต์ที่ดีถึงช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเขียนยันต์ได้?"
"สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้กระดาษยันต์ลุกไหม้เสียหายหลังจากเขียนยันต์ล้มเหลวคืออะไรกันแน่?"
ปรมาจารย์อักขระทุกคนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรล้วนมองปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีคิดแบบประสบการณ์นิยม พวกเขาไม่ใช่ไม่มีความสามารถ แต่กลับมองข้ามมันไป
ปัญหาที่ง่ายดายราวกับหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองยังมีอะไรน่าพูดถึงอีกหรือ?
ใช้วิชากระสุนน้ำไม่เป็นก็เขียนยันต์กระสุนน้ำไม่ได้สิ! เจ้าไม่มีอาจารย์สอนหรือไง?
กระดาษยันต์ที่ดีก็ต้องช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จสิ ไม่อย่างนั้นจะขายแพงขนาดนี้ทำไม!
เจ้าเขียนยันต์ล้มเหลวแล้วยังอยากให้กระดาษยันต์อยู่ดีมีสุขอีกเหรอ? ฝันกลางวันอยู่หรือไง!
--------------------
*วลี "มหาเต๋ามีสามพันวิถี" (大道三千) มีความหมายและนัยยะดังนี้
มหาเต๋า (大道) หมายถึง "เต๋าที่ยิ่งใหญ่" หรือ "กฎเกณฑ์สูงสุดแห่งจักรวาล" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและความจริงแท้ของสรรพสิ่ง และยังหมายถึง วิธีการ, เส้นทาง, หรือลัทธิในการปฏิบัติ อีกด้วย
สามพัน (三千) ในทางพุทธศาสนาและเต๋า ตัวเลข "สามพัน" ไม่ได้หมายถึงจำนวนนับ 3,000 เป๊ะๆ แต่เป็นตัวเลขสมมติที่สื่อถึงความ "มากมายมหาศาล" หรือ "ไร้ขีดจำกัด"
ประโยคนี้จึงจะสื่อว่า "หนทางที่จะบรรลุเป็นเซียนหรือเข้าถึงสัจธรรมนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน" ไม่ได้มีเพียงแค่การนั่งสมาธิเดินลมปราณเพียงอย่างเดียว